'ศาล-อัยการ-ตร.' ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลคดีออนไลน์ - ยกเลิกสัญญากำไล EM หลังพบประสิทธิภาพบกพร่อง

'ศาล-อัยการ-ตร.' ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลคดีออนไลน์เริ่ม 1 ต.ค. 2562 นี้ ด้าน รมว.ยุติธรรม แถลงยกเลิกสัญญากำไล EM หลังพบประสิทธิภาพบกพร่อง พร้อมปรับค่าเสียหายเอกชนกว่า 83 ล้านบาท เตรียมให้ศาลพิจารณาแนวทางดำเนินการกับผู้ถูกคุมประพฤติ 540 คนที่ใส่กำไล EM อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2562 ที่สำนักงานศาลยุติธรรม นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ รองอัยการสูงสุด และ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การเชื่อมโยงข้อมูลสารบบคดีกระบวนการยุติธรรม โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาใช้ในการยื่นฟ้องคดีและพิจารณาคดีอาญา ตั้งแต่ชั้นตำรวจ, อัยการ, ศาล เพื่อลดระยะเวลาและความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ และยังทำให้กระบวนการยื่นฟ้องคดี การพิจารณาคดี พิพากษาคดีแล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว ถูกต้องสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ โดยก่อนการลงนาม MOU เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 หน่วยงานได้สาธิตการบันทึกข้อมูลด้วยสารบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ชื่อระบบ CRIMES ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลคดีส่วนของ สภ.-สน.ทั่วประเทศ 1,482 แห่ง, ของสำนักงานอัยการสูงสุดใช้ระบบชื่อ NSW และสารบบคดีของสำนักงานศาลยุติธรรม

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า การพัฒนาเชื่อมโยงข้อมูลสารบบคดีกระบวนการยุติธรรม เริ่มจากเมื่อมีการฟ้องคดี กับศาลแขวง หรือศาลจังหวัดที่มีอำนาจพิจารณาคดีศาลแขวงในคดีอาญา โดยเฉพาะคดีฟ้องด้วยวาจาเจ้าหน้าที่จะต้องบันทึกข้อมูลตั้งต้นที่อัยการโดยตำรวจนำมาฟ้องต่อศาล เช่น ข้อมูลฟ้องทั่วไป ข้อมูลจำเลย บันทึกการจับกุม ฯลฯ ทำให้ทำให้คดีที่ควรจะตัดสินได้อย่างรวดเร็วกลับต้องเสียเวลาในการรอการบันทึกข้อมูลเข้าระบบ สำนักงานศาลยุติธรรม จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศึกษาการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ในการยื่นฟ้องคดีและการพิจารณาคดีอาญา ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ ศาล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศจากระบบ CRIMES ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจสามารถบันทึกข้อมูลทางคดีเข้าสู่ระบบ และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังระบบและฐานข้อมูลของสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อที่อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง จากนั้นข้อมูลทางคดีจะถูกส่งต่อเข้ามายังระบบและฐานข้อมูลศาล ผ่านเทคโนโลยี Web Service และคำฟ้องของอัยการก็จะถูกส่งมายังศาล  ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

“การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง 3 หน่วยงานนี้ นอกจากจะลดระยะเวลาและความซ้ำซ้อนในการบันทึกข้อมูลแล้ว ยังทำให้กระบวนการยื่นฟ้องคดีและการพิจารณาคดี พิพากษาคดี แล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว ถูกต้องสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ อันเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคดีทางอาญาที่ฟ้องด้วยวาจาซึ่งเป็นคดีที่มีอัตราโทษไม่สูง การเชื่อมโยงข้อมูลสารบบคดีกระบวนการยุติธรรมโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการยื่นฟ้องคดีและพิจารณาคดีอาญา จะดำเนินการพร้อมกันในศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดและศาลแขวงทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประธานศาลฎีกาเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการคดีและเพื่อให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น เพื่อมุ่งสู่การบริการในลักษณะระบบศาลดิจิทัล (D-Court) ในปี พ.ศ.2563”   

