นักประวัติศาสตร์ชี้ 'ฮิตเลอร์' ผู้ขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น

ทิโมธี ชไนเดอร์ ศาตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เคยเขียนหนังสือเรื่อง "ว่าด้วยทรราช" นำเสนอบทความในนิวยอร์กไทม์เรื่องเกี่ยวกับการที่เผด็จการนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ใช้การใส่ร้ายป้ายสีชาวยิวว่าเป็นทั้ง 'พวกทุนนิยม' และ 'พวกคอมมิวนิสต์' และการทำลายความหน้าเชื่อถือของสื่อในการช่วยให้ตัวเองอยู่ในอำนาจได้อย่างไร


ที่มาภาพประกอบ: Barney Moss (CC BY 2.0)

"ในวันที่ 16 ต.ค. 2462 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กลายเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ มันจะกลายเป็นอาชีพหลักของเขาไปตลอดชีวิต เมื่อปราศจากโฆษณาชวนเชื่อแล้ว เขาคงไม่อาจกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงได้ต้องพูดถึงว่ากลายเป็นคนที่ขึ้นสู่อำนาจ" ทิโมธี ชไนเดอร์ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเขียนเป็นประโยคเปิดบทความเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้ข่าวปลอมของจอมเผด็จการนาซี

ในบทความของชไนเดอร์ระบุถึงเรื่องที่ฮิตเลอร์ฉวยโอกาสอาศัยเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในการกุเรื่องใส่ร้ายชาวยิวว่าเป็น "ศัตรูของประชาชน" แล้วพูดโฆษณาชวนเชื่อป้ายสีนี้ซ้ำๆ เพื่อทำให้ติดหูผู้คนและคิดไปเองว่ามันเป็นความจริง รวมถึงในตอนนั้นฮิตเลอร์ซ้ำเติมสื่อที่เริ่มอ่อนแรงโดยใส่ร้ายว่าเป็น "Lügenpresse" ซึ่งเทียบได้กับความว่า "ข่าวปลอม" ในยุคปัจจุบันซึ่งฝ่ายขวามักจะนำมาใช้เรียกสื่อทั่วไปปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ชไนเดอร์ระบุว่าการโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกปั่นให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สำเร็จ โดยอาศัยการสร้างวิมานในอากาศเกี่ยวกับโลกที่ถูกทำให้เป็นหนึ่งเดียวโดยการเน้นย้ำคำขวัญซ้ำๆ จนกระทั่งศัตรูถูกกำจัดไป

บทความของชไนเดอร์เล่าถึงประวัติชีวิตของฮิตเลอร์ที่ไม่มีอะไรทำเป็นหลักเป็นแหล่งจนกระทั่งเมื่อไม่สามารถอาศัยเงินสงเคราะห์คนกำพร้าได้อีกต่อไปในช่วงปี 2456 เขาก็เดินทางไปยังมิวนิค รัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนี ก่อนที่ต่อมาจะอาสาสมัครเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งนั่นกลายเป็นพื้นฐานสำหรับทิศทางชีวิตของฮิตเลอร์ ในตอนนั้นเขาทำหน้าที่เป็นคนส่งสารและได้รับการยกย่อง กระนั่นเขาก็ถูกระเบิดแก็สจากฝ่ายอังกฤษและต้องฟื้นตัวที่โรงพยาบาลจากอาการตาบอดชั่วคราวเพราะแก็สพิษ ในตอนนั้นเองที่เขาได้รับข่าวความพ่ายแพ้ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1

ชไนเดอร์ระบุว่าความพ่ายแพ้ของเยอรมนีมาจากการที่เบอร์ลินไม่สามารถเปลี่ยนอาณานิคมที่พวกเขายึดครองให้กลายเป็นแหล่งที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องยุโรปกลางได้และไม่สามารถต้านทานอำนาจตะวันตกทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ไว้ได้ ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีแบบที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือทำให้ฮิตเลอร์เองรู้สึกตะลึง แต่งานในฐานะนักโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ในช่วงนั่นคือการหาทางกล่าวหาคนอื่นแทนที่จะให้เยอรมนีโทษตัวเอง

