2019: สำรวจภูมิทัศน์การเมืองไทยช่วง ‘รอยต่อ’ 

ปี 2562 นับเป็นปีที่กราฟการเมืองไทยหวือหวาที่สุด สำคัญที่สุดอีกปีหนึ่ง เนื่องจากเป็นรอยต่อของ ‘ยุคมืด’ ภายใต้การปกครองเกือบ 5 ปีของ คสช. กับ ‘ยุคสลัวราง’ หลังการเลือกตั้ง (ที่เลื่อนถึง 6 ครั้ง) ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบมาอย่างสลับซับซ้อนและล็อคการเมืองในระบบรัฐสภาไว้หลายชั้น ท่ามกลางการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ที่เข้ามาท้าทายระบบเดิมอย่างหนัก

ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาภายใต้รัชกาลใหม่ที่หลายเหตุการณ์จะส่งผลกระทบเปลี่ยนวิถีปฏิบัติในระบอบประชาธิปไตยหรือสร้างโจทย์การเมืองใหม่ๆ ที่น้อยคนจะพูดถึง ประชาไทพยายามรวบรวมการทำงานตลอดทั้งปีซึ่งได้บันทึก วิเคราะห์ วิพากษ์เรื่องสำคัญๆ ทางการเมืองไว้บ้าง เพื่อเป็นหมุดหมายในการศึกษาหรือทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมือง (political landscape) ใหม่ของประเทศ

พูดอย่างกระชับที่สุด ธีมสำคัญของปี 2562 คือ อำนาจของสถาบันกษัตริย์และทหารในการเมืองไทยดำรงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมถึงการจัดการกับ ‘ภัยคุกคามกลุ่มใหม่’ ด้วยเครื่องมือเก่าอย่างองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญดำเนินไปเช่นไร

รัฐบาล คสช.2

หลังการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment System: MMA) ที่ปรับเปลี่ยนเขตเลือกตั้ง-บัตรเลือกตั้ง-การคำนวณคะแนนระหว่างส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประกอบกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ส่งผลให้ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยพังไม่เป็นท่า พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง (แต่ได้ที่นั่ง ส.ส.มากเป็นอันดับสอง) กลายเป็นแกนนำจัดตั้ง ‘รัฐบาลประยุทธ์2’ ขณะเดียวกันคะแนนจำนวนมากหล่นไปที่พรรคอนาคตใหม่ จนกลายเป็นพรรคที่โตเร็วเกินคาดหมาย กลายเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของรัฐบาลปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

การหาชื่อเรียกขานให้กับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์หลังเลือกตั้งเป็นสิ่งที่น่าขบคิด นานาประเทศคลายความกังวลเมื่อเกิด “การเลือกตั้ง” ขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยเผด็จการทหาร แต่ในรายละเอียดของการออกแบบกฎกติกา การยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหาในรัฐธรรมนูญ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กระทั่งการนับคะแนนการเลือกตั้ง ล้วนมีปัญหาอย่างยิ่ง จนไม่อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย

ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกมันว่า “ระบอบประยุทธ์” โดยคำนี้ไม่ได้หมายความเฉพาะเจาะจงเพียง พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว แต่หมายรวมถึงองคาพยพอื่นที่ร่วมมือกันด้วย การอยู่ในอำนาจยาว 5 ปีนานพอจะเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทยไปอย่างสิ้นเชิง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า คนเหล่านี้เพียงเปลี่ยนเสื้อคลุมใหม่และสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง โดยเราอาจแบ่ง “กระบวนการ” ดังกล่าวได้เป็น 6 ขั้นตอน

กระดุมเม็ดแรก – สร้างภาวะตีบตันทางการเมือง

เริ่มตั้งแต่การชุมนุมของ กปปส. การทำงานขององค์กรอิสระที่สอดรับกัน เช่น การทำให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ การบอยคอตเลือกตั้งของพรรคการเมืองแนวร่วม กปปส.

กระดุมเม็ดที่สอง – ทุกฝ่ายอ่อนแอ มีแต่กองทัพที่จัดการได้

Bhumibol Consensus ตามคำนิยามของศ.เกษียร เตชะพีระ กำลังเปลี่ยนรูปไป ไม่มีระเบียบการเมืองเดิมอยู่ และไม่มีศูนย์กลางที่สังคมจะยึดอย่างเก่า กองทัพจึงได้สถาปนาตัวเองเป็นชนชั้นนำทางการเมืองที่มีอำนาจต่อรองสูงและเข้ามาจัดการ

กระดุมเม็ดที่สาม - การกดปราบ ทำให้ปลอดการเมือง

หลังการขึ้นครองอำนาจของ คสช. มีการปราบปรามการต่อต้านอย่างหนัก  5 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินคดีทางการเมืองและการแสดงออกที่ต่อต้านคสช.หลายร้อยคดี

กระดุมเม็ดที่สี่ - สร้างแนวร่วม  

ดึงส่วนต่างๆ ให้สนับสนุนตนเองด้วยการซื้อด้วยตำแหน่ง ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วุฒิสภา (ส.ว.) การแช่แข็งท้องถิ่นไม่ให้มีการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็ออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการสายอื่นด้วยม.44

กระดุมเม็ดที่ห้า – เปลี่ยนโครงสร้างรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง

-มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการที่คสช.แต่งตั้ง 
-ช่วง 5 ปีแรก ตำแหน่งนายกฯ มาจากการโหวตร่วมกันระหว่าง ส.ส.-ส.ว. โดย ส.ว. ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งของ คสช. 244 คน เป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง (ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ตำรวจ-ปลัดกลาโหม) 6 คน มีวาระคร่อมรัฐบาล 2 ชุดเป็นอย่างต่ำ
-ออกแบบระบบเลือกตั้ง MMA ไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ (ปัจจุบันมีไทยที่เดียวในโลกที่ใช้ระบบนี้) ระบบนี้สร้างความสับสนและทำให้คะแนนไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน บัตรใบเดียวแต่คะแนนกลับถูกนับสองครั้งทั้งในระบบเขตและระบบปาร์ตี้ลิสต์ ยิ่งพรรคใดได้ที่นั่งในระบบเขตมากเท่าไรกลับยิ่งได้ผู้แทนในระบบปาร์ตี้ลิสต์น้อยลงเท่านั้น

กระดุมเม็ดที่หก – สงครามจิตวิทยาหลังเลือกตั้ง

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับสงครามลูกผสม (Hybrid war) ที่ฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ “ข่าวปลอม” หลอกล่อให้คนรุ่นใหม่หันหลังให้ทหารและสถาบันหลัก

ส.ว.แต่งตั้ง ไม่มีไม่ได้

โจทย์สำคัญที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือ ‘ส.ว.แต่งตั้ง’ ดูเหมือนมันจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับรัฐบาลทหารที่ทำรัฐประหารมายาวนาน หากย้อนดูประวัติศาสตร์จะพบว่าวุฒิสภาที่มาจากแต่งตั้งทั้งหมดเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2490 2492 2511 2517 2534 และ 2560

