โฆษกสถานทูตจีนฯ เตือนนักการเมืองไทยหนุนผู้ประท้วงที่ฮ่องกงระวังกระทบมิตรภาพ - 'โจชัว หว่อง' โพสต์ภาพคู่ 'ธนาธร'

โฆษกสถานทูตจีนฯ เตือนนักการเมืองไทยบางคน อ้างมีท่าทีเชิงสนับสนุนกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีน ระวังกระทบมิตรภาพจีน-ไทย ขณะที่ก่อนหน้านั้น 'โจชัว หว่อง' แกนนำผู้ประท้วงชาวฮ่องกง เพิ่งโพสต์ภาพคู่ 'ธนาธร' ด้าน 'ธนาธร' เผย 'ฮ่องกง' คือแรงบันดาลใจตั้งพรรคอนาคตใหม่

10 ต.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เมื่อเวลา 16.54 น. เฟสบุ๊คแฟนเพจ 'Chinese Embassy in Bangkok เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย' เผยแพร่ข้อความระบุว่า โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความเห็นเกี่ยวกับ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" และสถานการณ์ล่าสุดในฮ่องกง โดยระบุว่า 

เมื่อวันที่ 4 เดือนตุลาคม รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ประกาศ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" โดยอาศัยอำนาจจาก “กฎระเบียบในวาระฉุกเฉิน” มีผลตั้งแต่วันที่ 5 เดือนตุลาคม กฎบังคับดังกล่าวห้ามผู้ชุมนุมสวมใส่หน้ากาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการระบุตัวตนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ละเมิดถือว่าทำผิดกฎหมายปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ความรุนแรงในฮ่องกงยืดยาวมาเป็นเวลามากกว่า 4 เดือน วันที่ 1 เดือนตุลาคม กลุ่มคนใช้ความรุนแรงที่สวมหน้ากากได้รวมตัวกันอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ต่างๆ ของฮ่องกง ปิดกั้นการจราจรในบริเวณกว้าง ทำลายร้านค้า รถไฟใต้ดินและสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกทั้งได้จุดไฟเผา โยนระเบิดขวดจำนวนมาก โจมตีสถานที่ราชการและสถานีตำรวจ ทำร้ายเจ้าหน้าตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างบ้าคลั่ง ทำร้ายประชาชนทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า พวกเขาจงใจสร้างเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมา

ความรุนแรงได้ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการท้าทายกฎหมายอย่างรุนแรง ทำลายความสงบสุขของสังคมฮ่องกง และเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนทั่วไป

ในปัจจุบัน ความอันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่ฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ก็คือ การใช้ความรุนแรงและการไม่เคารพกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติความรุนแรงและความวุ่นวายด้วยท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้นและวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้ รัฐบาลเขตปกครองพิเศษได้บังคับใช้ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฏหมาย ชอบธรรมและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลายประเทศในโลกก็ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามปิดบังใบหน้าเช่นกัน การบังคับใช้กฎบังคับดังกล่าวในฮ่องกง มิได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกง รวมทั้งสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมด้วย

รัฐบาลส่วนกลางของประเทศจีนสนับสนุน แคร์รี หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานตุลาการในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดใช้ความรุนแรงทั้งปวง โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง ตลอดจนผู้วางแผนและสั่งการที่อยู่เบื้องหลัง

เป็นที่ต้องชี้ให้ทราบว่า ความผันผวนที่มาจากการต่อต้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกงได้เปลี่ยนตัวไปอย่างสิ้นเชิง กำลังพัฒนาเป็น "การปฏิวัติสี" โดยได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ได้ใช้ประชาธิปไตยและเสรีภาพเป็นข้ออ้าง เพื่อทำลายหลักการพื้นฐานของ "หนึ่งประเทศสองระบบ" บ่อนทำลายอธิปไตยและความบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน ซึ่งฝ่ายจีนคัดค้านอย่างเด็ดขาด

กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนยังได้สมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก เผยแพร่ข่างลือ บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อวัตถุประสงค์ที่มิอาจเปิดเผยของตน นักการเมืองประเทศไทยบางคนมีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนโดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่ง เป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพจดังกล่าวที่เผยแพร่อ้างถึงคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นั้น เพิ่งเปลี่ยนชื่อจาก " 中泰一家亲 China Thailand One Family" ที่ใช้ตั้งแต่ปี 2558 มาเป็น " Chinese Embassy in Bangkok เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย" เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2562 นี้เอง ซึ่งผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจจริง และคำแถลงนี้ เว็บไซต์ของ Embassy of The People's Republic of China in The Kingdom of Thailand ก็มีการเผยแพร่ รวมทั้งหลายสำนักข่าวในไทยนำมาอ้างอิงและรายงานต่อด้วย เช่น มติชนออนไลน์ เดลินิวส์ ข่าวสดออนไลน์ เนชั่นทีวี ผู้จัดการออนไลน์ และ สำนักข่าวอิศรา เป็นต้น

