เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปีจากวันเลือกตั้งทั่วไป จะมีผลต่อจำนวนที่นั่ง ส.ส. อย่างไรบ้าง

หากนับถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถือว่าตอนนี้อาจจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีก 4 เขต ประกอบด้วย เขต 5 นครปฐม เขต 2 กำแพงเพชร เขต 5 สมุทรปราการ และเขต 7 ขอนแก่น ทั้งนี้ในแต่ละเขตแม้จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันออกไป เพราะมีเหตุที่ทำให้ต้องเลือกตั้งใหม่ไม่เหมือนกัน โดยอาจแบ่งออกได้สองเหตุหลักคือ ต้องเลือกตั้งใหม่เพราะพบว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และต้องเลือกตั้งใหม่เพราะมีเหตุที่ตำแหน่ง ส.ส. เขต ว่างลงด้วยเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่การทุจริตการเลือกตั้ง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.) มาตรา 131 บัญญัติว่า ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใดขึ้นใหม่ เพราะเหตุที่การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้คํานวณจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่ โดยมิให้นําคะแนนที่ได้รับ จากการเลือกตั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่มารวมคํานวณด้วย และให้นําวิธีการคํานวณตามมาตรา 129 และมาตรา 130 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หากปรากฏว่าผู้สมัครผู้ใดกระทําการ อันถือว่าเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง และผู้นั้นไม่ได้รับการเลือกตั้ง หากมีการนําคะแนนที่ผู้สมัครผู้นั้น ได้รับไปรวมคํานวณเพื่อจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองที่ผู้นั้นสังกัดไปแล้ว ให้ดําเนินการคํานวณเพื่อหาจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองใหม่ โดยมิให้นําคะแนนที่ผู้สมัครดังกล่าวได้รับไปรวมคํานวณด้วย และให้นําความในมาตรา 129 วรรคสี่และ วรรคห้า มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตําแหน่งที่ว่างไม่ว่าด้วยเหตุใดภายหลังพ้นเวลาหนึ่งปี นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป มิให้มีผลกระทบกับการคํานวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมือง จะพึงมีตามมาตรา 128

ให้นําความในวรรคสามมาใช้บังคับแก่กรณีที่มีการเลือกตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างด้วยเหตุอื่นใด นอกจากเหตุตามวรรคหนึ่งก่อนพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไปด้วยโดยอนุโลม

(อ่านฉบับเต็ม: พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑)

เขตเลือกตั้งที่จะต้องนำผลเลือกตั้งมาคำนวณคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใหม่  

เมื่อจำแนกประเภทของเขตเลือกตั้งที่จะต้องมีการเลือกใหม่พบว่ามี กรณีการเลือกตั้งที่ต้องมีการรวมคะแนนมาคำนวณใหม่ 2 เขต คือ เขต 5 สมุทรปราการ (1.อำเภอบางบ่อ 2.อำเภอบางเสาธง 3.อำเภอบางพลี (เฉพาะตำบลหนองปรือ และตำบลราชาเทวะ)) และเขต 2 จันทบุรี (1.อำเภอท่าใหม่ 2.อำเภอนายายอาม 3.อำเภอแก่งหางแมว 4.อำเภอเขาคิชฌกูฏ)

เขต 5 สมุทปราการ กกต. มีมติแจกใบเหลือง กรุงศรีวิไล เหตุคนสนิทใส่ซองงานศพ

เขต 5 สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ซึ่ง กรุงศรีวิไล สุทินเผือก ชนะการเลือกตั้งโดยผลคะแนนสามอันดับแรกมีดังนี้ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ผู้สมัคร

พรรคการเมือง

ผลคะแนน

กรุงศรีวิไล สุทินเผือก

พลังประชารัฐ

41,745

สลิลทิพย์ สุขวัฒน์

เพื่อไทย

33,007

ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ

อนาคตใหม่

31,430

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงในพื้นที่นี้ และมีที่นั่งในสภาฯ ได้แก่ ประชาธิปปัตย์ เสรีรวมไทย ภูมิใจไทย ปวงชนไทย พลังไทยรักไทย ไทยศรีวิไลย์  พลังธรรมใหม่ รวมพลังประชาชาติไทย รักษ์ผื่นป่าประเทศไทย ชาติไทยพัฒนา ประชาชนปฎิรูป(ยุบพรรคแล้ว) ประชานิยม พลังชาติไทย ประชาภิวัฒน์ ประชาธิปไตยใหม่ เพื่อชาติ ครูไทยเพื่อประชาชน ไทรักธรรม

ปัญหาของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้น กกต. ได้มีมติเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยให้ใบเหลืองแก่ กรุงศรีวิไล ด้วยเหตุว่า บุคคลใกล้ชิดกักรุงศรีวิไล ได้นำเงินใส่ซองช่วยงานศพ  ซึ่ง กกต. เห็นว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 73 (1) ให้ เสนอให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเอง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ กกต. เห็นว่าต้องส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิฉัยตามมาตรา  133

ทั้งนี้ในวันที่ศาลฎีกามีคำสังรับคำร้องไว้พิจารณา กรุงศรีวิไล จะต้องยุติการปฎิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุด และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเป็นไปตามที่ กกต. มีมติ กรุงศรีวิไลจะสิ้นสภาพ ส.ส.ทันที แต่ในการเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีการให้ใบเลืองนั้นผู้สมัครรายเดิมจากทุกพรรคจะยังอยู่ในการแข่งขัน ซึ่งรวมถึง กรุงศรีวิไล ด้วย

ฉะนั้นหากพื้นที่นี้มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น จะเป็นพื้นที่การแข่งขันของพรรคการเมืองทุกพรรค เนื่องจากทุกคะแนนเสียงจะส่งผลต่อการคำนวณสัดส่วน ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อใหม่ทั้งหมด จะทำให้ไม่มีพรรคใดยอมหลีกทางให้กันได้ แม้เพื่อไทยจะไม่ได้รับผลใดจากการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ก็ยังคงคาดหวังกับ ส.ส. เขตได้

เขต 2 จันทบุรี กกต. มีมติให้ใบแดงพร้อมใบดำ ผู้สมัครประชาธิปัตย์ คาดเหตุจากซื้อเสียง (ไม่เลือกตั้งใหม่ แต่คำนวณคะแนนใหม่)

เขต 2 จันทบุรี เป็นพื้นที่ซึ่ง จารึก ศรีอ่อน ชนะการเลือกตั้งโดยมีผลคะแนน 3 อันดับแรกดังนี้

ผู้สมัคร

พรรคการเมือง

ผลคะแนน

จารึก ศรีอ่อน

อนาคตใหม่

28,750

ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา

พลังประชารัฐ

27,766

ชาติชาย วรพิพัฒน์

ประชาธิปัตย์

19,711

ในเขตนี้ กกต. มีมติให้เสนอสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี หรือใบแดง สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครตลอดชีวิต หรือใบดำ ชาติชาย วรพิพัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าน่าจะมาเหตุซื้อเสียง โดย กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาเช่นกัน และหากศาลมีคำวินิจฉัยตามมติของ กกต. กรณีนี้ ชาติชาย จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ส่วนคะแนนที่เขาได้รับจะถูกตัดออกจากฐานคะแนนรวม และจะต้องมีการคำนวณสัดส่วนที่นั่ง ส.ส. พึ่งมีพึงได้ของทุกพรรคการเมืองใหม่

อย่างไรก็ตามกรณีนี้ ชาติชาย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบว่าจากรณีอะไร ที่ผ่านมาทางสำนักงานกกต.ประจำจังหวัดจันทุบรีเคยเรียกไปถ้อยคำกรณีถูกกล่าวหาเรื่องการปราศรัยหาเสียงที่นายสาธิต ปิตุเตชะ มาปราศรัยช่วยผู้ผู้สมัครแล้วมีการพูดลักษณะผู้สมัครของพรรคถูกทาบทามให้ไปอยู่อีกพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น ซึ่งตนก็ได้นำหลักฐานต่างๆ ไปให้กับทางกกต.จังหวัด และทางกกต.จังหวัดก็บอกว่าได้ส่งเรื่องไปยังกกต.กลางแล้วและรอผลคำวินิจฉัยอยู่ โดยเรื่องที่ถูกร้องไม่ได้มีเรื่องซื้อเสียงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ยังระบุถึงกรณีที่ ผู้ที่โดนใบแดง และใบดำ เป็นผู้ที่ชนะการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. ไว้ด้วยว่า จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครเดิมจากทุกพรรคการเมืองจะเข้าสู่การแข่งขันอีกครั้ง ยกเว้นผู้สมัครที่ได้ใบแดง และใบดำ โดยที่พรรคการเมืองนั้นไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครคนใหม่ลงแทนได้ อีกทั้งผู้ที่โดนใบแดงจะต้องออกค่าใช่จ่ายในการเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่จะไม่มีการนำคะแนนไปคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ใหม่