สำหรับ ส.ว.ชุดปัจจุบัน นอกจากสามารถร่วมโหวตนายกฯ จนทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ รอบที่สองแล้ว ยังสามารถเสนอหรือร่วมโหวตกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “การปฏิรูป16 ด้าน” ร่วมกับ ส.ส.ได้ด้วย จำนวน 16 ด้านดังกล่าวสามารถตีความได้ครอบคลุมแทบทุกประเด็น ดังเช่นที่ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็เคยเสนอช่องให้ ส.ว.เข้ามาร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยอ้างว่ากฎหมายทุกฉบับที่เกิดขึ้นในระยะ 5 ปีหลังจากนี้ไม่มีกฎหมายฉบับไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ทั้งยังรวมไปถึงอำนาจในการให้ความเห็นชอบตำแหน่งขององค์กรอิสระชุดใหม่อีกด้วย

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องมี ส.ว.แล้ว เพราะเหตุผลของการมีอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มในฐานะพี่เลี้ยงและเป็นกระบวนการกลั่นกรองช่วย ส.ส.นั้นเป็นวาทกรรมให้ข้าราชการเข้ามาควบคุมการเมืองของประชาชนในระบบเลือกตั้ง

“ความมั่นคงที่มาจากการแต่งตั้งกับความมั่งคั่งที่มาจากการเลือกตั้ง คือการปะทะกันในช่วงเกือบ 8 ทศวรรษที่ผ่านมา การกำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นอุดมการณ์ต่อเนื่องของคณะราษฎรจาก 2475 และ 2489 ที่ให้มีเลือกตั้งทุกระดับและต้องการให้มีกระบวนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” ธำรงศักดิ์กล่าว

ในงานวิจัยของสถาบันประชาธิปไตยเพื่อกิจการระหว่างประเทศแห่งชาติ (NDI) สหรัฐอเมริกา มีการยกตัวอย่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบจาก 2 สภาเป็นสภาเดียว เช่น นิวซีแลนด์ เปรู โมรอคโก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้น่าจะช่วยเปิดจินตนาการถึงทางเลือกอื่นๆ และสร้างข้อถกเถียงสำคัญสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะในห้วงปัจจุบันที่เริ่มมีการพูดถึง ‘สภาเดี่ยว’ ในกระแสการแก้รัฐธรรมนูญ เช่น ข้อเสนอของพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม

ศาลรัฐธรรมนูญ ผลงานโดดเด่นทุกยุค

นอกเหนือจาก ส.ว.กลไกสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีบทบาทอย่างสูงในการกำหนดภูมิทัศน์การเมืองไทยคือ ศาลรัฐธรรมนูญ หากนับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองนับสิบครั้ง โดยมีหลายครั้งที่เป็นการทำลายพรรคการเมือง

ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหน่วยงานศาลแห่งเดียวที่ได้รับงบเพิ่ม 25.8% ขณะที่หน่วยงานศาลอื่นได้รับงบลดลงในภาพรวม 10.5%

ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 พร้อมกับองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วยเป้าหมายในการถ่วงดุลตรวจสอบฝ่ายบริหารที่ออกแบบมาให้เข้มแข็ง แต่ดูเหมือนวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญเดินทางมาไกลจากจุดมุ่งหมายนั้นและถอยห่างจากความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว เช่นเดียวกับ กกต.

ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มีการแต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน มาจากการเสนอชื่อจาก ส.ว. ซึ่งในขณะนั้น ส.ว. 73 คนมาจากการแต่งตั้ง อีก 77 คนมาจากการเลือกตั้ง ตุลาการมีวาระการทำงาน 9 ปี ในระหว่างปี 2556-2558 มีตุลาการลงจากตำแหน่ง 4 คน โดย 3 คนเกษียณอายุและอีก 1 คนลาออก ส่วนตุลาการอีก 5 คนครบวาระในปี 2560 แต่ สนช. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.ได้ต่ออายุให้กับตุลาการทั้ง 5 คนอยู่ต่อไปอีกจนกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งจะดำเนินการแต่งตั้งตุลาการชุดใหม่ นอกจากนี้ตุลาการอีก 4 คนที่ได้รับการแต่งตั้งในช่วงปี 2556-2558 ยังได้รับการผ่อนผันให้อยู่จนกว่าจะครบวาระ 9 ปีตามรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย (แทนที่จะเป็น 7 ปีตามรัฐธรรมนูญ 2560)

สนช.ยังได้พิจารณากฎหมายคุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการเพิ่มบทบัญญัติ "การห้ามละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ" ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน โดยมีการดำเนินคดีแล้วกับนักวิชาการ 2 คน คือ สฤณี อาชวนันทกุล กรณีเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เรื่อง อันตรายภาวะนิติศาสตร์ล้นเกิน (อีกที) กรณีหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. (14 พ.ค.2562) และโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ จากกรณีโพสต์ข้อความในทวิเตอร์ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง 32 ส.ส.ปมหุ้นสื่อ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ น่าจะเกินคำว่า ‘ด้าน’ เสียแล้ว” ท้ายที่สุด ทั้งสองยอมขอโทษศาลอย่างเป็นทางการเพื่อให้คดีสิ้นสุด

อีกคดีหนึ่งถูกจับตาอย่างมากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรคหรือไม่ คือ ข้อกล่าวหาต่อพรรคอนาคตใหม่ทั้งเรื่องที่หัวหน้าพรรคให้พรรคกู้เงิน 191.2 ล้าน และเรื่องผู้บริหารพรรคใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

กรณีแรกเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ในทางข้อกฎหมาย แต่กรณีหลังสะท้อนสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือระบบความคิดความเชื่อในสังคมไทยที่ฝังอยู่ในทุกองคาพยพและอาจไม่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่

พรรคอนาคตใหม่ ศัตรูใหม่ของชนชั้นนำ

‘การล้มล้างระบอบการปกครอง’ ที่ถูกนำมาเป็นฐานของการฟ้องยุบพรรคมาจากสิ่งใดบ้าง หากดูจากคำฟ้องจะพบว่ามีหลายประการ เช่น ข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ที่ใช้คำว่า “หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” แทน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”, ธนาธรทำนิตยสาร “ฟ้าเดียวกัน” ซึ่งมีแนวคิดซ้าย, ปิยบุตรเป็นสมาชิกนิติราษฎร์ที่เคยเสนอแก้ไขมาตรา 112, แนวนโยบายพรรคที่ประกาศว่าจะลงนามสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) มีเนื้อหาที่ประมุขของรัฐไม่ได้รับการยกเว้นจากความรับผิดทางอาญา เป็นต้น

