วิษณุ เครืองาม: นักการเมืองที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ปัจจุบัน บนโลกอินเทอร์เน็ต ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ผู้ได้เป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย เมื่อวัย 35 ปี

ถูกครหาจากคนขี้อิจฉาในอินเทอร์เน็ตว่า “บิดาแห่งการยกเว้น” บ้างก็ว่าท่านเป็น “นักบิดกฎหมาย” หรือให้ฉายาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือ “นักแถในตำนาน” แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า อาจารย์ท่านไม่ได้รู้สึกสะทกสะเทือนใดๆ

ด้วยความที่อยู่ในวงการการเมืองมานาน ผมเชื่อว่า ท่านมีความแข็งแกร่งทนทานเพียงพอ และน่าจะรู้ดีว่า การถูกตำหนิ ติฉิน ต่อว่า เหน็บแนม เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของพื้นที่ที่ท่านเหยียบยืนอย่างยาวนานพื้นที่นี้ ที่ที่ท่านเองยืนเด่นมาแล้วเกือบ 2 ทศวรรษ แม้จะไม่เคยต้องลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งขันกับนักการเมืองคนอื่นๆ เลย

พูดได้ว่า ประสบการณ์การเมืองของดร.วิษณุนั้นห่างชั้นกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งตัวท่านมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่หลายขุมเสียอีก และด้วยความเก๋านี้เอง ทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นดร.วิษณุหงุดหงิด โวยวาย อย่างที่เรามักเห็นจนคุ้นหู คุ้นตา จากนายกรัฐมนตรีช่างเจรจาผู้นั้นปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

และด้วยความสามารถอันเต็มเปี่ยมนี้ ทำให้ไม่ว่า ดร.วิษณุ อยู่กับรัฐบาลไหน ก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นอาวุธสำคัญได้ ขณะเดียวกันก็สามารถทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง คุ้มภัยให้กับรัฐบาลได้เช่นกัน

เอาแค่เฉพาะรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ถ้าท่านผู้อ่านไม่ได้สมองเสื่อมเข้าขั้นอัลไซเมอร์ ก็น่าจะจำได้ว่า อาจารย์วิษณุนี่แหละ คือ คนที่ออกมาทำหน้าที่รักษาตำแหน่งให้กับใครต่อใครในรัฐบาลที่ผ่านมา หลายครั้ง หลายครา

จากหลายกรณีที่ สื่อมวลชนพยายามทำตัวเป็นอีแร้ง เข้ารุมทึ้งรัฐบาลที่มีสภาพร่อแร้ ใกล้ตายเต็มแก่ พุ่งเข้าใส่ด้วย คำถามทางจริยธรรม หรือยกข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด โดยรู้เท่าถึงการณ์ หรือไม่ถึงการณ์(อาจจะแค่บ้านโป่ง) ต่างๆ นานา บางอย่างมาโจมตี

แต่ก็มีเพียง ชายสวมแว่นแน่นกฎหมายคนนี้เท่านั้น ที่ก้าวออกมารับหอก ดาบ ฉาบ ฆ้อง กระบองกระบี่ ตอบคำถามที่ยากจะหาใครตอบได้ และช่วยเปลี่ยนสถานการณ์อันย่ำแย่จวนพ่ายแพ้ ให้กลับมามีแต้มต่อพออยู่ได้ ครั้งแล้ว ครั้งเบียร์ (ครั้งเล่า_เหล้า)

และ สำหรับ อาจารย์วิษณุ เมื่อถูกเหน็บแนม กระแนะกระแหน จี้ปม หรือกระทบกระเทียบ โดยฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะ ถูกโจมตีด้วยข้อเท็จจริงเป็นเอกสาร หรือคำพูด ท่านก็สามารถหลุดรอดการโจมตีครั้งแล้ว ครั้งเล่ามาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยการใช้หลักเหตุผลที่ยากจะหาใครในประเทศนี้เทียมเทียบ นี่คือ ความเก่งกาจของนักการเมืองท่านนี้

