ข้อควรรู้ ‘กฎหมายแรงงาน-ค่าแรง’ สำหรับแรงงานไทยในสหรัฐฯ

ข้อควรรู้ ‘กฎหมายแรงงาน-ค่าแรง’ สำหรับ ‘แรงงานไทยในสหรัฐฯ’ จากแผนกค่าแรงและชั่วโมงการทำงานแห่งสหรัฐอเมริกา (Wage and Hour Division)

ที่มาภาพประกอบ Maritha (CC BY-NC-ND 2.0)

จากเอกสาร 'เราช่วยท่านได้' โดยแผนกค่าแรงและชั่วโมงการทำงานแห่งสหรัฐอเมริกา (Wage and Hour Division - WHD) ระบุว่า WHD ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่สำคัญมากที่สุดในสหรัฐฯ บางฉบับ โดยรวมแล้วกฎหมายเหล่านี้จะมีผลต่อการว่าจ้างแรงงานขององค์กรเอกชน รวมทั้งในระดับรัฐบาลกลาง รัฐบาลแห่งมลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นทั่วสหรัฐฯ

กฎหมายแรงงานเหล่านี้จะแบ่งช่วงเริ่มจากกฎหมายการคุ้มครองแรงงานฉบับแรกๆ ที่ผ่านสภาครองเกรส จนถึงฉบับล่าสุดบางฉบับ นอกจากนี้ WHD รับผิดชอบในการบริหาร และบังคับใช้กฎหมายโดยไม่สนใจสถานะของการเข้าเมืองใดๆ หลายมลรัฐก็มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่คล้ายกันด้วยเช่นกัน นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง และกฎหมายของมลรัฐ

เส้นทางวิบากของธุรกิจร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา
ข้อกำหนดตามมาตรฐานการจ้างงานพนักงานอย่างเป็นธรรมในสหรัฐอเมริกา

บัญญัติว่าด้วยการจ้างแรงงานที่เป็นธรรม (Fair Labor Standards Act: FLSA)

ที่มาภาพประกอบ: Lee Haywood (CC BY-SA 2.0)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการจ้างงานที่เป็นธรรม (FLSA) จะกำหนดค่าแรงขั้นต่ำการจ่ายค่าล่วงเวลา, การเก็บบันทึกเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงทำงาน และมาตรฐานแรงงานเด็กซึ่งมีผลบังคับใช้ทั้งกับพนักงานประจำ (Full-Time) และพนักงานไม่เต็มเวลา (Part-Time) ในองค์กรเอกชน รวมทั้งในระดับรัฐบาลกลาง รัฐบาลแห่งมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น

ค่าจ้างขั้นต่ำ: โดยทั่วไป นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางสำหรับชั่วโมงการทำงานทั้งหมด

การทำงานล่วงเวลา: การจ่ายค่าล่วงเวลานั้นจะต้องต้องจ่ายที่อัตราหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าแรงต่อชั่วโมงปกติ ของการทำงานที่เกินกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ชั่วโมงทำงาน: โดยทั่วไป ชั่วโมงการทำงานจะรวมถึงเวลาทั้งหมดที่ลูกจ้างจำเป็นต้องอยู่ในหน้าที่ หรือในขอบเขตบริเวณของนายจ้าง หรือในสถานที่ทำงานที่ได้กำหนดไว้

เอกสารการบันทึกเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงทำงาน: นายจ้างจะต้องเก็บบันทึกเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงทำงานของลูกจ้าง

ใบปิดประกาศ (Poster): นายจ้างจะต้องแสดงใบปิดประกาศที่เป็นทางการ ซึ่งมีข้อกำหนดของบัญญัติว่าด้วยการจ้างแรงงานที่เป็นธรรม (FLSA) อยู่ด้วย

การว่าจ้างแรงงานเด็ก

ที่มาภาพประกอบ: Stephen Rees (CC BY-NC-ND 2.0)

กฎหมายการว่าจ้างแรงงานเด็กของรัฐบาลกลางถูกตราขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อผู้เยาว์ทำงาน งานดังกล่าวจะต้องปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ หรือต่อโอกาสทางการศึกษา บทบัญญัติเหล่านี้ก็มีข้อยกเว้นที่จำกัดด้วยเช่นกัน

