กก.หลักประกันสุขภาพฯ สัดส่วนภาคประชาชน เตือนจับโครงการจัดซื้อวัคซีนไวรัสโรต้า หวั่นผลาญงบฯ

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล โพสต์ชวนเฝ้าระวังโครงการจัดซื้อวัคซีนไวรัสโรต้า ชี้มีการจงใจให้ผลประโยชน์กับบริษัทยาข้ามชาติ ทำให้ประเทศต้องสูญเสียเงินงบประมาณจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ทั้งที่ไทยมีวัคซีนฯที่ขึ้นทะเบียนและผ่านการรับรองโดยองค์การอนามัยโลกจำนวนทั้งสิ้น 3 ชนิด

11 ต.ค.2562 กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สัดส่วนภาคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค 'Kannikar Kijtiwatchakul' เตือนให้เฝ้าระวัง อย่าปล่อยให้โครงการจัดซื้อวัคซีนไวรัสโรต้าเป็นแบบผลาญงบประเทศ

โดยมีรายละเอียดดังนี้ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสนใจสุขภาพเด็กด้วยการอนุมัติให้จัดหาวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าสำหรับป้องกันโรคท้องร่วงในเด็ก เพื่อให้ภูมิคุ้มกันสำหรับเด็กอายุน้อยกว่าหนึ่งขวบทั้งประเทศไทย แต่ไปๆมาๆอาจกลายเป็นเกมส์เตะหมูเข้าปากสุนัข หากไม่ช่วยกันเฝ้าระวังให้ดี

เป็นที่น่าสงสัยว่า การจัดหาวัคซีนไวรัสโรต้าครั้งนี้ มีการจงใจให้ผลประโยชน์กับบริษัทยาข้ามชาติอย่างชัดเจน และทำให้ประเทศต้องสูญเสียเงินงบประมาณจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ไม่ต่ำกว่า 2-300 ล้านบาทต่อปีไปอีกนานนนน

เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยมีวัคซีนไวรัสโรต้าที่ขึ้นทะเบียนและผ่านการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยโดยองค์การอนามัยโลกจำนวนทั้งสิ้น 3 ชนิด โดยที่ราคาวัคซีนของสองบรรษัทข้ามชาติเท่ากันประมาณ 500 บาทต่อเด็กหนึ่งคน ขณะเดียวกันมีวัคซีนจากอินเดียที่ราคาถูกกว่ามาก คือ ราคาประมาณ 100 บาทต่อเด็กหนึ่งคน ซึ่งก็เป็นไปตามการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ระบุว่า ไม่ต้องรีบร้อนในการจัดซื้อ เพราะวัคซีนจากอินเดียกำลังขึ้นทะเบียน

แต่รายงานข่าวแจ้งว่า การประมูลจัดซื้อในครั้งนี้กลับไม่ให้บริษัทวัคซีนของอินเดียเข้าร่วมการแข่งขัน โดยองค์การเภสัชกรรมอ้างว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ยังไม่มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีนอินเดีย จะต้องเป็นวัคซีนที่ผ่านอนุฯสร้างเสริมในคณะกรรมการวัคซีนเท่านั้น

นี่เป็นข้ออ้างที่น่าตลกมาก เพราะวัคซีนไวรัสโรต้าจากอินเดีย ได้รับการรับรองทั้งจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรวัคซีนระดับโลก คือ Gavi ว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยไม่แตกต่างกันจากวัคซีนของบรรษัทยายักษ์ใหญ่ อีกทั้งผลการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพก็ชี้ชัดเช่นนั้น ไม่เพียงเท่านั้น GAVI ยังได้ดำเนินการจัดหาให้ประเทศต่างๆใช้กับเด็กไปแล้วหลายสิบล้านคน

ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หน่วยงานด้านวัคซีนในกระทรวงสาธารณสุขตั้งใจให้ผลประโยชน์แก่บริษัทยายักษ์ใหญ่นี้

เมื่อสองปีก่อน การจัดหาวัคซีนเอชพีวีเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้กลายเป็นปัญหาใหญ่และเรื่องขายหน้าของประเทศไทย