นายเชิดศักดิ์ ล่าวว่า ระบบ Web Service ของอัยการไม่ใช่เพียงตัวที่ใช้บันทึกว่ามีคดีรับเข้ามา ข้อมูลชื่อผู้ต้องหารวมทั้งชื่อผู้เสียหาย ข้อหาอะไร แต่สิ่งที่เราได้จากสารบบคดีด้วยก็คือ ข้อมูลที่บันทึกเหล่านี้ เราสามารถไปพัฒนาต่อยอด รวบรวมเป็นสถิติคดี เช่น เราสามารถสร้างข้อมูลเป็นท็อปเท็น ว่าคดีที่เกิดขึ้นในทุกเขตศาลทั่วประเทศไทยเป็นข้อมูลสถิตออนไลน์แบบเรียลไทม์ ทั้งในระดับรายเดือนจนถึงรายปี เราจะสามารถทราบได้ว่าในหลายจังหวัดนั้นคดีที่เกิดสูงสุดขึ้น 10 อันดับแรกคืออะไร และยังสามารถแยกเป็นประเภทคดีได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราสามารถแยกได้ 63 ประเภท ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งในการป้องกันอาชญากรรมและวางแผนได้ว่าปัจจุบันคดีเกิดขึ้นเท่าไร โดยสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ว่า ณ วันนี้ท้องที่ของท่านมีคดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง 

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวขอบคุณทั้งศาลและอัยการเช่นเดียวกัน ว่าได้ริเริ่มสิ่งที่เป็นประโยชน์ สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน โดยเป้าหมายสุดท้ายก็เพื่อประโยชน์สูงสุดในการสร้างความยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชน ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบที่มีความถูกต้องและมีคุณภาพ

รมว.ยุติธรรม แถลงยกเลิกสัญญากำไล EM พร้อมปรับค่าเสียหายกว่า 83 ล้านบาท


ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2562 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวกรณีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ประสิทธิภาพบกพร่องมีคุณลักษณะไม่ตรงตามขอบเขตของงาน TOR ที่ทำสัญญาเช่าไว้กับบริษัท สุพรีม ดีสทิบิวชั่น ไทยแลนด์ จำกัด ว่ากรมคุมประพฤติได้ดำเนินการยกเลิกสัญญากับบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา พร้อมตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการยกเลิกสัญญา โดยมีหนังสือทวงถามบริษัทให้ชำระหนี้ค่าเสียหาย จำนวน 83,825,810 บาท ซึ่งรายละเอียดค่าเสียหายประกอบด้วยค่าปรับที่เกิดจากการส่งมอบและติดตั้งให้ถูกต้องครบถ้วนเกินกำหนด, ค่าปรับที่เกิดจากการไม่นำอุปกรณ์มาเปลี่ยนใหม่ให้ภายในเวลาที่กำหนด, ค่าปรับความเสียหายที่เกิดจากกรณีเจ้าหน้าที่ไม่มาปฏิบัติงานภายในศูนย์ EM CENTER และค่าปรับกรณีผู้ให้เช่าไม่นำอุปกรณ์ฯ มาเปลี่ยนให้ใหม่ เป็นระยะเวลาติดต่อกันเกิน 15 วัน

นายสมศักดิ์ ยังยืนยันว่า TOR ที่ทำกับบริษัทดังกล่าว ระบุสเปกของรายละเอียดทุกอย่างชัดเจน และหลังจากพบความบกพร่องได้ดำเนินการทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทและติดตามผลอยู่ตลอด ขั้นตอนจากนี้กรมคุมประพฤติทำหนังสือแจ้งค่าเสียหายไปยังบริษัทเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดเวลาในการชำระค่าเสียหายให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 15 วัน หากไม่ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนดกรมคุมประพฤติจะดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อศาลให้พิจารณา