เพื่อยืนยันว่า การเยินยอของเราไม่ใช่เรื่องเกินเลย เราจึงขอนำตัวอย่างความฉลาดเฉลียวบางส่วนของอาจารย์วิษณุมาให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น สถานการณ์ในสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่อดีตอาจารย์วิษณุ ถูกอดีตอาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคอนาคตใหม่ ทวงถามกึ่งเสียดสี ด้วยการยกข้อความจากหนังสือ “หลังม่านการเมือง” ที่อาจารย์วิษณุเป็นผู้เขียน มาตั้งคำถามย้อนเกล็ด จุดยืนทางหลักการด้านกฎหมายของอาจารย์วิษณุ

“นายกฯท่านอื่นๆ จะใช้วิธีอ่านทีละวรรค ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิมพ์ลงบัตรแข็งซึ่งดูปลอดภัยกว่าการจำ เพราะจะไม่ผิดพลาด ขืนท่องจำผิดๆถูกๆ ตกคำว่า และ คำว่า หรือ ไปซักตัวก็อาจต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ได้ถวายสัตย์ฯครบถ้วนหรือยัง จะยุ่งเปล่าๆ”

ข้อความข้างต้นที่ปิยบุตรยกมานี้ เป็นความเห็นเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่อาจารย์วิษณุเคยระบุอย่างชัดเจนว่า การกล่าวคำสัตย์ต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าตกหล่นเพียงแค่บางคำ อาจทำให้เกิดปัญหาจนน่าหวั่นใจ

โดย สิ่งที่ปิยบุตรทำในครั้งนี้ คงพยายามที่จะเปรียบเทียบความเห็นในอดีตของอาจารย์วิษณุ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นความไร้หลักการทางกฎหมายของตัวอาจารย์วิษณุเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระทำที่ไม่เจียมเนื้อเจียมตัวของปิยบุตรแล้ว เขายังกล้าที่จะตั้งคำถามที่ไม่สมควรจะถามกับอาจารย์วิษณุด้วยว่า

“ท่านทำงานในทำเนียบรัฐบาลมาเกือบ 2 ทศวรรษ ท่านทำงานกับคณะรัฐมนตรีมา 11 ชุด กับนายกรัฐมนตรี 8 คน ด้วยสถานะเช่นนี้ ทำให้ตัวท่านรองนายกรัฐมนตรี มีโอกาสเข้าร่วมการถวายสัตย์ปฏิญาณหลายครั้งหลายหน… ผมขออนุญาตถามท่านว่า ท่านเคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนใดทำแบบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาหรือไม่ แล้วท่านเห็นว่า ทำได้หรือไม่อย่างไรตามรัฐธรรมนูญ” ปิยบุตร 'เด็กเมื่อวานซืน' ถามประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อฝากต่อไปถึง วิษณุ ที่นั่งอยู่ไม่ห่างกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นวันพุธ แสดงให้เห็นถึงความไร้กาลเทศะ ของนักการเมืองหน้าใหม่สไตล์เกาหลีผู้นั้น เพราะ โดยมารยาทแล้ว การที่จะให้อาจารย์วิษณุ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ชี้ความเหมาะสมของการกระทำ โดยนายกรัฐมนตรีที่มีฐานะเป็นหัวหน้า ดูจะไม่เหมาะ ไม่ควร เท่าไรนัก

และแม้ว่า หลักฐานของปิยบุตรจะแข็งแรง แน่นหนา จนคนธรรมดาน่าจะดิ้นไม่หลุด แต่ด้วยความสามารถด้านภาษาไทยใกล้เคียงราชบัณฑิตยสถาน ความเป็นเลิศด้านกฎหมายอันเอกอุ และความปราดเปรื่องของสมองที่แต้มเต็มไปด้วยรอยหยัก อาจารย์วิษณุก็สามารถตอบโต้ นายปิยบุตรอย่างคมกริบ จนปิยบุตร ต้องสงบปาก สงบคำ สิ้นแรงเถียง

“ผมจะไม่กราบเรียนครับ ว่าถ้อยคำที่ท่านนายกฯอ่าน และทุกคนกล่าวตามนั้นมีว่าอย่างไร และผมก็ไม่ทราบว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังของการอ่านไปตามนั้น และแค่นั้น เป็นเพราะเหตุใด แต่ตรงนี้ จะอธิบายได้ด้วยคำกลางๆรวมๆ เพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่ไม่อาจจะขยายความต่อไปอีก นั่นก็คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์” ท่านวิษณุ ตอบกลับ อย่างชัดเน้น