สิ่งที่ช่วยให้งานของฮิตเลอร์สำเร็จคือการที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ปลดปล่อยข้อจำกัดทางการเมืองจนทำให้สิ่งที่เคยเป็น "ความเพ้อฝัน" ทั้งหลายกระจายมาสู่ความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติบอลเซวิคในรัสเซีย อาณาจักรเยอรมนีและออสเตรียสิ้นสุดลงกลายเป็นสาธารณรัฐ และในเยอรมนีก็มีรัฐบาลสังคมนิยมที่ถูกท้าทายจากทั้งฝ่ายขวาที่ไม่ยอมอยู่เฉยกับสันติภาพและฝายซ้ายจัดที่ต้องการการปฏิวัติ แต่เยอรมนีก็เช่นเดียวกับยุโรปหลายๆ ที่ในตอนนั้นที่การปฏิวัติของฝ่ายซ้ายมักจะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาโต้ตอบจากฝ่ายขวา

ในช่วงที่ซ้ายและขวาขัดแย้งกันนี้เองฮิตเลอร์ก็พยายามทำตัวไม่ให้ตัวเองเด่นจนกระทั่งพอผลลัพธ์เริ่มปรากฏชัดเจนแล้วเขาถึงแสดงตัวในจุดยืนอย่างแข็งกร้าว จุดนี้เองที่สะท้อนต่อเนื่องในสิ่งที่จะได้เป็นหลังจากนั้น โดยที่ในตอนนั้นกองกำลังฝ่ายขวาได้ทำการปราบปรามและสังหารการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายไปอย่างน้อย 600 คน ทำให้ฮิตเลอร์เริ่มเลือกข้างในตอนนั้นและทรยศกลุ่มฝ่ายซ้ายที่เคยช่วยเหลือเขา ทำให้ต่อมาฮิตเลอร์ได้รับการแต่งตั้งให้ไปร่วมกับกองกำลังปราบปรามการปฏิวัติ และหนึ่งในนั้นคือหน่วยงานฝ่ายข้อมูลข่าวสารที่ทำหน้าที่แทรกซึมส่งอิทธิพลต่อความคิดเห็นของประชาชน

ในช่วงปีเดียวกันนั้นเองฮิตเลอร์ได้เข้าไปเรียนในคอร์สการฝึกอบรมฝ่ายข้อมูลข่าวสารที่มหาวิทยาลัยมิวนิค ทำให้เขาได้พบกับ กอตต์ฟรีด เฟเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ที่สอนให้ฮิตเลอร์แยกแยะระหว่าง "ทุนที่สร้างผลผลิต" ซึ่งเขาหมายถึงทุนของชาติ กับ "ทุนที่ไม่สร้างผลผลิต" ที่จงใจหมายถึงทุนของกลุ่มชาวยิว

ในช่วงหนึ่งฮิตเลอร์เคยได้รับหน้าที่ให้ไปปรับทัศนคติทหารเยอรมนีที่เคยถูกจับเป็นเฉลย ในตอนนั้นเองที่เขาได้ใช้วิธีการพูดแบบ "เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเข้าถึงง่าย" ตั้งแต่เรื่องที่เขาเดินทางมาจากเยอรมนีจนถึงเรื่องทุนนิยมที่เขาโยงเรื่องนี้กับชาวยิว ต่อมาฮิตเลอร์ก็ได้รับคำสั่งให้แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มฝ่ายขวากลุ่มเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่าพรรคแรงงานเยอรมัน (DAP) ฮิตเลอร์สามารถใช้สำนวนโวหารซื้อใจกลุ่ม DAP ได้และทำให้ DAP ชวนเขาเข้าพรรค

หลังจากนั้นฮิตเลอร์ก็เสนอตัวเองเข้าไปเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อให้กับกองทัพเยอรมนีโดยอ้างว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้ เอียน เคอร์ชอว์ ผู้เขียนชีวประวัติฮิตเลอร์สรุปไว้ว่ากองทัพ "ทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ" เพราะฮิตเลอร์ได้เงินจากกองทัพและไม่มีงานอื่นทำ ทำให้ฮิตเลอร์อุทิศตัวเองเต็มเวลาให้กับหน้าที่นี้ นอกจากเรื่องการเขียนหรือคิดคำโฆษณาแล้วฮิตเลอร์ยังทำหน้าที่เป็นคนวางแผนและฝึกซ้อมการแสดงในเบียร์ฮอลล์ อาศัยกระจกเป็นที่ฝึกซ้อมการแสดงออกกิริยาท่าทางตัวเองให้สมบูรณ์แบบที่สุด "ตัวเขากลายเป็นนักแสดง" ขไนเดอร์ระบุในบทความ และฮิตเลอร์เองก็เขียนไว้ในหนังสือ "การต่อสู้ของข้าพเจ้า" ว่า "การใช้โฆษณาชวนเชื่อให้ได้ผลนั้นเป็นศิลปะอย่างแท้จริง"