ในส่วนของผู้ที่ถูกคุมประพฤติให้ใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรือกำไล EM อยู่ขณะนี้ 540 คนจะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไรนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จะดำเนินการให้กรมคุมประพฤติแจ้งไปยังศาลแต่ละจังหวัดเพื่อขอยกเลิกใช้กำไล EM ทั้งหมด และให้ผู้ที่ถูกคุมประพฤติอยู่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลว่าศาลจะมีดุลพินิจอย่างไร ซึ่งศาลจะมีแนวทางการคุมประพฤติทั้งการเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ การบำเพ็ญประโยชน์ หรือแนวทางอื่น แต่จะไม่ส่งกลับเข้าไปคุมขังภายในเรือนจำ เนื่องจากจำนวนผู้ถูกคุมขังมีล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรับได้

ส่วนการจะนำกำไล EM มาใช้ในอนาคตหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้สูง แต่ต้องมีการร่างสัญญาให้รัดกุม แต่ยืนยันว่าในปีนี้ยังไม่มีงบประมาณ จึงยังไม่มีการเปิดประมูลใหม่ ซึ่งต้องรองบประมาณจากรัฐบาล ส่วนบริษัทเดิมจะเข้ามายื่นประมูลได้อีกหรือไม่ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมคุมประพฤติพิจารณา

โฆษกศาลยุติธรรม เเจงหลังกรมคุมประพฤติยกเลิกสัญญาเช่ากำไล EM กับผู้ถูกคุมประพฤติ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจเเก้ไขคำสั่งรอลงอาญาได้

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2562 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษก ศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงกรณีที่กรมคุมประพฤติให้ข่าวว่าได้ส่งหนังสือแจ้งมายังสำนักงานศาลยุติธรรมกรณีการยกเลิกสัญญาเช่ากำไล อีเอ็มและสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดทั่วประเทศจะทำรายงานเสนอศาลเพื่อขอเพิกถอนการใช้กำไลอีเอ็มกับผู้ถูกคุมประพฤติ ว่าเรื่องนี้ต้องไปดูรายละเอียดในคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่มีคำสั่งในคดีกับผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้รอการลงโทษโดยกำหนดให้มีการคุมประพฤติและด้วยการติดกำไรอีเอ็ม เพื่อตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางหรือไม่ หากใช่ แล้วเจ้าพนักงานคุมประพฤติรายงานว่ามีการยกเลิกการใช้กำไรอีเอ็มของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจได้ว่าสมควรจะต้องมีการเเก้ไขคำสั่งหรือไม่ อย่างไร ตามประมวลกฎหมายอาญาอาญามาตรา 56 อยู่แล้ว นอกจากนี้นายสุริยัณห์ยังกล่าวย้ำว่า ในส่วนของการปล่อยตัวชั่วคราวที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ติดกำไรอีเอ็มนั้น เป็นการดำเนินการของศูนย์อีเอ็ม สำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งใช้อุปกรณ์คนละแบบและยังคงดำเนินการตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น

(1) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ
(2) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
(3) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

และเมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนดแต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้

ซึ่งเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อตามควรแก่กรณีได้ ดังต่อไปนี้

(1) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือจัดให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์
(2) ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก
(4) ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(5) ให้เข้ารับการฝึกอบรม ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(6) ห้ามออกนอกสถานที่อยู่อาศัย หรือห้ามเข้าในสถานที่ใดในระหว่างเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ จะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางด้วยก็ได้
(7) ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเยียวยาความเสียหายโดยวิธีอื่นให้แก่ผู้เสียหายตามที่ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายตกลงกัน
(8) ให้แก้ไขฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม หรือชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการดังกล่าว
(9) ให้ทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินตามที่ศาลเห็นสมควรว่าจะไม่ก่อเหตุร้าย หรือก่อให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สิน
(10) เงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก หรือเงื่อนไขในการเยียวยาผู้เสียหายตามที่เห็นสมควร

เงื่อนไขตามที่ศาลได้กำหนดตามความในวรรคสองนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำขอของผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานว่าพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควรศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดเสียก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขข้อใดตามที่กล่าวในวรรคสอง

ที่มาเรียบเรียงจาก: ไทยโพสต์ ไทยรัฐออนไลน์ ผู้จัดการออนไลน์
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์