ปัญหาว่าด้วยบทบาทสถาบันกษัตริย์ในการเมืองมีมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 และแต่ละยุคสมัยไม่เคยหยุดนิ่ง กระนั้นก็เป็นการยากที่จะอภิปรายเรื่องนี้อย่างจริงจังภายใต้บรรยากาศทั้งทางสังคมและทางกฎหมายที่ไม่เปิดโอกาสให้กับการถกเถียงด้วยเหตุผลข้อมูล ในการณ์นี้คงทำได้เพียงการพยายามสืบสาวบางแง่มุมของประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายทำความเข้าใจปมความขัดแย้งในปัจจุบัน และทำให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นและแย่งชิงความหมายกันอยู่เสมอ เช่น

ระบอบประชาธิปไตย+อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นชื่อระบอบที่คนไทยจำนวนมากไม่รู้ที่มา ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทำให้รู้ว่าถ้อยคำนี้คือประดิษฐกรรมที่สร้างขึ้นในรัฐธรรมนูญปี 2492 หลังการทำรัฐประหารปี 2490 ของจอมพล ป.ร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นจุดที่นักประวัติศาสตร์หลายคนถือว่าเป็นการสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฎรอย่างถาวร ชื่อระบอบนี้ปรากฏในมาตรา 2 และยังมีการใส่ข้อความว่า “ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และ “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” อยู่ในมาตรา 5 และ 6 ตามลำดับ รวมถึงการรื้อฟื้นราชพิธีหลวงต่างๆ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ 2492 ยังนำมาซึ่งการมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งและสร้างองคมนตรีขึ้นมาด้วย

ข้อกล่าวหาว่าด้วยการล้มล้างระบอบ สอดรับกับกระแส ‘ล้มเจ้า’ ที่ถูกโยนใส่พรรคอนาคตใหม่เป็นระยะนับตั้งแต่ก่อตั้ง ข้อหานี้เป็นข้อหาเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัฐไทยต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ และถูกนำกลับมาใช้อย่างเข้มข้นในช่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร จนเกิดแรงกระเพื่อมเป็นคดีความจำนวนมากและการตีความกฎหมายมาตรา 112 ที่กว้างขวางพร้อมบทลงโทษที่ต่างชาติชี้ว่าหนักที่สุดในโลก

ข้อหานี้ถูกตอกย้ำอีกทีในช่วงของการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย ‘ผังล้มเจ้า’ ที่ฝ่ายทหารนำเสนอต่อสังคมโยงใยผู้คนในทุกวิชาชีพเข้าด้วยกัน ยังเป็นที่น่าจับตาว่า เมื่อมันถูกนำมาใช้อีกครั้งกับพรรคอนาคตใหม่ซึ่งมีฐานเสียงสนับสนุนที่เป็นคนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ผลจะออกมาเป็นเช่นไร ในอีกด้านหนึ่งก็มีความพยายามจุดกระแส ‘ชังชาติ’ มีแกนนำหลักคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ ‘หมอวรงค์’ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถึงขั้นผุดไอเดียออกกฎหมายต่อต้านลัทธิชังชาติซึ่งเขาชี้เป้าไปที่การเคลื่อนไหวของพรรคอนาคตใหม่

บทบาทใหม่ของรัชกาลใหม่

ปีนี้ยังนับเป็นรัชสมัยใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 10 อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่มีพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อกลางปี รัชสมัยนี้ต่างกับรัชสมัยก่อนหลายอย่าง และหลายเรื่องก็ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยไปอย่างสำคัญ แต่ก่อนจะพิจารณาบทบาทดังกล่าว ต้องกล่าวไว้ด้วยว่าในรัชสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้มาตรา 112 อย่างสำคัญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาแทบไม่มีคดี 112 ใหม่ๆ ขึ้นสู่ศาล และมีการยกฟ้องหลายคดีที่ดำเนินอยู่ในชั้นศาลโดยเฉพาะศาลพลเรือน แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า เจ้าพนักงานดูจะพยายามใช้ข้อกล่าวหาอื่นทดแทน เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังพบว่ามีกระบวนการอื่นๆ นอกกฎหมายมากขึ้นสำหรับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน เช่น การคุมตัว-ขู่บังคับให้ข้อมูล-ทำ MOU

บทบาทที่สำคัญๆ ของสถาบันในทางการเมือง มีดังนี้ 

1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันผ่านการประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พล.อ.ประยุทธ์ แจ้งว่าสำนักพระราชวังติดต่อมาโดยในหลวงทรงให้ ‘คำแนะนำพระราชทาน’ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามตินี้เล็กน้อย 

“ก็ขอเถอะเพราะเป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน รัฐธรรมนูญชั่วคราวจำเป็นต้องแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติไปแล้ว ฉะนั้นเมื่อจะแก้ในส่วนนี้ต้องหาวิธีการแก้ให้ได้ โดยไม่ต้องไปทำประชามติ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับประชาชน เป็นไปเพื่อการถวายพระราชอำนาจพระองค์ท่านเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เมื่อ11 ม.ค.2560

ขณะนั้นรัฐบาลไม่ชี้แจงว่าจะมีการแก้มาตราใดบ้าง แต่ปรากฏเล็ดลอดออกมาตามสื่อว่าจะมีการแก้ไขใน 3 มาตรา คือ 5,17,187 จากนั้นจึงพบว่ามีการแก้ไขจริงทั้งหมด 7 มาตรา คือ 5,12,15,16,17,19 และ182

กรณีเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดรัชกาลที่ 9 ซึ่งเคยมีเพียงการใช้สิทธิวีโต้พระราชทานกฎหมายคืนกลับมาในบางครั้งเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในทางกฎหมายและแนวปฏิบัติในระบอบประชาธิปไตย แต่แทบไม่ปรากฏข้อคิดเห็นใดจากนักวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ สื่อมวลชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาหลักที่มีการแก้ไขมีทั้งเรื่องอำนาจในการผ่าทางตันทางการเมือง, คุณสมบัติองคมนตรี, การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, การมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  (อ่านที่นี่)

ในกรณีมาตรา 5 ดูจะเกี่ยวพันกับประชาชนมากที่สุด มาตราดังกล่าวว่าด้วยการ ‘ผ่าทางตัน’ ทางการเมืองที่เมื่อเกิดกรณี(การสร้างสถานการณ์)ที่ไม่รู้จะไปทางไหน รัฐธรรมนูญกำหนดไว้กว้างๆ ว่าให้เป็นไปตาม “ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ข้อความแบบนี้เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 ในมาตรา 7 ซึ่งสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำตีความว่าประเพณีดังกล่าวคือ ‘นายกรัฐมนตรีพระราชทาน’ จากในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อมาในร่างรัฐธรรมนูญของ คสช.ได้ทำให้ความคลุมเครือนี้ชัดเจนขึ้นโดยให้อำนาจวินิจฉัยไปอยู่ในมือของประธานศาลรัฐธรรมนูญ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร-ผู้นำฝ่ายค้าน-ประธานวุฒิสภา-นายกรัฐมนตรี-ประธานศาลฎีกา-ประธานศาลปกครองสูงสุด-ประธานศาลรัฐธรรมนูญ-ประธานองค์กรอิสระ อย่างไรก็ดี คำแนะนำพระราชทานที่ได้รับและมีการแก้ไขในรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อย คือ ให้กลับไปคงข้อความแบบเดิมไว้

