'ธนาธร' แถลงลาออก กมธ.งบฯ - เสนอลดงบซื้ออาวุธ 40% ยันไม่กระทบความมั่นคง

'ธนาธร' แถลงลาออก กมธ.งบฯ เดินหน้ารณรงค์ ร่าง พ.ร.บ. สำคัญ พบปะรับฟังปัญหา ปชช. พร้อมเสนอลดงบซื้ออาวุธ 40% ยืนยันไม่กระทบความมั่นคง เพราะที่ผ่านมาเบิกจ่ายได้ไม่ถึงครึ่ง ขณะที่ทีมอนาคตใหม่ถามปมงบ 'เผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง' ของกอ.รมน. เน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กเล็ก-เยาวชน

29 พ.ย.2562 ทีมสื่อพรรคอนาคตใหม่ รายงานว่า วันนี้ (29 พ.ย.62)ที่รัฐสภา (เกียกกาย) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวลาออกจากการเป็น กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยระบุว่า จากความผันผวนทางการเมืองช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ตัดสินใจลาออกจากการทำหน้าที่ กมธ. แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของพรรคอนาคตใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร ยังคงมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้นำ ซึ่ง ปิยบุตร เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นนักกฎหมาย ทำหน้าที่ในสภา ได้อย่างมีพลังสร้างสรรค์ ส่วนตน ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับไปอยู่กับประชาชน ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเห็นตนอยู่ในสภา ตนก็ไม่อยู่ในสภา ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเห็นตนในสภา ก็จะกลับไปอยู่กับประชาชน โดยเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อพี่น้องประชาชน ลุกขึ้นยืนตรง ไม่ยอมก้มหัวให้กับระบอบเผด็จการ ไม่ยอมทนกับระบอบที่กดหัวประชาชนไว้อีกต่อไป ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชน

"สิ่งที่กลุ่มอภิสิทธิ์ชนกำลังทำอยู่กับสังคมไทยในเวลานี้คือ การรวบอำนาจเข้าสู่ตัวเอง เอาผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เข้าสู่กลุ่มตัวเองและพวกพ้อง ด้วยการใช้กลไกเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ สมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญ ที่พวกเขาแต่งตั้งมาเอง นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือการรวบอำนาจกลับอยู่ที่กลุ่มอภิสิทธิ์ชนคนส่วนน้อยของประเทศ แต่สิ่งที่พวกเราจะทำ คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้อนาคตของประเทศไทย เป็นอนาคตที่ทุกคนเท่าเทียมกัน อนาคตที่ดอกผลการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ กระจายไปสู่ทุกคนอย่างเท่าเทียม ซึ่งพวกเขาไม่ต้องการเห็นสิ่งนี้ พวกเขาจึงต้องการทำลายเรา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนจะเห็นความตั้งใจของเรา เห็นความพยายามของเราที่อยากจะนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคมไทย และย้ำอีกครั้งว่า ในเมื่อพวกเขาไม่อยากให้ผมทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็จะไม่อยู่ในสภา ผมก็จะกลับไปอยู่กับประชาชน" ธนาธร กล่าว ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีแรงกดดันในการทำงาน กมธ. หรือไม่ รวมถึงถ้าเสนอชื่อธนาธรเป็น กมธ.ชุดอื่นในอนาคตจะว่าอย่างไร นั้น ธนาธร กล่าวว่า ไม่มีแรงกดดันในการทำงานแต่อย่างใด บรรยากาศการทำงานราบรื่น เราทำงานอย่างมุ่งมั่นแข็งขัน ไม่เกี่ยวการทำงานร่วมกับเพื่อนกรรมาธิการ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการทำหน้าที่ กมธ. เป็นการทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสภา ดังนั้น เมื่อความเป็น ส.ส.ของตนโดนตัด แม้ว่าความเป็น กมธ. จะไม่โดนตัด แต่พวกเขาไม่ต้องการให้อยู่ตรงนี้  ตนก็ไม่อยู่ ส่วนในอนาคตถ้ามีการเสนอชื่อเป็น กมธ.ชุดอื่นๆ นั้น ต้องดูเป็นกรณีไป กรณีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ก็อาจมีความจำเป็น แต่ถ้าไม่ ก็คงขอทำงานข้างนอกดีกว่า

"ในการทำงานการเมือง เราไม่ได้ตั้งพรรคเพราะอยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้ตั้งพรรคเพราะอยากเป็น ส.ส. หรือเป็นรัฐมนตรี เหล่านี้ไม่ได้มีความหมาย เราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อนำความเปลี่ยนแปลง นำสิ่งที่ดีกว่าสู่ประชาชนคนไทย การเป็น ส.ส. หรือไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้หยุดยั้งผมและพรรคอนาคตใหม่ในการก้าวเดินไปข้างหน้าได้ แม้ไม่ได้เข้าสภา ผมยังเชื่อว่า ยังทำประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้ ออกไปพบปะ ทำความเข้าใจถึงปัญหาของเขา มีปัญหาอะไร ผมก็นำปัญหา นำข้อเสนอนั้นส่งต่อให้กับ ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ที่อยู่ในสภาเพื่อจะแก้ไขได้ และผมยังได้ใช้โอกาสที่ไม่ได้อยู่ในสภานี้ ร่วมรณรงค์ ร่วมทำงานทางความคิดกับพี่น้องประชาชน ให้เข้าใจปัญหาเชิงระบบ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นเครื่องมือของอภิสิทธิ์ชนอย่างไร ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กดขี่ประชาชนอย่างไร โดยจะเดินทางไปรณรงค์ ร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ ที่พรรคเสนอเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว และต้องการการสนับสนุนจากประชาชน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.รับราชการทหาร, พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิแรงงาน, พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช.  เหล่านี้เชื่อว่า จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน" ธนาธร กล่าว