บันทึกการเปลี่ยนแปลงชื่อเพจ อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวยืนยันว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจจริง

โจชัว หว่อง แกนนำผู้ประท้วงชาวฮ่องกง เพิ่งโพสต์ภาพคู่ 'ธนาธร'

ขณะที่เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา โจชัว หว่อง นักการเมืองเยาวชนชาวฮ่องกง ได้โพสต์บนเฟซบุ๊ก 黃之鋒 Joshua Wong  เป็นภาพที่ถ่ายคู่กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นการพบกันในงาน โอเพ่น ฟิวเจอร์ ฟอรั่ม ที่นิตยสารดิอีโคโนมิสต์ จัดขึ้นที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดย มติชนสุดสัปดาห์ แปลข้อความดังกล่าวและรายงานว่า โจชัว หว่อง ได้โพสต์เกี่ยวกับ ธนาธรว่า เป็นผู้นำพรรคอนาคตใหม่ ผู้ที่สนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศและการกระจายความมั่งคั่ง และสนับสนุนการไม่ให้ทหารยุ่งกับการเมืองไทย และนำปัญญาชนกลับมาเป็นรัฐบาล

นอกจากนี้ โจชัว หว่อง ยังระบุด้วยว่า ในการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคอนาคตใหม่ ยังสามารถกวาดที่นั่งไปได้กว่า 80 ที่นั่ง แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องถูกรัฐบาลทหารฟ้องร้องข้อหาก่อความไม่สงบ จนทำให้อาจจะต้องโทษจำคุกสูงถึง 9 ปี

โจชัว หว่อง ระบุว่า ตนได้พูดกับธนาธรถึงตอนที่ถูกรัฐบาลไทยจับตนขังอยู่ที่สนามบินกรุงเทพฯนาน 12 ชั่วโมง เมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากนั้นก็ได้รับแจ้งเรื่องการขึ้นบัญชีดำและการส่งกลับประเทศ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปประเทศไทยอีกเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าจะถูกปฏิเสธการเข้าประเทศอีกหรือไม่ในอนาคต

“แต่หวังว่าขณะที่กองกำลังของกลุ่มคนอนุรักษนิยมหรือลัทธิอำนาจนิยมกำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เราจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกได้ต่อไป” โจชัว หว่อง โพสต์

'ธนาธร' เผย 'ฮ่องกง' คือแรงบันดาลใจตั้งพรรคอนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า ธนาธร ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน Open Future Forum ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ที่เกาะฮ่องกงเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเวทีดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดผ่านทางยูทูป WithTheEconomist ด้วย ในเวทีดังกล่าว ธนาธร ขึ้นเสวนาบนเวที ซึ่ง มิแรนดา จอห์นสัน ผู้ดำเนินการเสวนา ถามความเห็นของธนาธรเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกง

ซึ่ง ธนาธร ตอบว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในฮ่องกงนั้นสร้างแรงบันดาลให้กับเรา ขอตนพาคุณย้อนกลับไปในปี 2561 ตอนที่เรากำลังจะตัดสินใจว่าเราจะจัดตั้งพรรคการเมือง จริงๆ ตอนนั้นมีสองทางเลือกให้เราว่าเราควรจะสร้างการเคลื่อนไหวหรือการตั้งพรรคการเมือง คุณรู้ไหมว่ามันมีการถกเถียงกันครั้งใหญ่ภายในหมู่สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรค (อนาคตใหม่) ว่าเราควรจะจัดตั้งการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือเราจะตั้งพรรคการเมืองดี และสุดท้ายเราก็ตัดสินใจตั้งพรรคการเมือง เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมในปี 2553 ยังคงเป็นบาดแผลสดอยู่ โดยในปี 2553 การเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม (เสื้อแดง) ของทางทหารทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงมากกว่า 100 คน และมีมากกว่า 1,000 คนที่ได้รับบาดเจ็บ และเรารู้ดีว่าพวกเขา (ทหาร) พร้อมที่จะทำทุกอย่างกับอำนาจที่เขามีในการรักษาสถานภาพเอาไว้ ดังนั้นเราเลยรู้สึกว่ามวลชนยังไม่พร้อมที่จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ ความกลัวยังอยู่ในใจและความนึกคิดของผู้คน ดังนั้นเราเลยสรุปกันว่าถ้าเราดำเนินการเคลื่อนไหวไม่ได้ ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็คือการตั้งพรรคการเมือง ดังนั้นตนจึงคิดว่าในทางหนึ่งฮ่องกงก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา

หมายเหตุ : ประชาไท มีการแก้ไขเนื้อหาบางส่วนเมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 11 ต.ค.2562

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์