การว่าจ้างผู้เยาว์สำหรับงานที่ไม่อยู่ในภาคเกษตรกรรม: ผู้เยาว์ที่มีอายุ 18 ปี หรือมากกว่า สามารถทำงานใด ๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ โดยไม่มีการจำกัดชั่วโมงทำงาน, ผู้เยาว์ที่มีอายุระหว่าง 16 - 17 ปี อาจทำงานที่ไม่เป็นอันตรายโดยไม่มีการจำกัดชั่วโมงทำงาน ส่วนผู้เยาว์ที่มีอายุระหว่าง 14-15 ปี อาจทำงานที่ไม่เป็นอันตรายนอกเวลาเรียนได้ โดยงานเหล่านั้นจะต้อง มีชั่วโมงทำงานไม่มากกว่า 3 ชั่วโมงในวันที่โรงเรียนเปิด และ 18 ชั่วโมงในวันที่โรงเรียนปิด, มีชั่วโมงทำงาน 8 ชั่วโมงในวันที่โรงเรียนปิด หรือ 40 ชั่วโมงในสัปดาห์ที่โรงเรียนปิด และ การทำงานใด ๆ จะต้องไม่เริ่มต้นก่อนเวลา 7 นาฬิกา หรือ หลังจากเวลา 19 นาฬิกา ยกเว้นในวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรงงาน โดยชั่วโมงในการทำงานในตอนค่ำของวันแรงงานจะขยายออกไปจนถึง 21 นาฬิกา

ทั้งนี้อายุ 14 ปี จะเป็นอายุขั้นต่ำสุดที่สามารถทำงานที่ไม่อยู่ในภาคเกษตรได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใด ผู้เยาว์อาจทำงานส่งหนังสือพิมพ์ ทำงานในสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์หรือโรงภาพยนตร์; ทำงานให้พ่อแม่ ซึ่งเป็นธุรกิจของตัวเองและไม่อยู่ในภาคเกษตร ยกเว้นงานในภาคการผลิต หรืองานที่เป็นอันตราย; หรือรวบรวมต้นไม้ หรือทำพวงมาลัย ทั้งนี้ข้อบังคับที่คุ้มครองแรงงานเด็กสำหรับงานในภาคเกษตรจะแตกต่างจากงานที่ไม่อยู่ในภาคเกษตร

พระราชบัญญัติว่าด้วยการลาป่วยและลาเพื่อครอบครัว (Family and Medical Leave Act)

ที่มาภาพประกอบ: Damien Walmsley (CC BY-NC 2.0)

นายจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัตินี้จะต้องให้สิทธิ์การคุ้มครองการจ้างงานแก่ลูกจ้างได้นานสูงสุดถึง 12 สัปดาห์ทำงาน และให้มีการลาโดยไม่จ่ายค่าจ้างเป็นระยะเวลา 12 เดือนด้วยเหตุผลข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้: การลาคลอดและดูแลทารกที่เกิดใหม่ของลูกจ้าง | การทำเรื่องรับบุตรบุญธรรมของลูกจ้าง | การดูแลสมาชิกครอบครัวที่เจ็บป่วยอย่างหนักแบบกระทันหัน (คู่สมรส บุตร หรือพ่อแม่ของลูกจ้าง) | การลาป่วยอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยอย่างหนักของตัวลูกจ้างเอง

นอกจากนี้ ลูกจ้างที่ได้รับสิทธิ์จากนายจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัตินี้จะได้รับอนุญาตให้มีการคุ้มครองในการจ้างงานสูงสุดถึง 12 สัปดาห์ในระหว่างช่วงเวลา 12 เดือน เพื่อปฏิบัติตามคุณสมบัติที่เหมาะสมบางอย่าง ที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า คู่สมรส ลูกชาย ลูกสาว หรือพ่อแม่ สมาชิกครอบครัวที่รับราชการทหารภายใต้พระราชบัญญัตินี้ จะต้องปฏิบัติภารกิจในกองทัพกำลังพลสำรอง หรือกองทัพกองหนุนแห่งชาติ (National Guard or Reserves) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการสำหรับรองรับแผนฉุกเฉิน การแก้ไขดังกล่าวยังอนุญาตให้พนักงานมีสิทธิ์ที่จะลาโดยได้รับการคุ้มครองในการจ้างงานสูงสุดถึง 26 สัปดาห์ในช่วงระยะเวลา 12 เดือน เพื่อใช้ในดูแลตนเองอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บที่ร้ายแรงและเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ

พระราชบัญญัติเดวิส-เบคอนและบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (DBRA)

มีผลบังคับใช้กับผู้รับเหมาและผู้รับเหมาช่วง ที่ดำเนินการภายใต้กองทุนของรัฐบาลกลาง หรือเป็นสัญญาช่วยในส่วนที่เกินจาก $2,000 สำหรับการก่อสร้าง การดัดแปลง หรือการซ่อมแซม (รวมถึงการทาสี และการตกแต่ง) ของอาคารสาธารณะ หรืองานสาธารณะ ผู้รับเหมาหรือผู้รับเหมาช่วงจะต้องจ่ายค่าแรงให้กับคนงานที่ใช้แรงงานและใช้เครื่องจักรภายใต้สัญญาจ้าง ในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าค่าจ้างและสวัสดิการที่ได้รับในท้องถิ่นนั้น ๆ สำหรับการทำงานที่สอดคล้องกันในโครงการที่คล้ายคลึงกันในพื้นที่นั้น ๆ

พระราชบัญญัติสัญญาการให้บริการ McNamara-O-Hara (McNamara-O-Hara Service Contract Act: SCA) (SCA)

กำหนดให้ผู้รับเหมาและผู้รับเหมาช่วงที่ดำเนินการให้บริการภายใต้สัญญาหลัก (Prime Contract) ในส่วนเกินจาก $2,500 ต้องจ่ายค่าจ้างให้พนักงานบริการในระดับที่แตกต่างกัน ในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างและสวัสดิการที่ใช้กันในท้องถิ่น หรือในอัตรา (รวมถึง อัตราที่เพิ่มในอนาคต) ที่มีอยู่ในข้อตกลงเจรจาแบบกลุ่มของผู้รับเหมาก่อนหน้า พระราชบัญญัตินี้มีผลเฉพาะกับสัญญาการให้บริการที่ได้จากรัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลของเขตปกครองวอชิงตัน ดีซี (District of Columbia)

พระราชบัญญัติ การคุ้มครองลูกจ้างจากการใช้เครื่องจับเท็จ (EPPA)

ที่มาภาพประกอบ: United States Forces Iraq (CC BY-NC-ND 2.0)

การห้ามมิให้ลูกจ้างจากภาคเอกชนถูกบังคับให้ผ่านเข้าเครื่องจับเท็จ ไม่ว่าจะในช่วงการคัดกรองก่อนการเข้าทำงาน หรือระหว่างการจ้างงาน โดยทั่วไปนายจ้างจะต้องไม่กำหนด หรือไม่ร้องขอให้ลูกจ้างคนใด หรือผู้สมัครงานคนใดให้เข้าเครื่องจับเท็จ หรือมีการเลิกจ้าง, การลงโทษทางวินัย หรือการดูถูกลูกจ้าง หรือผู้สมัครงานที่ปฏิเสธการทดสอบโดยเครื่องจับเท็จหรือใช้ใช้สิทธิ์อื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัตินี้ โดยจะเปลี่ยนแปลงตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติอนุญาตให้เครื่องทดสอบการจับเท็จ (Polygraph) (เครื่องทดสอบการจับเท็จประเภทหนึ่ง) ทดสอบผู้สมัครในบางตำแหน่งของบริษัทให้บริการความปลอดภัย (รถหุ้มเกราะ, การแจ้งเตือน, และพนักงานรักษาความปลอดภัย) รวมถึงผู้ผลิต ผู้จำหน่ายและผู้จ่ายเวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ โดยจะเปลี่ยนแปลงตามข้อจำกัด พระราชบัญญัตินี้ยังอนุญาตให้ทดสอบโดยเครื่องจับเท็จทดสอบลูกจ้างของบริษัทเอกชน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีเหตุผลมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน การขโมย การยักยอกทรัพย์ ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบพิเศษ หรือการบาดเจ็บของพนักงาน