 

เสนอลดงบซื้ออาวุธ 40% ยืนยันไม่กระทบความมั่นคง เพราะที่ผ่านมาเบิกจ่ายได้ไม่ถึงครึ่ง

ธนาธร ในฐานะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณปี 2563 ยังได้ตั้งคำถามถึงการของบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ว่าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีการคืนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้บริหารโดยหน่วยงานราชการปกติภายในปี 2565 ได้มีการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจไปยังหน่วยงานราชการเหล่านี้หรือไม่ เนื่องจากหากมีการเตรียมพร้อม จะต้องสะท้อนออกมาในงบประมาณ ที่ต้องมีการใช้งบในหน่วยงานทหาร โดยเฉพาะกอ.รมน.น้อยลง

ธนาธรยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าแนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่ใช้ความมั่นคงเป็นหลัก ได้สะท้อนแล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้งบประมาณแก้ปัญหาชายแดนใต้ถึงวันละ 56 ล้านบาท ก็ยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งในพื้นที่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้แนวทางสันติภาพ ยึดประชาชนเป็นหลัก จึงจะนำไปสันติภาพอย่างแท้จริง

จากนั้น ธนาธรได้พูดถึงรายละเอียดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยเน้นที่งบผูกพันข้ามปี ซึ่งกระทรวงกลาโหมมีงบประมาณผูกพันข้ามปีกว่า 69,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับที่ 2 ของทุกกระทรวง คิดเป็น 27% ของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงกลาโหม และคิดเป็น 22% ของงบผูกพันทุกกระทรวง ซึ่งทำให้กระทรวงอื่นเสียโอกาสในการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

โดยหลังรัฐประหาร 2557 จะเห็นการเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญของงบส่วนนี้ โดยเกือบ 100% ของงบผูกพันดังกล่าว เป็นงบพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ธนาธรยังตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและหอประชุม ซึ่งมีจำนวนมาก และถูกใช้เพื่อสร้างความโอ่อ่าหรูหราให้บุคคลระดับสูงในกองทัพมากกว่าเป็นสวัสดิการของทหารจริง ๆ

ธนาธรยังชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกองทัพบก ในขณะที่รายจ่ายลงทุนในแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังรัฐประหาร จาก 3,780 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 59,000 ล้านบาทในปี 2562 แต่การเบิกจ่ายกลับไม่มีประสิทธิภาพ เบิกได้เพียง 42% ต่ำกว่ามาตรฐานของหน่วยงานราชการอื่น ๆ อย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ธนาธรจึงเสนอตัดงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ 22,441 ล้านบาท และงบลงทุน 15,434 ล้านบาท ลง 40% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนัก ไม่อยู่ในสภาพที่ควรเพิ่มหนี้สินให้ประเทศ นอกจากนี้ไทยยังไม่มีภัยสงครามที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตอันใกล้ และที่สำคัญที่สุด เมื่อมองย้อนหลังไป การใช้งบประมาณรายจ่ายลงทุนของกองทัพก็ไม่ถึง 60% อยู่แล้ว การตัดงบ 40% จึงไม่กระเทือนต่อความมั่นคง และยังลดภาระหนี้สินของประเทศอีกด้วย

ตัวแทนกองทัพบกได้ตอบข้อซักถามของ ธนาธร โดยยืนยันว่า อาจจะเป็นจริงที่ใน 20 ปีข้างหน้า ไม่มีโอกาสเกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่อาจเกิดความขัดแย้งเป็นจุด ๆ ซึ่งกองทัพจำเป็นต้องจัดเตรียมกำลังให้พร้อมอยู่เสมอ นอกจากนี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ของกองทัพก็อยู่ในสภาพเก่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงซื้อใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ส่วนกรณีการเบิกจ่ายได้ต่ำ เป็นเพราะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต้องจัดทำอย่างรอบคอบ และมีการเจรจายาวนาน กว่าจะเสร็จสิ้นจึงกินเวลาหลายปี การเบิกจ่ายจึงมีสัดส่วนต่ำ และมีงบผูกพันข้ามปีจำนวนมาก

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ผู้รับผิดชอบการบูรณาการหลักคือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนผู้ปฏิบัติคือกอ.รมน. ในส่วนการคืนพื้นที่ชายแดนใต้ให้หน่วยงานปกติบริหารภายในปี 2565 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป้าหมายคือการลดงบประมาณลงให้ได้ร้อยละ 10 ต่อปี และความรุนแรงต้องลดลงร้อยละ 50 ในปี 2565 แต่เมื่อมีเหตุความรุนแรง ก็ยังจำเป็นต้องคงกองกำลังไว้ และปรับการใช้กฎหมายพิเศษในแต่ละพื้นที่ตามสถานการณ์