มาตรา ๕ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

เมื่อไม่มีบทบัญญัตแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.การออกพระราชโองการ กรณีพรรคไทยรักษาชาติ

8 กุมภาพันธ์ 2562 การปรากฏตัวของแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยรักษาชาติ - ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ นับเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาอย่างยิ่ง เพราะบุคคลในราชวงศ์ชั้นสูงไม่เคยลงสู่สนามการเมืองเช่นนี้ พรรคไทยรักษาชาติระบุเหตุผลว่าทูลกระหม่อมฯ มีคุณสมบัติครบ เพราะ 1. ได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์สมเด็จเจ้าฟ้าตั้งแต่ปี 2515 ทำให้สถานะทางกฎหมายเป็นสามัญชน 2.ทูลกระหม่อมฯ ได้มีหนังสือตอบรับตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าแคนดิเดตนายกฯ ต้องมีหนังสือยินยอม 3.กรณีแคนดิเดตนายกฯ เป็นผู้ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งก็ได้ กรณีนี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. ยืนยันในวันที่ 7 ก.พ.2562 ว่าการไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นข้อห้ามของรัฐธรรมนูญในอดีต แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ยกเลิกแล้ว มีข้อห้ามเพียงต้องไม่เคยเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น

ตลอดทั้งวันเกิดกระแสทั้งวิพากษ์วิจารณ์และชื่นชมการตัดสินใจของพระธิดาองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 9 และคืนเดียวกันนั้นเองที่มีพระราชโองการของในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงผ่านทีวีพูลโดยพร้อมเพรียง มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จากนั้น กกต.จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยอ้างอิงถึงพระราชโองการฉบับนี้ด้วย

7 มีนาคม 2562 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรค และมีมติ 6 ต่อ 3 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหาร 10 ปี เนื่องจากการกระทำในการเสนอชื่อครั้งนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

“(การเสนอชื่อดังกล่าว) ย่อมมีผลให้หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครอง ถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย....ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะไม่อยู่ในฐานะเป็นศูนย์กลางของประชาชนชาวไทยอีกต่อไป นั่นย่อมทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย กลับต้องเสื่อมโทรม หยุดลง หรือถึงกับสูญสิ้นไป"

“ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) พรป.พรรคการเมือง บัญญัติชัดเจนในเรื่อง "เจตนา" เพียงแค่อาจเป็นปฏิปักษ์ก็ต้องห้ามแล้ว หาต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผล หรือรอให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงขึ้นเสียก่อนไม่ จึงจำเป็นต้องป้องกันการเสียหายแก่สถาบันหลักของประเทศ เป็นนโยบายตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้กองไฟเล็ก โหมไหม้ จนเป็นมหันตภัยที่มิอาจต้านทานได้"

การยุบพรรคไทยรักษาชาติ มีคำถามหลายประการ เรื่องหนึ่งคือ สถานะของพระราชโองการ สาวตรี สุขศรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า บทบัญญัติที่จะเป็นกฎหมายได้ต้องยึดถือตามระบบกฎหมายของประเทศ มีฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ออกพระราชบัญญัติ หรือฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนด หรือฝ่ายปกครองออกกฎหมายลำดับรองต่างๆ ดังนั้น พระราชโองการที่ออกมาจึงมิใช่กฎหมาย เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติใดๆ เป็นแต่เพียงพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์

ขณะที่ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ เห็นว่า เรื่องความเป็นกลางหรือการอยู่เหนือการเมืองนั้นมีความเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ โดยมีเหตุผลเฉพาะตามบริบทของมัน การดำเนินการของพรรคไทยรักษาชาติจึงอยู่ในสภาวะ “ควร” หรือ “ไม่ควร” เท่านั้น แต่องค์กรของรัฐกลับนำพระราชโองการมาเป็นฐานทางกฎหมายในการกำหนดว่า “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้”

“ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าด้วย “หลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์” ไม่ได้เป็นสิ่งที่แน่นอนตายตัวและดำรงอยู่สืบเนื่องตลอดมาไม่เปลี่ยนแปลงนับแต่ปี 2475 แต่เป็นหลักการที่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญครั้งใหญ่ในปี 2489 และกลายเป็นหลักการซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายบังคับหรือกำหนดสภาพบังคับไว้อีกแต่อย่างใด โดยดำรงอยู่ในฐานะหลักการตามวิถีทางทางการเมืองบนความรับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น” ปูนเทพระบุพร้อมสรุปบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญว่า “ทุกๆ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในนามของผู้พิทักษ์ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งรวมถึงคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคไทยรักษาชาตินี้ จึงไม่ได้เป็นการชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมายแต่เป็นคำวินิจฉัยทางการเมือง”

3.อำนาจแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

7 กุมภาพันธ์ 2560 ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หลังจากตำแหน่งสำคัญนี้ว่างลงมากว่า 3 ปี และ สนช.มีการแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการแต่งตั้งพระสังฆราชให้ไม่ต้องผ่านมติของมหาเถรสมาคม แต่เป็นอำนาจของกษัตริย์โดยตรง และไม่จำเป็นต้องเป็นพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดอย่างที่เคยเป็นมา

ก่อนหน้านี้เหตุการณ์การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเรียกได้ว่า ‘อลหม่าน’ มาก

5 มกราคม 2559 - มหาเถรสมาคม (มส.) นัดประชุมวาระลับพิเศษและมีมติให้สมเด็จช่วงซึ่งมีสมณศักดิ์อาวุโสสูงสุดเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ต่อมาอีกไม่ถึงสัปดาห์ พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อประชาชน 300,000 ชื่อต่อ พล.อ.ประยุทธ์ คัดค้านการแต่งตั้งดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เดือนกุมภาพันธ์ 2559 พระสงฆ์ชุมนุมที่พุทธมณฑล สนับสนุนมติ มส.ที่เสนอสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราช อีก 3 วันถัดมาดีเอสไอสรุปว่า รถเบนซ์โบราณที่สมเด็จช่วงครอบครองอยู่มีการใช้เอกสารปลอมหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เดือนมีนาคม ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่า มส.ทำผิดขั้นตอนเกี่ยวกับการเสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 เนื่องจากต้องไปเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีก่อน แต่ต่อมาเดือนกรกฎาคมคณะกรรมการกฤษฎีกามีมติว่า ขั้นตอนการแต่งตั้งสมเด็จช่วงถูกต้องแล้ว