ครั้งนั้นคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติให้สองบริษัทที่มีวัคซีนในตลาดมาเสนอราคาแข่งกัน ปรากฏว่าทั้งสองบริษัทเสนอราคาใกล้เคียงกัน คณะอนุกรรมการฯจึงคัดเลือกวัคซีนของบริษัทที่มีจำนวนสายพันธุ์มากกว่าและป้องกันได้ทั้งโรคมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่สำหรับฉีดให้เด็กไทย แต่ปรากฏว่าอีกบริษัทไปวิ่งเต้นหลังการประกวดราคา เมื่อเห็นว่าจะแพ้แน่ๆและเสนอให้ราคาต่ำลงไปอีก ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้น ก็รีบรับลูกให้จัดเสนอราคาใหม่อีกครั้ง อ้างว่าอีกบริษัทสามารถเสนอราคาใหม่ที่ถูกลง จะประหยัดงบประมาณประเทศได้ 35 ล้านบาท ทำให้บริษัทที่ชนะในครั้งแรกไม่ยอมเสนอราคาเพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรม จัดประกวดราคาแล้วมากลับลำ เหมือนเฉลยข้อสอบไปแล้วกลับเรียกให้นักเรียนทั้งหมดมาสอบแข่งขันกันใหม่ ทำให้บริษัทนี้ได้ขายวัคซีนสมใจ

ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นตามมา เพราะบริษัทนี้ไม่สามารถจัดหาวัคซีนให้แก่ประเทศไทยได้ตามจำนวนที่ต้องการหลังจากฉีดวัคซีนไปได้เพียงเข็มเดียวทั้งที่ต้องการวัคซีนสองเข็มต่อเด็กหญิงหนึ่งคน ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ฉีดวัคซีนนี้ครึ่งๆกลางๆ ไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้จะได้รับผลป้องกันมะเร็งจริงหรือไม่ หนำซ้ำในปีนี้ก็ไม่มีวัคซีนจัดส่งให้อีก เดือดร้อนไปขอให้บริษัทที่เคยชนะประกวดราคาครั้งแรก และถูกรัฐบาลไทยหักหลังช่วยจัดหาวัคซีนให้ แต่ก็ถูกตอกกลับมาว่าไม่ได้เตรียมวัคซีนให้ประเทศไทยไว้ ไม่แน่ใจว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนมาให้ได้หรือไม่ จนถึงขณะนี้ยังหาคนมารับผิดชอบกับความผิดพลาดนี้ไม่ได้

นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะบริษัทที่ชนะประกวดราคาวัคซีนไวรัสโรต้าครั้งนี้ เป็นบริษัทเดียวที่ไม่สามารถจัดหาวัคซีนเอชพีวีได้

แต่ที่น่าสนใจ คือ เหตุผลที่คนในกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขใช้อธิบายในครั้งนี้กลับแตกต่างกับครั้งที่แล้วโดยสิ้นเชิง

ครั้งก่อนตอนจัดให้มีการเสนอราคาใหม่ระบุว่าต้องการประหยัดเงินประเทศ แต่กลับไม่ใช้เหตุผลในการจัดหาวัคซีนไวรัสโรต้าในครั้งนี้ เพราะจงใจกีดกันบริษัทวัคซีนอินเดียที่มีวัคซีนราคาถูกกว่าถึง 4 เท่าไม่ให้มาแข่งขัน (ตอนทำสัญญาสั่งซื้อบรรษัทยายักษ์ใหญ่ลดราคาจาก 500 ลงเหลือ 400 บาทต่อเด็กหนึ่งคน)

นอกจากนี้ คนในกรมควบคุมโรคที่รับผิดชอบเรื่องวัคซีน ยังอ้างว่า ไม่มั่นใจประสิทธิผลของวัคซีนอินเดียว เพราะมีไวรัสเพียงสายพันธุ์เดียวในวัคซีน ไม่เหมือนวัคซีนอีกสองบริษัทที่มีไวรัสหลายสายพันธุ์ แต่ตอนคัดเลือกวัคซีนเอชพีวีกลับตัดสินใจใช้วัคซีนสองสายพันธ์เพราะเชื่อมั่นว่ามีประสิทธิผลไม่แตกต่างจากวัคซีนสี่สายพันธุ์ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เห็นเรื่องแบบนี้ อดไม่ได้ที่จะต้องให้สังคมช่วยกันจับตา และคอยดูว่า คนที่พยายามผลักดันถึงขั้นล็อคสเปควัคซีน จะละอายใจและหยุดล้างผลาญงบประมาณโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อให้มีเงินงบประมาณเพียงพอไปรักษาคนเจ็บป่วยคนอื่นๆหรือไม่

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์