กรณีเลือกตั้งใหม่ที่จะไม่มีผลต่อการคำนวณคะแนน ส.ส.พึงมีพึงได้ใหม่ ประกอบด้วย เขต 5 นครปฐม(อำเภอสามพราน (ยกเว้นตำบลตลาดจินดา ตำบลคลองจินดา และตำบลบางช้าง)) เขต 2 กำแพงเพชร (1.อำเภอพรานกระต่าย 2.อำเภอลานกระบือ 3.อำเภอโกสัมพีนคร 4.อำเภอไทรงาม (เฉพาะตำบลมหาชัย ตำบลพานทอง ตำบลหนองคล้า และตำบลหนองทอง) 5.อำเภอเมืองกำแพงเพชร (เฉพาะตำบลสระแก้ว)) และเขต 7 จังหวัดขอนแก่น(1.อำเภอหนองเรือ 2.อำเภอมัญจาคีรี)   

เขต 5 นครปฐม ส.ส.อนาคตใหม่ลาออกเนื่องจากป่วยไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้

เขต 5 นครปฐม เป็นพื้นที่ซึ่ง จุมพิตา จันทรขจร ชนะการเลือกตั้งโดยมีผลคะแนน 4 อันดับแรกดังนี้

ผู้สมัคร

พรรคการเมือง

ผลคะแนน

จุมพิตา จันทรขจร

อนาคตใหม่

34,164

สุรชัย อนุตธโต

ประชาธิปัตย์

18,970

ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว

พลังประชารัฐ

18,741

เผดิมชัย สะสมทรัพย์

ชาติไทยพัฒนา

11,433 (94%)

สำหรับเขตนี้ จุมพิตา ได้ลาออกจากการเป็น ส.ส. เนื่องจากป่วยไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ จึงถือเป็นการเลือกตั้งใหม่ในช่วงเวลา 1 ปี โดยที่ไม่ได้มีเหตุจากการทุจริต โดย กกต. ได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไว้วันที่ 23 ต.ค. 2562 ซึ่งตรงกับวันพุธ (ตามปกติแล้วจะมีการจัดการเลือกตั้งในวัน อาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกในการออกไปใช้สิทธิ)

สำหรับเขตเลือกตั้งนี้เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครลงรับ และในการเลือกตั้งใหม่เพื่อไทยก็ไม่ส่งผู้สมัครเช่นกัน ส่วนพรรคพลังประชารัฐซึ่งเคยได้รับคะแนน 18,741 เลือกที่จะไม่ส่งผู้สมัคร เนื่องจากไม่มีผลต่อการคำนวณ ส.ส.พึ่งมีพึ่งได้ ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาส่งเผด็จชัย สะสมทรัพย์ ลงเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครคนเดิมคือ สุรชัย อนุตธโต ด้านพรรคอนาคตใหม่ส่งไพรัฎฐโชติ จันทรขจร ลงเลือกตั้งแทนจุมพิตา

เขต 2 กำแพงเพชร ไวพจน์ เตรียมฟังคำพิพากษาศาลฎีกาสั่งจำคุกคดีล้มประชุมอาเชียน

เขต 2 กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ซึ่ง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ ชนะการเลือกตั้งโดยมีผลคะแนน 3 อันดับแรกดังนี้

ผู้สมัคร

พรรคการเมือง

ผลคะแนน

พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

พลังประชารัฐ

34,271

อดุลรัตน์ แสงประชุม

เพื่อไทย

18,626

สุขวิชชาญ มุสิกุล

ประชาธิปัตย์

13,261

กรณีในยังไม่น่ชัดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันใด โดยเรืองนี้มีเหตุจากการที่ พ.ต.ท.ไวพจน์ ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกร่วมกับ 11 แกนนำ นปช. เป็นเวลา 4 ปี จากการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2552

ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (13)  ระบุว่า ส.ส. จะสิ้นความเป็นสภาชิกภาพ เมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

แต่เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา พ.ต.ท.ไวพจน์ ไม่ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษา มีสื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ศาลได้ออกหมายจับแกนนำ นปช. ที่ไม่มาฟังคำพิพากษา รวมทั้ง พ.ต.ท.ไวพจน์ ไว้  โดยหากเจ้าตำรวจพบตัวก็สามารถดำเนินการจับกุมได้ทันทีอย่างไรก็ตามในวันที่ 11 พ.ต.ท.ไวพจน์ ยังปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. อยู่ในสภา

แต่ต่อมาวันที่ 12 สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ ยืนยันสถานภาพความเป็น ส.ส.ของ พ.ต.ท.ไวพจน์ ว่ากรณีนี้ยังไม่ถือเป็นว่าต้องคำพิพากษา เพราะอยู่ในระหว่างศาลออกหมายนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งจะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค.นี้ และต้องรอดูก่อนว่า ศาลจะมีคำพิพากษาเช่นเดิมหรือไม่ หรือจะผ่อนผันการรับฟังคำพิพากษาออกไปอีกหรือไม่ (การพิจารณ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ต.ค.)