ถามปมงบ 'เผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง' ของกอ.รมน. เน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กเล็ก-เยาวชน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ปี 2563 ซักถามตัวแทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือกอ.รมน. โดยตั้งข้อสังเกตถึงงบ 609 ล้านบาทของกอ.รมน. ในโครงการ “เพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองและบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” เจ้าหน้าที่กอ.รมน.เคยชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวเป็นการติดตั้งวงจรปิด และเชื่อมฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่มีหลายฐานเข้าด้วยกัน แต่พอไปดูจริง ๆ งบส่วนติดตั้งกล้องวงจรปิด มีจำนวนแค่ 57 ล้านบาท และงบเชื่อมฐานข้อมูลสารสนเทศ ใช้เงินแค่ 22 ล้านบาท อีก 397 ล้านบาทเป็นงบ “ข่าวกรองเชิงรุก” นายวิโรจน์จึงขอให้กอ.รมน. ชี้แจงว่างบ 397 ล้านบาท เป็นงานสร้างสายข่าวใช่หรือไม่ อยากทราบว่ามีจำนวนข่าวที่ส่งขึ้นมากี่ข่าว กรองแล้วพบว่าเป็นข้อเท็จจริง เป็นสัดส่วนเท่าใดกับข่าวที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เนื่องจากการสร้างสายข่าวในพื้นที่ นอกจากจะสร้างความหวาดระแวงกันเองในหมู่ประชาชน ยังเสี่ยงต่อการได้ข่าวเท็จและการใส่ร้ายป้ายสีส่วนบุคคล

นอกจากนี้ วิโรจน์ยังชี้อีกด้วยว่าในความเป็นจริง  โครงการเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองฯ ไม่ได้ใช้งบแค่ 609 ล้านบาท ซึ่งอยู่ที่กอ.รมน. แต่เป็น 932 ล้านบาท กระจายไปตามเหล่าทัพต่าง ๆ อยากทราบว่างานส่วนนี้ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ สามารถรวมมาอยู่ที่กอ.รมน.ได้หรือไม่ เพื่อให้ใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ

วิโรจน์ยังแสดงความกังวลถึงโครงการ “ส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้องเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา” ซึ่งใช้งบประมาณทั้งสิ้น 151 ล้านบาท นายวิโรจน์ถามว่าความจริงที่ถูกต้องคืออะไร ใครกำหนด เพราะถ้าจะเป็นความจริงที่ได้รับการยอมรับ ต้องเปิดกว้างต่อการสนทนาถกเถียงในสาธารณะ ไม่ใช่กำหนดโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะงบประมาณ 11 ล้านบาท ในการ “ผลิตชุดข้อมูลเพื่อสลายแนวคิดหัวรุนแรง” มีกระบวนการจัดทำอย่างไร และใครเป็นผู้มีส่วนจัดทำ

วิโรจน์ยังแสดงความเป็นห่วงด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายหนึ่งของโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้องเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของกอ.รมน. คือเด็ก 1-5 ปี และยังมีโครงการป้องกันแนวคิดความรุนแรงในเยาวชนและสตรี ซึ่งตามหลักสากล การดำเนินการใด ๆ ต่อเด็ก เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างสูง การที่กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ เป็นเด็กเล็ก และเยาวชน จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ว่าจะนำความคิดใดไปปลูกฝังให้เด็กซึ่งเปรียบเสมือนผ้าขาว ขอให้กอ.รมน. ชี้แจงรายละเอียดในเรื่องนี้ด้วย เพื่อลดความกังวลของสังคม

ด้านตัวแทนกอ.รมน. ตอบว่าในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ได้แบ่งเป็น 3 ขั้น คือขั้นควบคุมสถานการณ์ ตั้งแต่ 2547-2553 ซึ่งเน้นการใช้กำลังทหารเพื่อลดการก่อเหตุ ส่วนปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนที่ 2 คือปฏิบัติการเชิงรุก ควบคู่กับการพัฒนา เน้นการใช้กำลังประจำถิ่น หรือทหารพรานในพื้นที่ ขณะที่ทหารปกติลดจาก 20 เหลือ 4 กองพัน และมีการลดกำลังลงโดยลำดับ แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายได้ คือขั้นตอนการสร้างสันติสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการดำเนินการขั้น 2 ยังต้องมี single management หรือการบังคับบัญชาจากหน่วยเดียว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดูแลทั้งความมั่นคงและการพัฒนา

กรณีการมีโครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้องฯ ที่มุ่งเน้นเด็กเล็กและเยาวชน ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าเด็กที่เกิดในปี 2560 จะเป็นวัยรุ่นอายุ 20 ปีในปี 2580 จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาโดยถูกชี้นำไปในทางที่ผิด ทหารจึงเข้าไปดูแลการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้เด็กเติบโตมาโดยไม่เข้าไปสนับสนุนขบวนการผิดๆ

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์