จนสุดท้าย 29 ธันวาคม 2559 สนช.จึงมีมติแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ให้อำนาจแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชให้ไปอยู่พระมหากษัตริย์ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมเหมือนก่อน และไม่จำเป็นต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุด  

4.การตั้งส่วนราชการในพระองค์

‘วาด รวี’ นักเขียนผู้สนใจการเมืองเคยศึกษาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ คือ ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่สนช.โหวตไม่ผ่าน, ฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ผ่านประชามติ, ฉบับปัจจุบันซึ่งมีพระราชวินิจฉัยแก้บางส่วนหลังผ่านประชามติ เขานำเสนอว่าบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ ‘ส่วนราชการในพระองค์’ ไม่มีระบุไว้ในฉบับบวรศักดิ์ แต่มีระบุไว้ในมาตรา 15 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยซึ่งนำไปให้ประชาชนโหวต โดยที่ในระหว่างการทำประชามติไม่มีใครทราบนัยของมาตรานี้ และไม่มีการอภิปรายประเด็นนี้แต่อย่างใด

มาตรา ๑๕ การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์พ้นจากตําแหน่ง ให้เป็นไปตาม พระราชอัธยาศัย
การจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา

เดือนเมษายน 2560 หรือราว 6 เดือนหลังรัชกาลที่ 10 ทรงขึ้นครองราชย์ ได้มีการออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 โอนหน่วยงานราชการ 5 แห่งมาเป็นส่วนราชการในพระองค์ โดยการจัดระเบียบส่วนงานต่างๆ กำหนดไว้ให้เป็นไป “ตามพระราชอัธยาศัย” ได้แก่

1.สำนักราชเลขาธิการ-เดิมเป็นส่วนราชการอิสระ มีฐานะเทียบเท่ากรม ราชเลขาธิการอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
2.สำนักพระราชวัง-เดิมเป็นหน่วยราชการในพระองค์ มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง โดยขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
3.กรมราชองครักษ์-เดิมสังกัดกระทรวงกลาโหม
4.หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์-เดิมสังกัดกระทรวงกลาโหม
5.สำนักงานนายตำรวจราชสำนัก-เดิมสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับเหตุผลในการสร้างหน่วยงานลักษณะนี้ขึ้นมา เราอาจทำความเข้าใจได้ผ่านหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติที่ระบุว่า

โดยที่กรมราชองครักษ์และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม เป็นส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับราชการในพระองค์และพระราชกรณียกิจขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งต้องถวายงานตามโบราณราชประเพณีและพระราชอัธยาศัย การปฏิบัติราชการจึงแตกต่างจากส่วนราชการของฝ่ายบริหารทั่วไป กรณีจึงสมควรกำหนดฐานะของส่วนราชการดังกล่าวขึ้นใหม่ ให้เป็นส่วนราชการในพระองค์โดยปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีการจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลเป็นการเฉพาะให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เพื่อให้การบริหารราชการในพระองค์เหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจของราชการในพระองค์ และสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ตามพ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้ส่วนราชการในพระองค์ “ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายอื่นใด” ซึ่งนั่นส่งผลให้หน่วยงานเหล่านี้ไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรตรวจสอบต่างๆ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามปรกติ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือหากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของหน่วยงานต้องการฟ้องร้องก็จะไม่สามารถกระทำผ่านศาลปกครองได้เหมือนกรณีกระทรวงทบวงกรมทั่วไป

อย่างไรก็ดี ในพระราชกฤษฎีกาได้กำหนดรายละเอียดว่า ส่วนราชการในพระองค์ได้แบ่งส่วนงานเป็น 3 ส่วนหลักและมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” คือ (1) สํานักงานองคมนตรี (2) สํานักพระราชวัง (3) หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ 

ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ส่วนราชการในพระองค์ตั้งงบประมาณไว้ที่ 7,685.3 ล้านบาท จากเดิมที่เคยได้ 6,800 ล้านบาทในปี 2562 เพิ่มขึ้น 885.3 ล้านบาทหรือ 13%

มาตรา ๑๔ การโอนข้าราชการในพระองค์ไปเป็นข้าราชการฝ่ายอื่นที่ไมใช่ข้าราชการในพระองค์หรือการโอนข้าราชการฝ่ายอื่นเช่นว่านั้นมาเป็นข้าราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายเพื่อให้มีการโอนตามพระราชอัธยาศัยต่อไป

มาตรานี้ในพระราชกฤษฎีกามีนัยสำคัญว่าพระมหากษัตริย์สามารถโอนย้ายกำลังพลระหว่างส่วนราชการในพระองค์และส่วนราชการอื่นได้ตามพระราชอัธยาศัย รูปธรรมสะท้อนผ่านการโอนย้ายกำลังพลที่เกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562  โดยกำหนดให้โอนกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่คณะรัฐมนตรีจะออกเป็นพระราชกำหนด แต่สุดท้าย พ.ร.ก.นี้ก็ผ่านสภาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนตุลาคม 2562

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ แบ่งโครงสร้างหน่วยงานเป็น 1.สำนักงานผู้บังคับบัญชา  2.สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์ 3.สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ 4.กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์  5.กองบัญชาการตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์

จะเห็นได้ว่าไม่เพียงทหารเท่านั้นที่ต้องโอนย้ายไปสังกัดหน่วยราชการในพระองค์ ตำรวจก็เช่นกัน

ในวงการตำรวจ ปี 2562 ถือว่าเป็นปีที่ระส่ำระสายหนัก วันที่ 16 สิงหาคม 2562 คอลัมน์อาณาจักรโล่เงินใน นสพ.แนวหน้า ‘เกลือสมุทร’ คอลัมนิสต์ที่มักเขียนถึงเรื่องราวในวงการตำรวจได้เผยแพร่บทความที่มีอายุสั้นมากเพราะถูกถอดออกหลังเผยแพร่ได้ไม่กี่วัน บทความดังกล่าววิจารณ์ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างรุนแรงกรณีที่ปล่อยให้นายตำรวจผู้ใหญ่บางคนสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองด้วยการ “มัดมือชก” ตำรวจจำนวนมากให้ไปเป็น “ตำรวจราบ” ซึ่ง ไม่สังกัด สตช. อีกต่อไป แม้ไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง แต่หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นองค์กรเดียวที่มีตำรวจอยู่ใต้สังกัดและขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า มีหนังสือคำสั่งให้คัดเลือกนายตำรวจชั้นสัญบัตรและชั้นประทวน “ชั้นดีเลิศ” เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมและโอนย้ายไปสังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ โดยมียอดรวม 873 นายตั้งแต่ระดับ พ.ต.อ. จนถึง ส.ต.ต. คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการฝึกปรับพื้นฐานเป็นเวลา 6 เดือน (1 ต.ค.2562-31 มี.ค.2563) เกณฑ์การคัดเลือกดูจากมีบุคลิกภาพเหมาะสม (ขาไม่โก่ง ไม่ผอมกะหร่อง ไหล่ไม่เอียง ไม่สวมแว่นตา น้ำหนักเหมาะสม สูง 170-180 ซม.) มีความจงรักภักดี มีทัศนคติที่ดี มีร่างกายแข็งแรง มีความพร้อมทุกด้านและลงนามในบันทึกสมัครใจปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์นี้เกิดความขัดแย้งไม่น้อยเนื่องจากไม่มีความชัดเจนในโครงสร้างใหม่ การคัดเลือกมีการกำหนดกลุ่มเพียงคร่าวๆ ว่า เป็นข้าราชบริพารสังกัดใดก็ได้ กับ ข้าราชบริพารสังกัดตำรวจ ทำให้ตำรวจที่ถูกคัดเลือกจำนวนหนึ่งชิงลาออกจากราชการและอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สมัครใจโอนย้ายก็ไม่ยอมมารายงานตัว กลุ่มหลังนี้ถูก “ธำรงวินัย” ด้วยฝึกยาว 9 เดือน โดยช่วงเวลาหนึ่งต้องไปฝึกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้วย เบื้องต้นทราบว่ากลุ่มนี้มีกว่าร้อยนาย

