ดูผู้นำทั่วโลก โหนกระแส "เฟคนิวส์" ทำอะไรบ้าง หลัง 'ทรัมป์' เปิดประเด็น

กองบรรณาธิการสื่อนิวยอร์กไทม์นำเสนอปรากฏการณ์ที่ผู้นำหลายแห่งในโลกใช้วิธีการโทษสื่ออ้างว่าเป็นข่าวปลอม หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ “เฟคนิวส์” เป็นกระแสตามหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เป็นคนเปิดประเด็น การโจมตีสื่อเช่นนั้นมักทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง ยึดกุมความเป็นผู้ถือครองความจริง และลิดรอนเสรีภาพสื่อ แทนที่จะให้สื่อทำงานตรวจสอบกันเองได้เต็มที่

ในสมัยปี 2560 หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเวลาไม่กี่สัปดาห์ เขาเขียนข้อความทางทวิตเตอร์กล่าวหาว่าสื่ออย่าง CNN เป็น "ข่าวปลอม" หรือ "Fake News" หลังจากนั้นเป็นต้นมา ราวกับเป็นกระแสไวรัลอะไรสักอย่างในหมู่ชนชั้นนำ เหล่าผู้นำหลายแห่งโลกต่างพากันอ้างใช้คำว่า "ข่าวปลอม" โจมตีสื่อต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศอำนาจนิยมที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐฯ เช่นเวเนซุเอลาหรือจีน

สำหรับกรณีจีนนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลจีนแถลงโต้ตอบสื่อนิวยอร์กไทม์หลังมีการรายงานข่าวเปิดโปงเอกสารลับของทางการจีนที่แสดงให้เห็นว่ามีค่ายกักกันชาวมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงจริง รัฐบาลจีนที่ปฏิเสธการมีอยู่ของค่ายกักกันดังกล่าวมาตลอด อ้างว่านิวยอร์กไทม์ "กุข่าวปลอมขึ้นมาเองเพื่อหลอกล่อสายตา เป็นเล่ห์กลที่ทำกันเป็นนิสัยของสื่อนิวยอร์กไทม์จากอเมริกา และหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็กำลังประสบปัญหาวิกฤตความน่าเชื่อถือจากการหลอกลวงของตัวเอง"ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

การโจมตีสื่อด้วยข้ออ้างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักประวัติศาสตร์เปิดเผยว่าการป้ายสีด้วย "ข่าวปลอม" มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยของจอมเผด็จการนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่มักจะโจมตีสื่อว่าเป็น "ลูเกนเพรสเซ" ที่เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า "สื่อโกหก" เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงของสื่ออิสระ และดูเหมือนว่าในตอนนี้มีการใช้วิธีการเดียวกันจากผู้นำอำนาจนิยมจอมกดขี่ที่ทำการคุกคามชนกลุ่มน้อยอย่างรัฐบาลจีน แบบเดียวกับที่ผู้นำนาซีใช้ปราบปรามชาวยิว

สำหรับกรณีการกล่าวหาสื่อว่าเป็น "ข่าวปลอม" ของทรัมป์นั้น นิวยอร์กไทม์วิเคราะห์ว่าตัวทรัมป์เองไม่ได้มีเป้าประสงค์ในทางยุทธศาสตร์ พวกเขามองว่าทรัมป์เป็นคนที่ทำอะไรโดยมองผลประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลักโดยที่หลายครั้งก็หุนหันพลันแล่นไม่คิดหน้าคิดหลัง เช่นกรณีการสั่งถอนทัพจากซีเรียนั้นเขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสมดุลทางอำนาจในตะวันออกกลางเลย

แต่นิวยอร์กไทม์ก็วิเคราะห์ว่าทรัมป์เองก็เป็นจอมชักใยที่ชอบเล่นกับสื่อ เขาคอยประคบประหงมสื่อมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเป็นคนดังเมื่อทศวรรษ ค.ศ. 1970 แต่พอรัฐบาลภายใต้การนำของเขาถูกเปิดโปงเรื่องความล้มเหลวในการบริหารหลายเรื่อง การไม่ทำตามสัญญา และการเล่นพรรคเล่นพวกกับครอบครัวตัวเอง ก็ทำให้ทรัมป์ต้องพยายามหาวิธีอธิบายกับผู้ติดตามทวิตเตอร์ของตัวเอง จนถึงขั้นมีคนนับสถิติว่า จนถึงทุกวันนี้ ทรัมป์ทวีตคำว่า "ข่าวปลอม" หรือ "fake news" แล้วมากกว่า 600 ครั้ง