ฮิตเลอร์ยังระบุถึงชาวยิวต่อนักศึกษาวิชาทหารและในหนังสือของเขาในทำนองว่าชาวยิวอาศัยแนวคิดอุดมการณ์และค่านิยมความดีงามแบบสากลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมหรือประชาธิปไตยเพื่อทำเงินให้ตัวเองและบอกให้อย่าปฏิบัติกับชาวยิวเหมือนเป็นผู้คนแต่ให้ปฏิบัติต่อชาวยิวเหมือนเป็น "เชื้อโรค" ฮิตเลอร์เคยบอกไว้อีกว่าวิธีการเดียวที่จะฟื้นคืนศรัทธาความถูกต้องแบบเยอรมันได้คือการกำจัดชาวยิวให้หมด

เบนจามิน คาร์เตอร์ เฮตต์ ผู้ทำการศึกษาวิจัยการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ค้นพบเมื่อไม่นานนี้ว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้ทราบว่าทำไมชาวเยอรมันจำนวนมากถึงสนับสนุนเขาอยู่ที่นาซีปฏิเสธ "โลกที่อยู่กับข้อเท็จจริงและหลักเหตุผล" วิธีการพูดของฮิตเลอร์มีแต่เทคนิคการจูงใจโดยสร้างเรื่องแต่งแบบกุขึ้นมาเองแล้วปล่อยให้ผู้คนในประเทศวิ่งไล่ตามผีที่ไม่มีอยู่จริง โดยอาศัยคำพูดที่ดูแรงๆ อย่างเช่นกล่าวหาว่ายิวเป็น "ศัตรูของประชาชน" ฮิตเลอร์เคยเขียนในหนังสือตัวเองว่าการเขียนโฆษณาชวนเชื่อนั้นแค่ตั้งกรอบความคิดเห็นไว้สองสามอย่างแล้วก็พูดถึงมันซ้ำๆ

นอกจากนี้ในหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับประวัติของฮิตเลอร์ที่เขียนโดย เบรนแดน ซิมม์ส ก็ระบุว่าในยุคสมัยนั้นเยอรมนีอยู่ในภาวะที่รู้สึกถูกปิดล้อมจากประเทศทุนนิยมจริง โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ เข้าร่วมสงคราม แต่ทว่าแทนที่เยอรมนีจะเล็งเห็นว่าสงครามไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรพวกเขาเยอรมนีกลับสร้างภาพด้วยอารมณ์ความรู้สึกให้ตัวเองดูเป็น "เหยื่อผู้บริสุทธิ์" ที่ถูกกระทำจาก "ชาวโลกผู้ชั่วร้าย"

ในการปาฐกถาที่เบียร์ฮอลล์ ฮิตเลอร์ไม่เพียงกล่าวหาว่ายิวเป็นทุนนิยมเท่านั้นแต่ยังกล่าวหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ด้วย เขาอ้างว่ามีการสมคบคิดต่อต้านเยอรมนีทำให้ต้องมีการกระชากหน้ากากชาวยิวเพื่อปกป้องเยอรมนี เรื่องนี้ทำให้ผู้คนในโรงเบียร์ฮอลล์ให้การสนับสนุนเพราะการกล่าวอ้างว่าชาวเยอรมันไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นทำให้พวกเขาใจเต้นแรง

ชไนเดอร์เปิดเผยว่านักเขียนชีวประวัติยังคงพยายามค้นคว้าจนถึงทุกวันนี้อะไรที่ทำให้ฮิตเลอร์เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นคนที่ต่อต้านชาวยิว ทั้งที่ก่อนหน้าปี 2462 เขาเข้ากับชาวยิวได้ดีรวมถึงคนที่อยู่ในหน่วยเดียวกันกับเขาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้บัญชาการที่ประดับยศให้เขาก็เป็นชาวยิว แต่การโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวยิวก็กลับกลายมาเป็นหนทางชีวิตของฮิตเลอร์เอง

สำหรับนักคิดยุคปัจจุบันที่ศึกษาเรื่องฮิตเลอร์ในฐานะนักโฆษณาชวนเชื่อแล้วพวกเขาสนใจมากกว่าว่าการโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์นั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างไรบ้าง

เรียบเรียงจาก
How Hitler Pioneered ‘Fake News’, Timothy Snyder, 16-10-2019
https://www.nytimes.com/2019/10/16/opinion/hitler-speech-1919.html

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์