ทั้งนี้หากในวันที่ 31 ต.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาเช่นเดียวกับวันที่ 11 ก.ย. พ.ต.ท.ไวพจน์ ก็จะสิ้นสภาพ ส.ส. ทันที และจากนั้นก็จะมีการดำเนินการเลือกตั้งใหม่ โดยในการเลือกตั้งเขตนี้พรรคอนาคตใหม่ไม่มีผู้สมัคร เนื่องจากถูกตัดสิทธิก่อนเลือกตั้ง และในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ก็ยืนยันว่าจะไม่ส่งผู้สมัครเช่นกัน เพื่อเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยลงสนามแก้มือ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์เองก็พร้อมลงสนามเช่นกัน

เขต 7 ขอนแก่น นวัธ ถูกศาลชั้นต้นสั่งประหารชีวิต และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

เขต 7 ขอนแก่น เป็นพื้นที่ซึ่งนวัธ เตาะเจริญสุข ชนะการเลือกตั้งโดยมีผลคะแนน 3 อันดับแรกดังนี้

ผู้สมัคร

พรรคการเมือง

ผลคะแนน

นวัธ เตาะเจริญสุข

เพื่อไทย

29,710

สมศักดิ์ คุณเงิน

พลังประชารัฐ

26,553

สมควร ไกรพน

อนาคตใหม่

12,414

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2562 ศาลจังหวัดจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาประหารชีวิต นวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย และไม่มีอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างรอการยื่นอุทธรณ์ ในคดีจ้างวานฆ่าปลัด อบจ. ขอนแก่น เมื่อปี 2556 กรณีการเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ว่า ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส. ของนวัธ สิ้นลงลงและหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ฝ่ายกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมหารือถึงกรณีดังกล่าว แต่ก็มีความเห็นแตกต่างเป็น 2 ด้าน

ด้านหนึ่งมองว่าความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส. ได้สิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (6) ซึ่งระบุถึงลักษณะต้องในการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ว่า ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ขณะเสียงข้างน้อยเห็นว่ายังไม่สิ้นความเป็นสมาชิกภาพ เนื่องจาก มาตรา 101 (3) ซึ่งระบุถึงการสิ้นสมาชิกภาพระบุว่า “ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก” ซึ่งกรณีของนวัธนั้นยังเป็นเพียงศาลชั้นต้นเท่านั้น

ด้านชวน หลีกภัย ได้ส่งเรื่องไปยังกกต. เพื่อขอให้ กกต. พิจารณา หรือส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัย ต่อมา 1 ต.ค. กกต. ได้วินิฉัยกรณีดังกล่าวเอง โดยมีมติว่า ความเป็นสมาชิกภาพของ นวัธ ได้สิ้นสุดลงแล้ว และจากนี้จะไปสูการเตรียมการเลือกตั้งใหม่ตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สำหรับการเลือกตั้งในเขตนี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เปิดเผยว่าจะไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง เพื่อเปิดทางให้กับเพื่อไทย ด้านพรรคพลังประชารัฐได้เปิดเผยว่าจะส่งผู้สมัครคนเดิมคือ สมศักดิ์ คุณเงิน ลงรับเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการเปิดตัวผู้สมัครคนใหม่แต่อย่างใด  

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่ กกต. ยังไม่ได้มีมติออกมา โดยกกต. เปิดเผยสถิติการร้องคัดค้านและสำนวนการเลือกตั้ง ณ วันที่ 23 ก.ย. พบว่า กกต. มีเรื่องคัดค้าน 583 เรื่อง สั่งรับคำร้อง หรือความปรากฏไว้ดำเนินการสืบสวนไต่สวน 355 เรื่อง จำหน่ายและรวมสำนวน 74 เรื่อง เหลือสำนวนต้องดำเนินการ 281 สำนวน กกต.วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว 144 สำนวน ยกคำร้องและยุติเรื่อง 134 สำนวน ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาด 137 สำนวน ซึ่งหากมีการดำเนินการลงมติให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง หรือใบดำ กกต. ต้องยื่นให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัย หากศาลฎีกามีคำพิพากษาหลังระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ก็จะไม่มีการคำนวณคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อใหม่ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์