มีตารางสถิติระบุในรายงานข่าวด้วยว่า ในช่วงระยะเวลาที่มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นกับทรัมป์ เช่นตอนที่มีการสืบสวนพบว่ามีหน่วยข่าวกรองรัสเซียที่ดำเนินปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 นั้น เขาก็ทวีตคำว่า "ข่าวปลอม" เพิ่มขึ้นมาก และที่ทำลายสถิติตัวเองคือในช่วงที่สื่อติดตามเรื่องการไต่สวนเพื่อพิจารณาถอดถอนตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ก็ทวีตคำว่า "ข่าวปลอม" เพิ่มมากขึ้นเกิน 40 ครั้งในเดือนเดียว

การกล่าวหาสื่อว่าเป็น "ข่าวปลอม" ยังทำให้ผู้นำประเทศอื่นๆ ติดนิสัยเอาไปใช้กันด้วย รวมถึงบางครั้งก็เอาไปใช้ในทางลิดรอนเสรีภาพสื่อ เช่นกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐบางระดับสูงในประเทศบุรุนดีสั่งแบนสื่อบีบีซีโดยกล่าวหาว่าเป็น "ข่าวปลอม" ในพม่าที่มีกรณีการข่มเหงรังแกชนกลุ่มน้อยเช่นชาวโรฮิงญาก็มีเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าสื่อนิวยอร์กไทม์เป็น "ข่าวปลอม" รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียถึงขั้นใช้คำว่า "FAKE" ที่แปลว่า "ปลอม" สีแดงตัวใหญ่ๆ แปะไว้บนเว็บไซต์เพื่อสื่อถึงรายงานข่าวที่รัฐบาลไม่ชอบ

ปัญหา ความย้อนแย้ง และคำถามถึงไทย เมื่อเสรีภาพสื่อจะเป็นประเด็นระดับโลก

ทั้งนี้ยังมีบางประเทศที่อ้างเรื่อง "ข่าวปลอม" เพื่อผ่านร่างหรือบังคับใช้กฎหมายในทำนองลิดรอนสื่อไม่ว่าจะเป็นจอร์แดน แคเมอรูน หรือชาด กรณีของชาดนี้มีการสั่งแบนไม่ให้เข้าถึงโซเชียลมีเดียทั่วประเทศมาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีแล้วโดยอ้างว่าเพราะมี "ข่าวปลอม"

นิวยอร์กไทม์ระบุว่า จริงอยู่ที่สื่อควรเปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์ เปิดโปง หรือวิเคราะห์อคติต่างๆ ที่ออกมากับข่าวสาร แต่การอ้างโทษสื่อของกลุ่มผู้มีอำนาจนั้นต่างกัน เพราะมันอาจจะกลายเป็นการอ้างเพื่อทำลายสื่ออิสระ กระทบกับประชาธิปไตยทั่วโลก ทำให้ผู้คนไม่รู้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร ท้ายที่สุดจะกลายเป็นว่าประชาชนและรัฐบาลถือครองชุดความจริงที่ต่างกัน และชุดความจริงที่มีอำนาจมากกว่าจะกลายเป็นความจริงที่มีบทบาทนำ

ในสหรัฐฯ มีตัวอย่างที่ดีคือกรณีของ ส.ว. มิตช์ แมคคอนเนล จากรัฐเคนทักกี ที่ไม่เล่นเกมโจมตีสื่อไปกับทรัมป์ โดยบอกว่า "ในมุมมองของผมแล้วข่าวเกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นข่าวปลอม" แมคคอนเนลยังพูดในทำนองที่มองว่าสนับสนุนเสรีภาพสื่อและให้คุณค่ากับการทำงานของสื่ออย่างการเปิดโปงเรื่องค่ายกักกันซินเจียง

บทเรียนหนึ่งที่นักการเมืองควรคำนึงถึงจากรายงานของนิวยอร์กไทม์คือ แทนที่จะโทษสื่อ พวกเขาควรช่วยปรับปรุงความแม่นยำของสื่อโดยการวางบทบาทความรับผิดชอบให้กับบริษัทไอทีเจ้าของโซเชียลมีเดียทั้งหลายที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลของโลกปัจจุบัน สื่อเองก็ควรจะมีความรับผิดชอบในการแก้ไขข้อผิดพลาด ต่อสู้เพื่อขจัดอคติจากเนื้อหาข่าวและมุ่งแสวงหาความจริง

เรียบเรียงจาก

Who Will Tell the Truth About the Free Press?, The New York Times, Nov. 30, 2019

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์