ข้อสังเกต กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ธนาธร พ้นสภาพ สส.

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 62 ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยต่อกรณีคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย ว่า การกระทำของนายธนาธร เข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 42 (3) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ถือได้ว่า เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นในธุรกิจสื่อ ผมมีข้อสังเกตส่วนตัวบนพื้นฐานทางวิชาการและกฎหมาย ต่อคำวินิจฉัยของศาลในแต่ละประเด็นซึ่งเป็นข้อโต้แย้งของธนาธรในการต่อสู้คดี และประเด็นน่าสนใจอื่นๆ ดังนี้

ข้อโต้แย้งที่ 1 ธนาธร ระบุว่า กระบวนการไต่สวนของ กกต. ไม่ชอบ

เรื่องนี้ ศาลเห็นว่า กกต. มีอำนาจตามมาตรา 82 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งกำหนดให้ กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่เห็นว่าสมาชิกสภาพสิ้นสุดลง (ซึ่งกรณีของธนาธร เข้าลักษณะการสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา 101 (6) ของรัฐธรรมนูญ 2560 อันเนื่องมาจาก “การเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ” ตามความในมาตรา 98 (3) ศาลจึงวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับคำวินิจฉัยส่วนดังกล่าว เมื่อพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย พิจารณาได้ว่า กกต. มีอำนาจในการกระทำการเช่นว่านั้นจริง แต่ประเด็นนี้ สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า “กระบวนการพิจารณาข้อเท็จจริงเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญของ กกต.” เป็นการกระทำที่ “ขัดหลักความเสมอภาค” หรือไม่ เนื่องจากในกรณีของธนาธร ทาง กกต. ได้ทำการตั้งคณะกรรมการพิจารณาสอบสวนก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ค่อนข้างเร็ว แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า ถ้าเป็นกรณีอื่นๆ อย่างเช่น การถือหุ้นสื่อของ ส.ส. ท่านอื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. จากฝ่ายรัฐบาล) กกต. จะทำการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และดำเนินการค่อนข้างรวดเร็ว อย่างเช่นกรณีธนาธรหรือไม่ กล่าวคือ จะเกิดการ “เลือกปฏิบัติ” อันเป็นการขัดหลักความเสมอภาคหรือไม่

ข้อโต้แย้งที่ 2 ธนาธร อ้างว่า บริษัทวี-ลัค มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ อันเข้าเงื่อนไขตามความในมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 และได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 61

เรื่องนี้ เมื่อศาลพิจารณาตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ เห็นว่า กิจการสื่อสิ่งพิมพ์ หมายความรวมถึงวารสารและนิตยสารด้วย (อ้างอิงจาก มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดนิยามของคำว่า “หนังสือพิมพ์”) และเมื่อเจ้าของกิจการประสงค์จะเลิกกิจการต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อภายใน 30 วัน (อ้างอิงจาก มาตรา 18 ของพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทวี-ลัค มีเดียไปจดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ก่อนวันที่ 16 ก.พ. 62 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ส่งรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้น แม้ว่า บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะอ้างว่าหยุดกิจการ เลิกจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 61 เป็นต้นมา และแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว “แต่บริษัทยังสามารถประกอบกิจการอีกเมื่อไรก็ได้ จนกว่าจะจดทะเบียนแจ้งยกเลิกกิจการ” บริษัท วี-ลัค มีเดีย จึงถือเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

สำหรับคำวินิจฉัยส่วนดังกล่าว ผมเห็นด้วยในเรื่องการเลิกกิจการโดยการจดทะเบียน เนื่องจากพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ ระบุชัดเจนถึงหลักเกณฑ์ในการเลิกประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ว่าต้องทำอย่างไร แต่ขอตั้งข้อสังเกตในเรื่องที่ว่า “การให้นิยามคำว่า “หนังสือพิมพ์” โดยการอ้างอิงจากพระราชบัญญัติ เป็นการทำให้บทบัญญัติจำกัดสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ถูกใช้อย่างเกินขอบเขตแห่งเจตนารมณ์หรือไม่” เนื่องจาก บทบัญญัติมาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ซึ่งตามหลัก “การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านกฎหมาย ต้องเป็นไปอย่างแคบที่สุด” เมื่อลองพิเคราะห์ถึงคำว่า “หนังสือพิมพ์” ในรัฐธรรมนูญ 2560 มีข้อสังเกตว่า ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแท้จริง น่าจะพุ่งเป้าไปที่ “การใช้หนังสือพิมพ์ในฐานะสื่อเพื่อการสร้างความเสียหายทางการเมือง” มากกว่า ดังนั้น เพียง “การประกอบธุรกิจเชิงนิตยสารหรือวารสาร” จึงไม่น่าจะเป็นกิจการทำหนังสือพิมพ์ และการใช้หนังสือพิมพ์ในฐานะที่เป็น “เงื่อนไขต้องห้าม” ในการลงสมัครเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญไปได้ เพราะการตีความและให้นิยามคำว่า “หนังสือพิมพ์” ในรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแคบที่สุด

ข้อที่ 3 ธนาธร อ้างว่า ในวันสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นายธนาธรไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย แล้ว เพราะได้โอนหุ้นให้นางสมพร ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62