26 ก.ย.2562 นิตยสาร COP’S ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับตำรวจ เผยแพร่บทความระบุว่า ตำรวจชั้นประทวนจำนวนมากรู้สึกอึดอัด “พวกผมผิดอะไร หากพวกผมไม่ไปฝึก ทำไมต้องให้พวกผมลาออก” “ผมเหมือนโดนหลอก เหมือนพ่อแท้ๆ ของตัวเอง หลอกขายลูกตัวเองให้หน่วยงานอื่น” 

30 ก.ย.2562 หรือก่อนเริ่มต้นการฝึกปรับพื้นฐานตำรวจราบ 1 วัน พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 552/2562 เรื่อง อนุญาตให้ข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการ ตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 20 (งบประมาณ พ.ศ.2563) รวมทั้งสิ้น 933 นาย ตั้งแต่ระดับดาบตำรวจ ไปจนถึงพันตำรวจเอก และมีระดับพลตำรวจตรี 2 นาย นี่น่าจะเป็นการลาออกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการตำรวจหรือไม่และจะส่งกระทบอย่างไรต่อประชาชน ยังคงเป็นคำถาม

5.โครงการจิตอาสาพระราชทาน  

จิตอาสาพระราชทาน 904 คือ โครงการในพระราชดำริของรัชกาลที่ 10 ริเริ่มเมื่อปี 2560 เว็บไซต์สำนักพระราชวังระบุว่า พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ของรัชกาลที่ 9  องค์กรนี้มีโครงสร้างแยกเฉพาะ สังกัดสำนักพระราชวัง พระองค์ทรงดูแลหลักสูตรเอง ส่วนกองทัพเป็นผู้ดำเนินงานหลัก แบ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น กลาง ยาว โดยหลักสูตรเน้นเรื่องความสำคัญของสถาบันกษัตริย์และองค์ความรู้ต่างๆ ในรัชกาลที่ 9 ที่มอบแก่สังคม นอกจากนี้ยังมีการเดินสายอบรมเรื่องพระมหากษัตริย์ไทยกับข้าราชการ นักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก ส่วนคนทั่วไปก็สามารถสมัครได้โดยจะมีเครื่องแบบเป็นหมวกฟ้า ผ้าพันคอเหลือง (ปัจจุบันมีข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าผ้าพันคอเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว) กองทัพระบุว่าขณะนี้มีจิตอาสาทั่วประเทศกว่า 4 ล้านคน หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวของจิตอาสารวมตัวทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะในพระราชพิธีต่างๆ มีผู้ตั้งคำถามว่า เป้าหมายของโครงการนี้คล้ายกับการสร้าง ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ในยุคก่อนหรือไม่ จากการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นพบว่าโครงการนี้มีความแตกต่างอยู่พอสมควร (อ่านที่นี่)

6.ความเปลี่ยนแปลงใน พ.ร.บ.ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า พระมหากษัตริย์ของไทยร่ำรวยที่สุดในโลกอ้างตามรายงานของ Business Insider ปี 2561 ด้วยการประมาณการณ์ว่าพระองค์มีทรัพย์สินอย่างต่ำ 30,000 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2558 ที่นิตยสารฟอร์บส์ก็ระบุว่าพระมหากษัตริย์ของไทยร่ำรวยที่สุดในโลก

ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เริ่มมีการแบ่งให้เป็นระบบในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยแบ่งเป็น “พระคลังข้างที่” ซึ่งหมายถึงทรัพย์สินส่วนพระองค์ และ “พระคลังมหาสมบัติ” คืองบประมาณประเทศซึ่งมีแหล่งรายได้จากระบบภาษีที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างยิ่งของสยาม ข้อมูลในงานวิจัยของพอพันธ์ อุยยานนท์ ‘สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ’ (2549) ชี้ให้เห็นว่า ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระคลังข้างที่ซึ่งมีสถานะคล้ายกรมมีรายได้จากพระคลังมหาสมบัติซึ่งมีสถานะคล้ายกระทรวงด้วย โดยเคยได้งบมากถึง 20% ของงบทั้งหมด การสะสมทุนของพระคลังข้างที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในยุคเปิดการค้าขายกับต่างชาติ แต่แล้วก็เริ่มลดลงจนติดลบในสมัยรัชกาลที่ 6 เพราะการใช้จ่ายส่วนพระองค์ สถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบกับการขาดทุนในกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าไปร่วมทุน

ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 2470 ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคณะราษฎรกับราชสํานัก มีผลต่อการลดบทบาทของกรมพระคลังข้างที่เป็นอันมากรวมถึงมีการปรับลดงบประมาณด้วย ปี 2476 รัฐบาลได้เข้าไปจัดการทรัพย์สินของกรมพระคลังข้างที่ โดยในเบื้องต้นมีการแบ่งทรัพย์สินของกรมพระคลังข้างที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยทรัพย์สินส่วนพระองค์ต้องเสียภาษี ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้ยกเว้นภาษีอากร ปี 2479 มีการออก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ และตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น และถูกโอนไปอยู่ในการควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง มีคณะกรรมการซึ่ง รมว.คลังเป็นประธาน มีกรรมการ 4 คน


งานวิจัยของพอพันธ์ อุยยานนท์ (2549)