พระราชบัญญัติพระราชบัญญัติคุ้มครองสินเชื่อผู้บริโภค (Consumer Credit Protection Act: CCPA)

ข้อบังคับในการอายัดค่าจ้างของ CCPA คุ้มครองพนักงานจากการเลิกจ้างจากนายจ้างเพราะค่าจ้างของพวกเขาถูกอายัด อันเนื่องมาจากหนี้และจำกัดจำนวนรายได้ของลูกจ้าง ซึ่งอาจจะถูกอายัดได้ใน 1 สัปดาห์ใดๆ นอกจากนี้ CCPA ยังใช้กับนายจ้างทุกคนและรายบุคคล ซึ่งรับรายได้สำหรับการให้บริการส่วนบุคคล รวมถึง ค่าจ้าง, เงินเดือน, ค่าคอมมิชชั่น, โบนัสและรายได้จากบำนาญ หรือโครงการเกษียณอายุ แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่รวมค่าทิป

การจ้างงานในภาคเกษตรกร

ที่มาภาพประกอบ: Baker County Tourism Travel Baker County (CC BY-ND 2.0)

มีพระราชบัญญัติจำนวนมากที่แผนกค่าแรงและชั่วโมงการทำงาน (Wage and Hour Division) ได้บริหารและบังคับใช้เพื่อช่วยลูกจ้างในภาคเกษตรในประเภทที่แตกต่างกัน

พระราชบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างภาคเกษตร (Migrant and Seasonal Agricultural Protection Act: MSPA)

คุ้มครองลูกจ้างภาคเกษตรที่รับจ้างในไร่นาตามฤดูกาล ปลูก หรือเก็บเกี่ยวพืชผล ด้วยการกำหนดมาตราฐานการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับค่าแรง ที่พักอาศัย การเดินทาง การเปิดเผยข้อมูล และเอกสารบันทึกเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงทำงาน ทำงาน นอกจากนี้ MSPA ยังต้องการให้ผู้รับเหมาแรงงานในไร่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกา (Department of Labor) เพื่อให้มีใบรับรองการขึ้นทะเบียน โดยผู้รับเหมาแรงงานในไร่จะต้องได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษเพื่อให้ที่อยู่อาศัยหรือการขนส่งลูกจ้างอพยพ หรือลูกจ้างตามฤดูกาล ก่อนที่จะให้ที่อยู่อาศัยและการขนส่ง ผู้ที่ถูกว่าจ้างโดยผู้รับเหมาแรงงานในไร่ที่ต้องทำสัญญาการกิจกรรมต่างๆ ในไร่ก็ต้องลงทะเบียนกับ กระทรวงแรงงานด้วย

ข้อกำหนดสุขาภิบาลของพระราชบัญญัติความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน (The Field Sanitation Provisions of the Occupational Safety and Health Act: OSH Act)

ถูกตราขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่ามีเงื่อนไขการทำงานที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ทำงาน โดยสำนักงานบริหารความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน (Occupational Safety and Health Administration: OSHA) ได้ออกกฎระเบียบกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ สำหรับสุขอนามัยสำหรับการกำหนดค่าทางการเกษตรภายใต้พระราชบัญญัตินี้ มาตรฐานเหล่านี้กำหนดให้นายจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัตินี้ ต้องจัดเตรียมห้องน้ำ น้ำดื่มแบบพกพา สุขภัณฑ์ในการล้างมือ และข้อมูลเกี่ยวกัยการมีสุขอนามัยที่ดี