“แล้วต่อมายังมีพระมหากรุณาพระราชทานพระราชดำรัสทุกคำมายังรัฐบาลอีกด้วยซ้ำไป ได้มีพระราชกระแสรับสั่งว่า ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ คณะรัฐมนตรีรับพระราชกระแสนี้ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ไม่ต้องตีความครับ แต่ถือว่านี่คือพระบรมราชานุญาต” อาจารย์วิษณุ ขยายความ คล้ายกับต้องการจะย้ำให้ชัดว่า ปิยบุตรควรจะหยุดแค่นี้

แน่นอนอยู่แล้วว่า อาจารย์วิษณุ เป็นผู้มีวัยวุฒิ และคุณวุฒิ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเรื่องผิดมารยาท เช่นการชี้ว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้กระทำลงไปนั้นผิด หรือขัดต่อกฎหมาย เพราะแน่นอนว่า อาจารย์ท่านย่อมรู้สถานะของตัวเองดี และรู้ว่า เวลานี้ควรจะช่วยจบข้อครหาต่างๆ ที่มุ่งโจมตี ผู้นำประเทศคนนี้เสียที

ถ้าท่านยังไม่เชื่อในความสามารถของอาจารย์วิษณุ เราขออนุญาต ยกตัวอย่างเพิ่มเติม ในคราวที่คุณดอน ปรมัติวินัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางกฎหมาย เมื่อพบว่า ภรรยาของตนเองถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้อาจเข้าข่ายขัดต่อมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญ

และเมื่อถูกทวงถามหาความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง อดีตเจ้ากระทรวงบัวแก้ว ผมสีดอกเลาผู้นั้นกลับกล่าวผ่านสื่อทำนองว่า “ถ้าจะถามหาสปิริต ให้ไปหาจากนักกีฬา” ซึ่งนอกจากคำตอบนี้จะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังก่อให้เกิดกระแสตีกลับจากอินเตอร์เน็ตอย่างมหาศาล

จนทำให้ อาจารย์วิษณุ ต้องออกมาแก้สถานการณ์อีกครั้ง โดยนอกจากจะเป็นการตอบคำถามสื่อมวลชน เพื่อปกป้องรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลของตนเองแล้ว การตอบคำถามในครั้งนั้นของอาจารย์ ยังแสดงให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา และมนุษยธรรม เพราะ แม้หลักฐานในกรณีดังกล่าวจะค่อนข้างชัดเจน แต่แทนที่อาจารย์วิษณุจะชี้แจงประเด็นนี้ด้วยหลักกฎหมาย แล้วหลงลืมความเป็นคน อาจารย์กลับตอบคำถามกฎหมายที่เจือความห่วงใยเอาไว้อย่างแนบเนียน

“บังเอิญว่าภรรยาของคุณดอนมีมรดก จึงได้นำมาตั้งบริษัทกับพี่น้องภายในครอบครัว และถือหุ้นกันเองภายในพี่น้อง 7 คน โดยไม่มีคนอื่น ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วหุ้นนี้ของบริษัทนี้ไปดำเนินการทำคอนโดมิเนียมดูแลเก็บค่าเช่าเองเป็นบริษัทครอบครัว ไม่ได้ค้าขาย ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้นพูดถึงความสุจริต เราก็พอจะมองเห็น”

และอีกครั้ง ที่ดอกเตอร์วิษณุ เผยอีกด้านของความดีงามในตัว คือครั้งที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงานสัมมนากับพรรคพลังประชารัฐ ในขณะที่ลุงป้อมยังไม่ได้มีพันธะผูกพันใดๆในฐานะสมาชิกพรรค จนเกิดข้อครหาว่า ท่านอาจละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเป็นคนนอกที่เข้าครอบงำพรรค ตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ

ครั้งนั้น ดอกเตอร์วิษณุ ผู้จัดเจนข้อกฎหมาย เลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นอะไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชน เพราะท่านน่าจะรู้ดีว่า หากต่อความยาว สาวความยืด อาจเป็นเหมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ท่านจึงเลือกที่จะ “ไม่ตอบ” ในประเด็นที่ไม่ควรตอบ ซึ่งทำให้เราแน่ใจได้ว่า ท่านตระหนักถึงความหมายที่แท้ของสุภาษิต “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ดีกว่า ตัวท่านประวิตร หรือแม้กระทั่งบิ๊กตู่เองด้วยซ้ำ

นั่นแหละครับท่านผู้อ่าน ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของความฉลาดหลักแหลมของปราชญ์ทางกฎหมายท่านนี้เท่านั้น แต่เพียงแค่นี้ ก็น่าจะทำให้ท่านวิษณุ มีสถานะอยู่ในระดับเทียบเท่ากับ จอห์น ล็อก หรือแทบจะทำให้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร ตราบเท่าที่ชายผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ เพราะ มหาบุรุษท่านนี้เปรียบเสมือนตู้หนังสือกฎหมายเคลื่อนที่อยู่แล้ว

การพลิกแพลงวรรคตอน สร้างคำ สร้างประโยคใหม่ ของอาจารย์ นอกจากเป็นการประกาศศักยภาพด้านภาษาแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดกับหลักการ เหตุผล หรือความเชื่อเดิมๆที่ตัวอาจารย์เองเคยมี มันแสดงให้เห็นว่า อาจารย์ไม่ได้จ่อมจมกับหลักเหตุผลที่หมดอายุในอดีต และไม่เคยแม้แต่จะสนใจว่า ในอดีตที่ผ่านมา ตัวท่านเองเคยพูดว่าอะไร

มันคือเครื่องยืนยันอันชัดเจนว่า คนเก่งอย่างอาจารย์วิษณุมุ่งสนใจเพียงปัจจุบันสมัยเท่านั้น ด้วยแนวคิดเช่นนี้ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ท่านจึงสามารถพูดหรือให้เหตุผลที่ต่างจากสิ่งที่ท่านเคยพูดในอดีตโดยสิ้นเชิงได้ สามารถเสนอแนวคิดใหม่ที่ขัดแย้งกับแนวคิดเดิมๆของตัวเองอย่างคนละขั้วได้ ทั้งยัง อธิบายความได้อย่างชัดถ้อย ชัดคำ ไม่มีเคอะเขินใดๆอีกด้วย

ดังนั้น หลายสิ่งที่อาจารย์วิษณุได้กระทำลงไปในประวัติศาสตร์การเมือง จึงสามารถเรียกในทางวิชาการได้ว่า ความลื่นไหลทางภาษา และอุดมการณ์

และ “ความลื่นไหลทางภาษา และอุดมการณ์” นี้คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด ที่แสดงให้เห็นว่า อาจารย์วิษณุ เป็น สัตว์ที่มีวัฒนาการอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังมีสัญชาติญาณการเอาตัวรอดเต็มเปี่ยม

ท่านสามารถทานทนกับสภาพบรรยากาศการเมืองที่แปรเปลี่ยน สามารถเปลี่ยนสี และแอบแฝงอำพรางตัวได้อย่างเป็นเลิศ หาใครเปรียบเทียบเทียมได้ จนเราสามารถพูดได้เต็มปากว่า นักการเมืองน้ำดีคุณสมบัติเพียบพร้อม ชื่อ วิษณุ เครืองาม จะยืนเด่นในสนามการเมืองต่อไปอีกนานเท่านาน

ความจริงแล้ว ถ้าหากจะให้เราเอ่ยถึงความดีงามของท่านวิษณุ เราเชื่อว่า กระดาษซักหนึ่งรีมก็น่าจะไม่เพียงพอ ภาษาไทยทั้งพจนานุกรมก็คงจะบรรยายสรรพคุณอันมากล้นของท่านไม่ไหว เอาเป็นว่า เราอยากจะให้ท่านรู้เพียงว่า “เชื่อวิษณุ ชาติพ้นภัย” นะครับนะ

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: Facebook The Isaander 

อ่านเรื่องอีสาน: อ่านที่ ดิอีสานเด้อ https://www.theisaander.com/

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์