การรัฐประหารในปี 2490 นักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นว่าเป็นการสิ้นสุดการมีอำนาจถาวรของคณะราษฎร พอพันธ์ก็เช่นกัน เขามองว่านั่นเป็นระยะเวลาที่ฝ่ายอนุรักษ์–กษัตริย์นิยมซึ่งมีแกนกลางอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับขึ้นมามีอํานาจอีกครั้งแล้วจึงเสนอแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินฯ ต่อมากลายเป็น พ.ร.บ.จัดระเบียบฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 แก้ไขหลายมาตราจนส่งผลให้สำนักทรัพย์สินฯ มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นอิสระจากรัฐบาล ทำนิติกรรมต่างๆ ได้โดยสะดวก มีการลงทุนให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่มากมายหรือซื้อหุ้นต่างๆ เช่น เครือซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ เทเวศประกันภัย เป็นต้น มีการขยายการลงทุนในอีกหลายธุรกิจและสะสมทุนได้มหาศาลตั้งแต่ทศวรรษ 2500-2540

สถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นปริศนาและถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าเป็นของแผ่นดินหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อฟอร์บส์จัดอันดับทรัพย์สินในรัชกาลที่ 9 โดยรวมความมั่งคั่งของสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้าไปด้วย เรื่องนี้สำนักงานทรัพย์สินฯ ชี้แจงว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล

ขณะที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เห็นแย้งว่า ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแลจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่สำคัญคือกฎหมายกำหนดว่า รายได้จากสำนักงานทรัพย์สินฯ จะจ่ายได้แต่เฉพาะรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน เงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเท่านั้น รายได้หลังหักรายจ่ายจะใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัยไม่ว่าในกรณีใดๆ ในงานศึกษาของ ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ (2541) ได้บรรยายสถานภาพของสํานักงานทรัพย์สินฯ ว่า “รัฐและหน่วยงานของรัฐเองก็ไม่ทราบสถานะที่แท้จริงว่าคืออะไร อาจกล่าวได้ว่า [สํานักงานทรัพย์สินฯ] ได้หลุดพ้นออกไปจากโครงสร้างองค์กรในภาครัฐอย่างสมบูรณ์” แม้แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ตีความสถานภาพของหน่วยงานนี้ 4 ครั้งในปี 2518, 2533, 2536 และ 2543 ซึ่งการวินิจฉัยแต่ละครั้งก็แตกต่างกันไปและไม่เคยมีมติเป็นเอกฉันท์

ช่องว่างของสถานะดังที่กล่าวมา ทำให้การบริหารงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ คลุมเครือและดูจะมีอภิสิทธิ์บางประการในบางห้วงเวลา พอพันธ์ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันการเงินทุกแห่งประสบกับความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้สํานักงานทรัพย์สินฯ ต้องเพิ่มทุนเพื่อรักษาสถานภาพการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไทยพาณิชย์ จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการขณะนั้นได้นําที่ดินของสํานักงานทรัพย์สินฯ ย่านพญาไทจํานวน 484.5 ไร่ มูลค่า 16,500 ล้านบาทไปแลกกับหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ทั้งที่การแลกเปลี่ยนที่ดินกับหุ้นนั้นเป็นการกระทําที่กฎหมายไม่อนุญาตให้กระทรวงการคลังกระทําได้

ในรัชสมัยใหม่ คำถามนี้หมดไปโดยสิ้นเชิงเนื่องจาก สนช.ออก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 และในปีถัดมาก็ออก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ไอลอว์ระบุว่า วันที่ 25 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมลับ สนช.เห็นชอบ พ.ร.บ.ฉบับหลังนี้ด้วยคะแนนเห็นชอบ 194 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง มีผลทำให้ฉบับปี 2560 ถูกยกเลิกไป เหตุผลที่ออกกฎหมายใหม่คือ เพื่อปรับปรุงการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ให้เหมาะสมแก่การบริหารจัดการยิ่งขึ้น โดยถวายเป็นพระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

ใจความหลักของกฎหมายสำนักงานทรัพย์สินฯ ปี 2560 คือ

1.ยังคงแยกเป็น 2 ส่วน ทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยทั้งสองส่วนเรียกรวมกันว่า ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องเสียภาษีตามกฎหมาย 

2.กำหนดให้ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน (จำพวกวัดวังต่างๆ ที่เคยแยกไว้ต่างหาก) ถือเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

3. คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาจากบุคคลที่พระมหากษัตริย์แต่งตั้งทั้งหมด จากเดิมที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง

วันที่ 14 มีนาคม 2561 สมศักดิ์ ทวีตภาพผู้ถือหุ้นหลักธนาคารไทยพาณิชย์วันที่ 8 มีนาคม 2561 ยังปรากฏว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ ถือหุ้น 18.14 % และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ 3.34%


ภาพจากทวิตเตอร์ @somsakjeam

ใจความหลักของกฎหมายสำนักงานทรัพย์สินฯ ปี 2561 คือ
1. ใช้คำว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ไม่มีคำว่า “ใน” “ส่วน” “ฝ่าย” ใดๆ อีกแล้ว
2. ไม่มีการแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน แต่รวมทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าด้วยกัน เป็น ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
3. ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย
4. คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย

16 มิถุนายน 2561 (ก่อนพ.ร.บ.ฉบับปี 2561 จะผ่านสนช.) เว็บไซต์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้เผยแพร่คำชี้แจงเรื่อง การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 ซึ่งรวมทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าด้วยกัน เป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงมีภาระหน้าที่ต้องถวายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในความดูแลแต่เดิมคืนให้แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ดังนั้น สำหรับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ใดที่เดิมเป็นชื่อของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เช่น การมีชื่อในผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด จึงต้องเปลี่ยนเป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


เข้าถึงเมื่อ 7 ม.ค.2563 settrade.com

"หลังจากที่โดนปล้นจากพวกหิวกระหายอำนาจและกระหายเงิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 - 2560 เวียงวังคลังนา ปัจจุบันได้ทยอยกลับคืนมาสู่เจ้าของที่แท้จริงแล้ว มิใช่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่งที่จะเข้ามาแย่งกันเข้ามาหาผลประโยชน์อีกต่อไป ทรงพระเจริญ พระพุทธเจ้าข้า ม.จ. จุลเจิม ยุคล"

โพสต์ของ มจ.จุลเจิมในเฟสบุ๊คเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 อาจบอกนัยบางอย่าง

7.คืนพื้นที่ให้สำนักพระราชวัง  


ภาพมุมกว้าง1.พระราชวังดุสิต 2.สวนจิตรลดาฯ 3.สนามม้านางเลิ้ง

สวนสัตว์ดุสิต
10 ส.ค.2562 นายพิทักษ์ อุ่นซ้อน ผู้อำนวยการสวนสัตว์ดุสิต กล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งจากองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ว่าให้เข้าสู่แผนการย้ายสวนสัตว์ดุสิต โดยจะเปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 31 ส.ค.2562

30 พ.ย.2560 มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธยเพื่อใช้ในกิจการของราชการ หนึ่งในนั้น คือ โฉนดที่ดินคลอง 6 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 300 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่และสถานที่ทำงานขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์