โปรแกรมวีซ่า H-2A

กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการว่าจ้างพนักงาน, ค่าจ้าง, ที่อยู่อาศัย, การขนส่ง, และการเก็บเอกสารการบันทึกเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงทำงานของนายจ้างสำหรับลูกจ้างภาคเกษตรชั่วคราว และลูกจ้างที่ไม่ใช่ผู้อพยพ นอกจากนี้ นายจ้างต้องยื่นคำขอกับกรมแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกาและการฝึกอบรม U.S. Department of Labor’s Employment and Training Administration ที่ระบุว่าไม่มีลูกจ้างใดต่อไปนี้เพียงพอ: ไม่มีลูกจ้างที่มีความตั้งใจจริง ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและไม่ความพร้อมทำงาน รวมถึงระบุว่าการจ้างแรงงานต่างชาติดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อค่าจ้างและสภาพการทำงานของลูกจ้างชาวสหรัฐอเมริกาที่มีลักษณะงานแบบเดียวกัน นายจ้างใดที่ใช้ลูกจ้างแบบ H-2A ต้องพยายามหาลูกจ้างชาวสหรัฐอเมริกาเพื่อมาทำตำแหน่งนี้ก่อน โดยลูกจ้างแบบ H-2A และลูกจ้างชาวสหรัฐอเมริกาที่สอดคล้องกับการจ้างงานดังกล่าว จะต้องได้รับการจ่ายค่าแรงในอัตราพิเศษซึ่งแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น และต้องมีการจัดเตรียมที่พักอาศัยและการขนส่งจากที่พักอาศัยนั้นไปยังสถานที่ทำงาน ถ้าการจ้างงานของพวกเขาต้องการให้พวกเขาออกจากสถานที่พักในชั่วข้ามคืนและรับประกันการจ้างงานเป็นเวลาอย่างน้อย 3/4 ของระยะเวลาการทำงานที่ระบุไว้ในสัญญา

การเข้าเมือง

ที่มาภาพประกอบ: sboneham (CC BY 2.0)

แผนกค่าแรงและชั่วโมงการทำงานแห่งสหรัฐอเมริกา (WHD) รับผิดชอบในการบริหาร และบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานของพระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ (Immigration and Nationality Act) ที่ขยายการคุ้มครองไปยังคนงานที่ไม่ใช่ผู้อพยพในประเภทที่แตกต่างกัน สิ่งนี้รวมถึงโปรแกรม H-1B ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างจ้างคนงานต่างชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราวตามการจ้างคนงานที่ไม่ใช่ผู้อพยพ ในอาชีพเฉพาะต่างๆ หรือ ในฐานะเป็นนางแบบแฟชั่นที่มีความสามารถและคุณสมบัติอันโดดเด่น

นอกจากนี้ อาชีพเฉพาะยังต้องการการใช้เนื้อหาทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติในความรู้เฉพาะทางเป็นพิเศษ และมีการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในความสามารถเฉพาะทางเป็นพิเศษ เช่น วิทยาศาสตร์ ยาและการดูแลสุขภาพ การศึกษา และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ ฯลฯ นายจ้างจะต้องกรอกใบสมัคร กระทรวงแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกาและการฝึกอบรม (U.S. Department of Labor’s Employment and Training Administration) ยืนยันกับหน่วยงานว่าพวกเขาจะจ่ายค่าจ้างให้กับผู้ที่ไม่ใช่ผู้อพยพในจำนวนที่สูงกว่าจำนวนค่าจ้างปกติที่จ่ายให้กับพนักงานที่ว่าจ้างในงานที่คล้ายกัน หรือค่าจ้างที่กำหนดไว้อยู่แล้วในอาชีพนั้น ๆ; จะให้สภาพการทำงานที่ไม่มีผลกระทบต่อลูกจ้างที่ทำงานคล้ายคลึงกัน; และไม่มีการนัดหยุดงาน หรือไม่ทำงานในในอาชีพนั้น ๆ นายจ้างจะต้องส่งสำเนาของ LCA ให้กับตัวแทนจากหน่วยงานเพื่อการต่อรอง หากไม่มีหน่วยงานเพื่อการต่อรองแสดงไว้ใน LCA ในสถานที่ที่เห็นได้ชัดถึง 2 แห่งในสถานที่ทำงาน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์