เลขาฯ ครป. แนะ รบ. ตั้ง กก.สอบวินัย 'อภิรัชต์' เหตุบรรยายพิเศษหวังผลทางการเมือง

เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เสนอรัฐบาลตั้งกรรมการสอบสวนวินัย พล.อ.อภิรัชต์ กรณีบรรยายพิเศษหวังผลทางการเมือง ชี้เป็นข้าราชการ การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และไม่ใช่บทบาทของกองทัพ

ภาพซ้าย ขณะพล.อ.อภิรัชต์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ "แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง" ภาพขวา  เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)และเลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35

11 ต.ค.2562 จากกรณีที่ กองบัญชาการกองทัพบก มีการจัดกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์ประจำปี 2562 โดย พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ "แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง" ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วงบางตอนวิจารณ์การเมืองอย่างเข้มข้นนั้น

ล่าสุด เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)และเลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ผ่านบทความ "แผ่นดินของเรา" ในมุมมองพลเมือง" ว่า การที่ ผบ.ทบ.ออกมาปาฐกถาพิเศษมองประเทศไทยในมุมมองด้านความมั่นคง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกหากเป็นการมอบนโยบายให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่การที่จัดแถลงข่าวเป็นพิเศษเพื่อหวังผลทางการเมือง เชิญนักข่าวมาทำข่าวและตำหนิการทำหน้าที่ฝ่ายการเมืองในฐานะข้าราชการเป็นเรื่องผิดปกติไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่บทบาทของกองทัพ สมควรได้รับการตำหนิ และถ้าผิดวินัยร้ายแรงสมควรปลดออกจากราชการ รัฐบาลต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ผบ.ทบ.ด้วย

"ผมเคยเสนอความเห็นต่อ ผบ.ทบ.ไปแล้ว 10 ข้อ เพื่อสร้างความสมานฉันท์และการปรองดองจากความขัดแย้ง และยุติบทบาทสถาบันกองทัพที่เคยแทรกแซงการเมืองในอดีต เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปในพลวัตประวัติศาสตร์ ไม่ทราบว่ากองทัพนำไปกลั่นกรองประมวลผลหรือไม่ เพราะเหตุใดวิสัยทัศน์ของผู้นำกองทัพถึงยังไม่ปรับตัวเข้ากับสังคมสมัยใหม่ เอาตนเองเป็นศูนย์กลางความมั่นคงของชาติ ชี้หน้าด่าพลเมืองในชาติเป็นศัตรูความมั่นคงและสร้างโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศไว้ให้ กอ.รมน.นั่งเทียนทำงานเหมือนในยุคสงครามเย็น" เลขาฯ ครป. โพสต์

เมธา ยืนยันว่าความเป็นชาติไทยสมัยใหม่ กองทัพไม่อาจเอาตนเองเป็นศูนย์กลางความมั่นคงท่ามกลางปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงสมัยใหม่ที่กองทัพต้องตั้งรับและปรับตัว เพราะการที่นำทหารไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองเป็นสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชั่น ภาระหน้าที่ของกองทัพในยุคใหม่ต้องสมาร์ท ทันสมัย มีนวัตกรรม มีวิทยาการสมัยใหม่ เพื่อหนุนช่วยการทำงานของรัฐบาลด้านความมั่นคงปลอดภัยของพลเมืองทุกคนในชาติจากภัยคุกคามภายนอกตามนโยบายทางการเมือง ตรวจสอบเจ้าหน้าที่สีเทาที่ออกนอกแถว ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องขบวนการค้าอาวุธ ขบวนการค้ามนุษย์และยาเสพติด หรือเกี่ยวข้างกับอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติและมนุษยธรรมที่ต้องการวิทยาการทางทหารสนับสนุน