สวนสัตว์ดุสิต เดิมเรียก สวนดุสิต หรือ เขาดินวนา รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี 2438 เพื่อเป็นสวนพฤกษชาติเหมือนในต่างประเทศ เขาดินวนาเป็นส่วนหนึ่งในเขตพระราชฐานพระราชวังดุสิต ต่อมาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานสวนดุสิตมาจัดทำเป็นสวนสาธารณะ พระองค์เจ้าทิพอาภาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้พระราชทานอนุมัติในนามของรัชกาลที่ 8 และมีการนำสัตว์ต่างๆ มาไว้ก่อนทำการเปิดสวนสัตว์ดุสิตในวันที่ 18 มีนาคม 2481 นับเป็นสวนสัตว์แห่งแรกในประเทศไทย

รัฐสภา(เก่า)
26 ธ.ค.2561 สมาชิก สนช. ข้าราชการ และสื่อมวลชน ราว 500 คนสวมใส่เสื้อสีเหลืองเครื่องแบบชุดจิตอาสาร่วมกิจกรรม "บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์" ทำความสะอาดบริเวณรัฐสภา ก่อนส่งมอบอาคารและพื้นที่โดยรอบคืนให้กับสำนักพระราชวัง เดิมกำหนดไว้ในวันสิ้นปี ต่อมาสำนักพระราชวังอนุญาตให้ สนช.ใช้อาคารรัฐสภา 1 เป็นสถานที่ประชุมได้เฉพาะในวันประชุมใหญ่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ เปลี่ยนสถานที่ก่อสร้างมาแล้ว 6 ครั้ง ริเริ่มเมื่อปี 2536 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย โดยมีแนวคิดย้ายไปที่สนามม้านางเลิ้ง ปี 2542 ย้ายมาเป็นที่ดินการรถไฟฯ “ย่านพหลโยธิน” ปี 2543 ย้ายมายังที่ราชพัสดุ แยกเกียกกาย ปี 2545 รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีแนวคิดย้ายเมืองหลวงไปยังนครนายกแต่ถูกคัดค้านหนักจนต้องพับโครงการ เลือกพื้นที่ใหม่เป็นสนามบินดอนเมือง ปี 2551 รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีมติให้กลับมาใช้ที่ดินราชพัสดุเกียกกาย ปี 2556 บริษัท ซิโน-ไทยฯ ชนะประมูลงานก่อสร้างโดยเสนอราคาต่ำสุด 12,280 ล้านบาท ต้องแล้วเสร็จ พ.ย.2558 แต่ติดปัญหาส่งมอบที่ดินล่าช้าและอื่นๆ ทำให้ขยายมาจนถึงสิ้นปี 2562

ปี 2512 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร อนุมัติก่อสร้างอาคารรัฐสภาบนเนื้อที่เกือบ 20 ไร่ บริเวณด้านทิศเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม ภายใต้งบประมาณก่อสร้าง 51 ล้านบาท เป็นไปตามข้อเสนอของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เนื่องจากพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมรัฐสภาแห่งแรกไม่อาจรองรับสมาชิกที่มีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนประชากรไทยได้ ใช้เวลาก่อสร้างเกือบ 4 ปีจึงแล้วเสร็จในยุครัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์

พระที่นั่งอนันตสมาคม
13 กันยายน 2560 มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางทวิตเตอร์ว่า “พระที่นั่งอนันตสมาคมหลังพระบรมรูปทรงม้าจะปิดถาวรและเปิดให้เข้าถึง 30 กันยานี้ ใครยังไม่เคยเข้าไปชม รีบไปชม คุณค่าในใจ” สื่อมวลชนรายงานว่า ได้ติดต่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ของพระที่นั่งอนันตสมาคมที่มีการระบุไว้ในเวบไซต์ข้อมูลการท่องเที่ยว ได้รับคำตอบว่า  เป็นเรื่องจริง โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 จากนั้นจะปิดไม่ให้เข้าชมและยังไม่มีกำหนดว่าจะเปิดอีกเมื่อไร อย่างไรก็ตาม สิ่งของที่มีการจัดแสดงภายในพระที่นั่งอนันฯ นั้น ส่วนหนึ่งจะนำไปจัดแสดงที่เกาะเกิด จ.อยุธยา  

พระที่นั่งวิมานเมฆ
5 สิงหาคม 2562 สื่อมวลชนรายงานว่า ได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังว่าขณะนี้พระที่นั่งวิมานเมฆไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวหรือบุคคลภายนอกเข้าชมแล้ว

อันที่จริงพระที่นั่งวิมานเมฆอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต เปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่ปี 2528 และปิดปรับปรุงไปตั้งแต่กลางปี 2559 แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายจากกูเกิลแมปในสื่อสังคมออนไลน์ที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งวิมานเมฆนั้นว่างเปล่า อาคารพระที่นั่งไม้สักทองอายุกว่า 120 ปี และอาคารโดยรอบถูกรื้อถอนไปหมดแล้วทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัย อย่างไรก็ดี Khaosod English รายงานเมื่อ 25 กรกฎาคม 2562 ว่า อาคารพระที่นั่งไม้สักทองนั้นบูรณะโดยใช้วิธีรื้อถอนแล้วประกอบใหม่ แต่หลังจากบูรณะเสร็จจะไม่เปิดให้สาธารณะเข้าชม

สนามหลวง


ถ่ายเมื่อ 6 ตุลาคม 2562

สนามหลวงขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้ กทม.มีอำนาจควบคุมดูแลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และในระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการใช้ การบำรุง และการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2555 ยังกำหนดให้ กทม. มีอำนาจดูแลทั้งกำลังคน งบ การบำรุง กำหนดเวลาเข้าออกสนามหลวงตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกรุงเทพมหานครประกาศกำหนด ผู้อำนวยการเขตพระนครเป็นผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตการขอใช้พื้นที่ท้องสนามหลวง หลังมีการล้อมรั้วและติดป้ายสำนักพระราชวัง ยังไม่พบสื่อใดสอบถามเรื่องนี้ไปยัง กทม.

สนามหลวงมีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลวง และราษฎร ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทาง จนเมื่อ 13 ธันวาคม 2520 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน “สนามหลวง” ซึ่งมีพื้นที่ 74 ไร่ 63 วา เป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา ตลาดนัดสนามหลวงเกิดขึ้นในปี 2491 จนเมื่อปี 2521 รัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องการใช้สนามหลวงเป็นสถานที่งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงมอบที่ดินบริเวณสวนจตุจักรด้านใต้แก่กรุงเทพมหานคร จึงมีการปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าจากสนามหลวงมาอยู่ที่ “ตลาดนัดสวนจตุจัก” ในปี 2525 ในช่วงหลังสนามหลวงเริ่มเป็นสถานที่ไฮด์ปาร์กแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เป็นแหล่งชุมนุมหาเสียงทางการเมืองตั้งแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516 และเป็นศูนย์กลางความรุนแรงทางการเมืองเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

======

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์