พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: สำนึกแห่งการหลอนตัวเองแบบไทยๆ

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เป็น สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่บอกว่า คนไทยในอดีตไม่เคยมีสำนึกในเรื่องการกอบกู้เอกราชมาก่อน กล่าวคือ แม้แต่ สงครามกู้ชาติตอนเสียกรุงฯครั้งแรกสมัยสมเด็จพระนเรศวร คนไทยก็ยังไม่มีสำนึกเรื่องการกู้ชาติหรือการประกาศอิสรภาพ 

สุจิตต์ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีชาวบ้านบางระจันที่เขา (สุจิตต์) บอกว่า การสู้รบของชาวบ้านดังกล่าว เป็นแค่การป้องกันมาตุภูมิหรือสำนึกรักมาตุภูมิเท่านั้น หาใช่สำนึกเชิงการกู้เอกราชแบบเดียวกับที่จอร์จ วอชิงตันประกาศอิสรภาพจากอังกฤษก็หาไม่ คนไทยจึงไม่เคยมีสำนึก (mentality) ขั้นประกาศอิสรภาพแบบตะวันตกหรือสหรัฐอเมริกามาก่อน แต่อย่างใด (https://youtu.be/zHxMN3t8j4c

และสำนึกดังกล่าวก็แตกต่างกันไปตามแต่ยุคแต่ละสมัย แต่ก็น่าแปลกใจว่าสำนึกแบบรวมศูนย์ที่เชื่อว่าไทยเป็นใหญ่ในดินแดนสุวรรณภูมิได้เกิดขึ้นในยุคหลัง ความเชื่อหรือสำนึกที่ว่าเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล เกิดขึ้นในช่วงหลังถึงปัจจุบันทำให้คนไทยส่วนหนึ่งเต็มไปด้วยอีโก้ของความเป็นไทย ดูถูกประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่าตัวเองเหนือกว่าเพื่อนบ้าน อยู่ร่ำไป ทั้งๆ ที่เคยเป็นเผ่าพันธุ์อุษาคเนย์เดียวกันมาก่อน อีกนัยหนึ่งก็คือการเหยียดหยามเพื่อนบ้านนั่นเอง สุจิตต์มองว่านั่นเพราะคนไทยขาดการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง การสอนประวัติศาสตร์ของไทย ไม่ถูกทาง ไม่อยู่ฐานของข้อเท็จจริง เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่อมเกลาหรือหล่อหลอมโดยรัฐไทย ที่เชื่อว่ากรุงเทพคืออำนาจสูงสุด

สุจิตต์ไม่ได้พูดแต่ผมพูดเองว่า สำนึกแบบไทยนิยมดังกล่าวนั้น คือสำนึกแบบ “สลิ่มชน” นั่นเอง ซึ่งก็คือการนำสำนึกของคนไทยสมัยใหม่กลุ่มหนึ่งไปเสียบใส่ลงในประวัติศาสตร์ไทย หรือก็คือการนำสำนึกปัจจุบันไปวัดสำนึกคนในอดีต สมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เป็นความจริงที่ว่าคนไทยในประวัติศาสตร์จะมีสำนึกหรือคิดแบบเดียวกับคนสมัยปัจจุบันที่่ถูกกล่อมเกลาวัฒนธรรมตะวันตกส่วนหนึ่ง ถูกกล่อมเกลาโดยลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยบางยุคบางสมัยส่วนหนึ่ง

การกล่อมเกลาดังกล่าวมีตั้งแต่การโฆษณาชวนเชื่อตลอดถึงหลักสูตรเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ไทยที่เรียนกัน มาหลายปีแล้ว ใครจะไปรู้ว่าการรบกันของไทยกับพม่า ไม่ได้มาจากสำนึกแบบชาตินิยมที่เข้าใจกัน แต่อาจเป็นเพียงแค่สำนึกรักและต้องการปกป้องมาตุภูมิเพื่อเสรีภาพในการดำรงชีพเท่านั้น

สำนึกชาตินิยม หรือไทยนิยมจึงมาทีหลัง พร้อมกับสำนึกแห่งดินแดนอาณาเขตแบบตะวันตกทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่มีสำนึกแบบนี้ สุวรรณภูมิคือคนเผ่าพันธุ์ ปู่ยาตายายเดียวกัน แหละด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คนไทยส่วนหนึ่งถูกฝังความคิดว่า เราคือหนึ่งเดียวในจักรวาล เป็นที่มาของวาทกรรม “แบบไทยๆ” เช่น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นต้น ปฏิเสธหลักการและหลักเกณฑ์สากล มองว่าไทยเป็นแม่แบบในทุกๆ ด้าน ความเป็นสากลไม่มีอยู่จริง หรือไทยคือความเป็นสากล

ในด้านศาสนาได้ปรากฏว่า มีการมองในรูปแบบที่ว่า “พระพุทธศาสนาคือยาครอบจักรวาล” คนเก่งหรือมหาเศรษฐีของโลกจะต้องนับถือพุทธศาสนา เป็นต้น ดังสถาบันสันติศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่งแถววังน้อยของไทยชอบมองซึ่งนั่นก็คือ พุทธครอบจักรวาลนั่นเอง ขาดโยนิโสมนิการต่อความเชื่อนานาจิตตังของผู้คนบนโลกใบนี้เป็นอย่างมาก

สำนึกของคนไทยรูปแบบชาตินิยมแบบนี้นอกจากนำประเทศไปสู่จุดอับในสมาคมโลกหรือในบรรดาประชาชาติด้วยกันแล้ว ยังนำประเทศถอยหลังไปสู่อดีต สู่ระบอบอำนาจนิยม ระบอบเผด็จการ รวมถึงการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่เมืองหลวง และกลุ่ม/คณะบุคคล ที่แอบอิงรับผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังสำนึกรักชาติแบบไทยๆ 

พวกเขาถึงกับยอมบิดเบือนประวัติศาสตร์ไทยผ่านหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการเพื่อตัวเองได้มีพื้นที่ยืนในอำนาจ (ส่วนกลาง) ได้นานๆ 

ยอมทำกันได้ถึงขนาดนี้..!!!
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์