คกก.กรณีโรฮิงญาในพม่า มีท่าทีสังเวยทหารบางคนเลี่ยงข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะอ่านคำวินิจฉัยว่าจะมีมาตรการฉุกเฉินใดต่อคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในพม่าหรือไม่ในวันที่ 23 ม.ค. 63 ตามคำร้องของแกมเบีย โดยทางการพม่านั้นได้ระบุว่า เป็นไปได้ที่ทหารบางส่วนได้ก่ออาชญากรรมสงครามต่อชุมชนชาวมุสลิมโรฮิงญา แต่ก็อ้างว่า "ไม่ได้ทำผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"

21 ม.ค. 2563 จากที่ก่อนหน้านี้ ประเทศแกมเบีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกเคยยื่นแจ้งต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กล่าวหาว่าพม่า "ยังคงก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างต่อเนื่อง" ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญา ทาง ICJ ก็ประกาศเมื่อไม่นานนี้ว่าพวกเขาจะแถลงว่าจะมีมาตรกาฉุกเฉินในเรื่องนี้หรือไม่ภายในวันที่ 23 ม.ค. ที่จะถึงนี้

ในวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการอิสระด้านการไต่สวน (ICOE) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลพม่าแถลงข้อสรุปของพวกเขาว่า "เป็นไปได้ที่ทหารบางส่วนได้ก่ออาชญากรรมสงครามต่อชุมชนชาวมุสลิมโรฮิงญา" แต่ก็อ้างว่ากองทัพพม่า "ไม่มีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"

ICOE แถลงว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางส่วนใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และก่ออาชญากรรมสงคราม ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมถึงการสังหารชาวบ้านผู้ไม่มีความผิดและทำลายบ้านเรือนของพวกเขา อย่างไรก็ตาม "ไม่มีหลักฐานมากพอที่จะโต้แย้งหรือแม้กระทั่งจะสรุปได้ว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีความจงใจทำลายกลุ่มสัญชาติ ชาติพันธุ์ สัญชาติ หรือศาสนา ไม่ว่าจะส่วนเดียวหรือทั้งหมด"

กรณีการสังหารหมู่ชาวโรฮิงญาเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2560 กองทัพพม่าที่เรียกว่า "ทัตมาดอว์" ก่อเหตุสังหาร ข่มขืน และเผาบ้านเรือนประชาชนบีบให้ชาวโรฮิงญาราว 740,000 รายต้องลี้ภัยที่ยังแถบชายแดนบังกลาเทศ กองทัพพม่าอ้างว่าทำไปเพื่อโต้ตอบเหตุการณ์ที่กลุ่มกองกำลังกบฏโรฮิงญาโจมตีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก่อนหน้านี้

กระบวนการนำชาวโรฮิงญากลับถิ่นฐานในพม่า ซึ่งเป็นกระบวนการที่พม่าและบังกลาเทศร่วมมือกันก็ล้มเหลวมาโดยตลอดจากสาเหตุเรื่องความหวาดกลัวของชาวโรฮิงญาที่ยังไม่ได้รับประกันเรื่องความปลอดภัย และข้อครหาเรื่องความไม่เอาจริงเอาจังของรัฐบาลพม่า ล่าสุดยังมีข่าวว่าบังกลาเทศได้สร้างสิ่งปลูกสร้างในเกาะแห่งหนึ่งในอ่าวเบงกอลให้ชาวโรฮิงญาจำนวนราว 1 แสนคนไปอาศัยที่นั่น ซึ่งเป็นแนวทางที่องค์กรระหว่างประเทศไม่เห็นด้วยอย่างมาก

ถึงแม้จะมีรายงานการไต่สวนจาก ICOE ออกมาแต่ก็มีคนสงสัยว่าเป็นการไต่สวนหาข้อเท็จจริงนี้มีความโปร่งใสจริงหรือไม่ โดยที่องค์กรชาวโรฮิงญาพม่าในอังกฤษ (Burmese Rohingya Organisation UK หรือ BROUK) ปฏิเสธไม่ยอมรับการไต่สวนชิ้นนี้ของรัฐบาลโดยมองว่ามันเป็นการสร้างภาพเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการตัดสินของ ICJ ที่กำลังจะมีขึ้น