ประเทศไทยผ่านภัยคุกคามความมั่นคงแบบเก่ามาแล้วจากสงครามกลางเมืองที่คนไทยหันมาฆ่ากันเอง ทหารไทยบาดเจ็บและสูญเสียไปมากมาย ขณะที่ทหารป่าผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยและนิสิต-นักศึกษาซึ่งเป็นคนไทยก็ถูกยิงตายไปจำนวนมากเช่นกัน มิได้มีเพียงแต่วีรกรรมของพล.อ.สุนทร เท่านั้น ประเทศไทยเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นอย่างไรขอให้ท่านไปขอความรู้จากพล.อ.ชวลิต, พล.อ.บัญชร และหรืออดีตนายทหารอาชีพรุ่นอาวุโส ที่ผลักดันสันติภาพมาจนไทยไม่ถูกจีนและเวียดนามรุกรานในอดีต ดังนั้นอย่ากล่าวหาว่าใครเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเราเปิดความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาตั้งแต่ปี 2518 และปัจจุบันคอมมิวนิสต์ไม่อยู่ในนิยามภัยคุกคามของโลกแล้ว

การที่สังคมไทยมี Mastermind หรือมีนักคิดจำนวนมากเป็นเรื่องที่ดีในการพัฒนาสังคมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพทางปัญญา การที่ ผบ.ทบ. มองคนไทยในชาติเป็นภัยคุกคามและสร้าง Hybrid Warfare ขึ้นมาจำลองสงครามสมัยใหม่อาจเป็นภัยคุกคามที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะไม่มีสงครามทางทหารแล้วในยุคใหม่ มีแต่การสู้รบกับปัญหาซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น การปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมาเกิดจากสนิมเนื้อใน-จากภายในกองทัพทั้งสิ้น ซึ่งนำมาสู่การต้องปฏิรูปกองทัพใหม่ให้สอดคล้องยุคสมัยและไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงเสียเองหากมีผู้นำที่เกิดบ้าอำนาจขึ้นมา ดังนั้น บทบาทของผู้นำเหล่าทัพจึงถูกจำกัดอำนาจทางการเมืองทั้งในสหรัฐและจีน นายทหารระดับยังเติร์กรับรู้ปัญหาเหล่านี้ดี

ภัยคุกคามสำคัญในปัจจุบันคือภัยจากความเหลื่อมล้ำและความยากจนในสังคมไทยที่ถ่างกว้างมากขึ้น ที่เกิดจากการฉ้อฉลของฝ่ายบริหาร และการสมคบคิดรวมถึงปล่อยปละละเลยของข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราออกกฎหมายเอื้อเอกชน ให้สัมปทานผูกขาดและคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายมากมายในอดีต โดยกลไกการตรวจสอบไม่ทำงานและปล่อยให้ผู้มีอำนาจลอยนวล กลายเป็นวงจรอำนาจนิยมอุปถัมภ์เรื่อยมา

"ผมขอถามไปยังรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า การที่ประเทศไทยถูกนักการเมืองบางคนสมคบคิดกับนักกฎหมายและกลุ่มทุนผูกขาด ใช้กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เอื้อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นภัยคุกคามทำลายชาติหรือไม่ อย่าปล่อยให้ผบ.ทบ.ออกมาแสดงบทบาทผิดที่ผิดทางไม่ตรงจุด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันมีการงดเว้นภาษีและให้อภิสิทธิ์พิเศษต่างๆ กี่บริษัท กี่โครงการ ให้แก่รายใดบ้าง และให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ต่างชาติไปแล้วกี่โครงการ กี่รายและกี่ไร่ ปัจจุบันมีทุนต่างชาติมาผูกขาดยึดครองถือกรรมสิทธิ์ผืนดินไทยในภาคตะวันออกแล้วจำนวนเท่าไหร่ กี่ไร่ กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยหรือไม่ ข้าราชการไทยใน EEC และ BOI ต้องตะหนักถึงภัยประเทศในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เห็นแก่คนไทยเจ้าของประเทศ อย่าเอาใจแต่เพียงรัฐมนตรีไม่กี่คน แล้วต้องมาติดคุกติดตะรางภายหลัง" เมธา โพสต์

เมธา ยังทิ้งท้ายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพและฝ่ายความมั่นคง ท่านคงต้องลาออกมาก่อนค่อยพูดเรื่องนี้ เป็นความผิดพลาดของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้นำเหล่าทัพเป็นวุฒิสภาโดยตำแหน่ง

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์