เรื่องนี้ จากการไต่สวน ศาลพบว่า แบบสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้าในวันที่ 12 ม.ค.58 และ 21 มี.ค. 62 ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 62 จึงมีการส่งสำเนาบอจ. 5 ระบุว่านางสมพรเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว อีกทั้งหลักฐานต่างๆ ที่ธนาธรนำมาต่อสู้นั้น “ยังไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ”

สำหรับคำวินิจฉัยส่วนดังกล่าว ขอตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็น ดังนี้

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วางหลักเรื่อง “การโอนหุ้น” ว่า “การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้นๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่งตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย การโอนหุ้นจะนำมาใช้แก่บริษัท หรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น” 

หมายความว่าอย่างไร? เมื่อลองพิจารณาบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ดังกล่าว พิจารณาได้ว่า เพียงการโอนหุ้นได้ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน และมีพยานอย่างน้อย 1 คนลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อนั้นๆ และได้แถลงเลขหมายของหุ้นที่โอนด้วยแล้ว ก็ถือว่าการโอนหุ้นนั้นสมบูรณ์เรียบร้อย เพียงแต่บริษัทต้องได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงในสมุดทะเบียนหุ้นของบริษัทให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะใช้อ้างยันต่อบริษัทหรือบุคคลภายนอกได้

แต่กรณีดังกล่าว ศาลอ้างอิง “บอจ.5” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เป็นพยานเอกสารหลัก ในการวินิจฉัยว่า มีการโอนหุ้นเกิดขึ้นในระยะเวลากำหนดหรือไม่ ดังนั้น จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า เราควรจะยึด “วันที่ได้มีการทำเป็นหนังสือโอนหุ้นอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ มาตรา 1129 ป.พ.พ.” หรือ “วันที่เกิดการเปลี่ยนแปลง บอจ.5” เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเรื่อง “การโอนหุ้น”

2. ศาลมีคำวินิจฉัยต่อข้อโต้แย้งที่ 3 ของธนาธร ว่า “ธนาธรไม่สามารถที่จะหาหลักฐานมาหักล้าง หรือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือขอตนเองได้” ซึ่งจุดนี้ ผมคิดว่า ส่วนหลักที่ทำให้ธนาธรแพ้ ก็เพราะเหตุที่ว่า “ถ้อยคำเบิกความของธนาธรไม่ตรงกับพยานหลักฐานที่นำมาแสดง” นั่นเอง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อศาลยึดพยานหลักฐานทางเอกสาร (บอจ.5 จากทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD) ก็ทำให้ศาลมี “หลักฐานอ้างอิง” ที่มีน้ำหนักอย่างมากในการวินิจฉัยประเด็นที่ว่า “หุ้นโอนในวันเวลาดังที่ธนาธรกล่าวอ้างหรือไม่” 

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจในการไต่สวนและขอเอกสารหลักฐานเพิ่มได้ เพื่อประโยชน์แห่งการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่า จะใช้อำนาจในเรื่องนี้หรือไม่ จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า “ศาลได้ดำเนินตามหลักการนี้ เพื่อให้เกิดกระบวนการที่เป็นธรรมหรือไม่?”
 

ประเด็นเพิ่มเติม: เรื่องหลัก “ความเป็นอิสระแห่งตุลาการ” ตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 188 วางหลักชัดเจนว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง “ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายท่าน” พบว่ามาจาก “การใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้จะพิเคราะห์ได้ว่า ศาลวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่มีอยู่จริง แต่ก็ทำให้เกิดข้อสังเกตได้ว่า ด้วย “ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ทำให้การวินิจฉัยหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญสามารถถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมือง” ได้ 

นี่ก็เป็นข้อสังเกตทั้งหมดของผม ที่มีต่อกรณีการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ ก็มีกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “ถือหุ้นสื่อ” ของ ส.ส. อีกหลายคน กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในขั้นตอนต่างๆ จากนี้ ขอให้ทุกท่านจับตามองว่า “ภายใต้ข้อเท็จจริงอันมีสาระสำคัญเดียวกัน จะได้รับการปฏิบัติเหมือนกันหรือไม่” กล่าวง่ายๆ คือ หากสุดท้ายพบว่า ส.ส. คนอื่น มีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับธนาธร ผลการตัดสินจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ รวมถึง “การอำนวยการเข้าถึงสิทธิสู่ความยุติธรรม” จะอยู่ในมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ (เช่น เรื่องความช้า-เร็ว ในการดำเนินกระบวนพิจารณา) รวมถึงอยากให้ทุกท่านรอดู "คำวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างน้อย" จำนวน 2 ท่าน ว่าจะมีเหตุผลทางกฎหมายอื่นที่น่าสนใจอีกหรือไม่

อย่างไรก็ดี การวินิจฉัยในครั้งนี้ ธนาธร “ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง” เพียงแต่ “พ้นสภาพจากการเป็น ส.ส.” ดังนั้น อย่างน้อยถือว่า ธนาธร (ซึ่งเป็นคนหน้าใหม่ทางการเมือง) ยังคงกลับมาในเส้นทางทางการเมืองในสภาได้ “ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินรอ” คำวินิจฉัยในครั้งนี้ จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ “ส่งผลกระทบสภาพทางการเมืองในอนาคตของประเทศไทย” อย่างแน่นอนครับ
 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์