ฟิล โรเบิร์ตสัน จากองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ยังวิจารณ์คำแถลงของ ICOE อีกว่าเป็นการพยายามโยนความรับผิดชอบให้กับแพะรับบาปเป็นทหารไม่กี่คนในกองทัพแทนที่กองทัพในระดับผู้บัญชาการจะรับผิดชอบในเรื่องนี้

สำหรับคำตัดสินของ ICJ นั้นเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าพวกเขาจะมี "มาตรการเฉพาะกาล" ตามที่แกมเบียร้องขอมาก่อนหน้านี้หรือไม่ โดยที่มาตรการฉุกเฉินดังกล่าว เป็นไปเพื่อให้ ICJ ห้ามไม่ให้มีการก่อเหตุร้ายแรงต่อชาวโรฮิงญาเพิ่มเติมอีก ทางแกมเบียกล่าวหาด้วยว่าพม่าละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากเหตุการณ์เมื่อ ส.ค. 2560

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางการพม่าพยายามปัดป้องมาตลอด ไม่เพียงแค่จากรายงานล่าสุดของคณะกรรมการ ICOE เท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ผู้นำประเทศในทางปฏิบัติ ก็เคยเดินทางไปเยือนศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกว่ารัฐบาลของเธอทำการสืบสวนเกี่ยวกับกรณีนี้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อีกทั้งยังบอกอีกว่าศาลโลกไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องนี้

การแจ้งร้องเรียนต่อศาลโลกของแกมเบียนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่มีสมาชิก 57 ประเทศ สาเหตุที่แกมเบียเป็นตัวแทนฟ้องร้องเพราะสำหรับศาล ICJ แล้วมีแต่รัฐเท่านั้นที่จะฟ้องร้องรัฐอื่นได้

นอกจากนี้แกมเบียยังแถลงอีกว่าพวกเขาไม่สามารถเชื่อใจให้พม่าเป็นผู้ดำเนินกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่กองทัพพม่าเคยก่อไว้นับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งนี้แกมเบียยังขอให้พม่ารักษาหลักฐานการก่อเหตุของพวกเขาไว้เพื่อรอตรวจสอบด้วย

สำหรับกระบวนการศาล ICJ นั้น คำตัดสินของ ICJ จะถือว่ามีผลผูกมัดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่ทว่าศาล ICJ ก็ไม่ได้มีหน้าที่บังคับใช้คำสั่งของพวกเขาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อ 27 ส.ค. 61 องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกแถลงการณ์สืบเนื่องจากรายงานของคณะทำงานอิสระค้นหาความจริงกรณีพม่าขององค์การสหประชาชาติ (IIFFMM) เรียกร้องให้มีการนำตัวผู้นำของกองทัพพม่าขึ้นไต่สวนที่ศาลอาญาระหว่างประเทศในความผิด 3 ข้อหา ได้แก่อาชญากรสงคราม อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รายงานระบุว่าปฏิบัติการของกองทัพพม่า รวมถึงกองกำลังรักษาความมั่นคงอื่นๆ ที่กระทำในพื้นที่รัฐยะไข่ ฉาน และคะฉิ่น หนักหนาสาหัสเทียบเท่ากับอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดที่บัญญัติไว้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยปฏิบัติการที่ใช้การฆ่า กักขัง อุ้มหาย ซ้อมทรมาน ข่มขืน การบังคับให้ร่วมเพศแบบทาส (Sexual slavery) ความรุนแรงทางเพศแบบอื่นๆ รวมถึงบังคับให้เป็นแรงงานทาสอย่างเป็นระบบ

รายงานยังระบุว่าอาชญากรรมในรัฐยะไข่มีลักษณะของการสังหารหมู่และการเนรเทศ ซึ่งคล้ายคลึงกับการเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจงใจให้เกิดการสร้างและแผ่ขยายเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เกิดบริบทที่มีความกดขี่ข่มเหงจากคำพูดของผู้ก่อการและนโยบายแบบกีดกันคนกลุ่มหนึ่ง รวมถึงความพยายามในการแก้ไของค์ประกอบเชิงประชากรในรัฐยะไข่ที่วางแผนและกระทำขึ้นอย่างเป็นระบบ

แปลและเรียบเรียงจาก

Army Committed War Crimes, Not Genocide Against Rohingya: Myanmar Probe, NDTV, Jan. 21, 2020

ICJ to rule on emergency measures in Myanmar genocide case, Aljazeera, Jan. 15, 2020

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์