สถานการแรงงานประจำสัปดาห์ 26 ม.ค.-1 ก.พ. 2563

โรงงานเมืองกาญจน์ประกาศปิดกิจการชั่วคราวไม่แจ้งพนักงานล่วงหน้า ระบุนำเข้าวัตถุดิบจากจีนไม่ได้

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2563 นางสุขุมาล ธนานันต์ แรงงานจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปพบคนงานทั้งชาวไทย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งแรงงานชาวเมียนมา 348 คน เพื่อหาทางช่วยเหลือ เนื่องจาก บริษัทซีก้า นิว แมททีเรียลส์ (ประเทศไทย)จำกัด หมู่ 14 ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่ดำเนินกิจการหลอมแร่ควอทซ์เพื่อทำซิลิคอนเมททอล ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งยุโรป ประกาศปิดตัวลงโดยที่คนงานทั้งหมดไม่รู่ตัวมาก่อน ทำให้ทุกคนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่บริษัทฯจะปิดตัวลง ทางบริษัทได้จ่ายเงินเดือนให้กับคนงานทุกคนหมดแล้ว ยกเว้นค่าชดเชยการว่างงาน

เมื่อไปถึงพบว่าบริษัทได้ปิดประกาศเอาไว้ที่หน้าสำนักงานฯ ระบุว่า “ขณะนี้บริษัทประสบปัญหาในการผลิต เนื่องจากวัตถุดิบที่ส่งมาจากประเทศจีนได้ถูกระงับ ไม่สามารถนำเข้าได้ด้วยเรื่องของไวรัสโคโรน่ากำลังแพร่ระบาด ทางบริษัทในประเทศจีนจึงหยุดการผลิต บริษัทซีก้า นิว แมททีเรียลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. 2563 จนกระทั่งสามารถนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้ โดยประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป”

นายไพโรจน์ พันธคาร นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นก็คือทางบริษัทฯ แจ้งกับลูกจ้างว่า ทางบริษัทฯ จะปิดกิจการ เนื่องจากบริษัทขาดวัตถุดิบในการผลิต เพราะวัตถุดิบคือแร่ ซึ่งบริษัทต้องสั่งเข้ามาจากประเทศจีน โดยได้สั่งนำเข้ามาหลายครั้งแล้ว แต่ว่าถูกเลื่อนมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเลื่อนตอนนี้ ประกอบกับมาเจอเรื่องของไวรัสโคโรน่าที่กำลังระบาดที่ประเทศจีน ทำให้บริษัทฯ ส่งแร่ที่ประเทศจีนปิดตัวลง ทำให้บริษัทซีก้า นิวฯ ไม่มีวัตถุดิบมาใช้ในการผลิต จึงจำเป็นต้องปิดกิจการทั้งหมดลง

สำหรับแนวทางในการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างนั้น ขณะนี้แรงงานที่เป็นแรงงานชาวเมียนมาจำนวน 193 คน ได้มีการเจรจา และทางบริษัทได้จ่ายเงินค่าชดเชยไปแล้วคนละ 2,500 บาท พร้อมกับจัดรถบัสไปส่งที่ด่านอำเภอแม่สอด จ.ตาก เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่คืนที่ผ่านมา

ส่วนลูกจ้างต่างด้าวที่เหลือขอพักอยู่ 7 วันเพื่อที่จะไปหางานทำที่ใหม่ ซึ่งเขาอาจจะมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงที่อยู่ในประเทศไทยไปหางานให้ และทางบริษัทฯ จะจัดการเรื่องเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการแจ้งออกจากสำนักงานจัดหางานทั้งหมด

ในส่วนของลูกจ้างที่เป็นคนไทย ขณะนี้นายจ้างกับลูกจ้างอยู่ระหว่างเจรจากันอยู่ว่าจะจ่ายเงินชดเชยการว่างงานกันอย่างไร เท่าไหร่ ซึ่งถ้าตกลงกันได้ในวันนี้ ก็จะได้ทำสัญญากันให้จบในส่วนนี้ แต่หากวันนี้เจรจากันไม่ได้ ทางสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกาญจนบุรี ก็จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง ด้วยการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้จากการพูดคุยทราบว่าทางผู้จัดการบริษัทกำลังหาเงินมาจ่ายให้กับลูกจ้างก้อนหนึ่งก่อน แต่ผู้จัดการก็ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกับเจ้าของบริษัทผู้มีอำนาจ ที่ได้เดินทางกลับไปยังไต้หวันแล้ว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 1/2/2563 และ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, 4/2/2563

นายกสมาคมมัคคุเทศก์รักษ์ล้านนา เผยหลังรัฐบาลจีนสั่งห้ามขายทัวร์ทั่วโลก ส่งผลให้ไกด์ในเชียงใหม่กว่า 700 คนตกงาน

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2563 นายมานพ แซ่เจีย นายกสมาคมมัคคุเทศก์รักษ์ล้านนา เปิดเผยตัวเลขที่อ้างอิงข้อมูลจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่ ว่าหลังรัฐบาลจีนสั่งห้ามบริษัททัวร์จีนห้ามขายทั่วไปทั่วโลก เพื่อป้องกันแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ขณะนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่บินตรงเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยวันที่ 28 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนเหลือเพียง 777 คน และ เสี่ยงที่ตัวเลขจะกลายเป็น 0

ซึ่งขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ มัคคุเทศน์ภาษาจีน อย่างน้อย 700 คน ต้องตกงานทันที เช่นเดียวกับรถบัสอีกไม่ต่ำกว่า 300 คัน ที่จะต้องจอดสนิทไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน วิกฤตครั้งนี้ สมาคมมัคคุเทศน์รักษ์ล้านนา ขอให้รัฐบาลเร่งหามาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากมัคคุเทศก์ทุกคนไม่มีเงินเดือนและทุกคนมีภาระค่าใช้จ่าย ต้องดูแลครอบครัว

ที่มา: TNN, 31/1/2563

ตม.เกาหลีใต้ให้ "ผีน้อย" ตรวจโคโรนา ไม่ถูกจับส่งกลับประเทศ

30 ม.ค.2563 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แจ้งข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ ระบุว่า ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเกาหลีใต้แล้ว จำนวน 4 คน และรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ปรับระดับยกการเตือนภัยการแพร่ระบาดภายในประเทศขึ้น 1 ระดับ จากระดับ “เฝ้าระวัง” เป็นระดับ “เตือนภัย”

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นไปตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมายจะไม่ถือเป็นเหตุให้ถูกลงโทษ เมื่อเดินทางไปขอรับการวินิจฉัยอาการที่สงสัยว่าป่วยด้วยโรคระบาด และรับการรักษาจากสถานพยาบาลของรัฐ โดยสถานพยาบาลดังกล่าวจะไม่รายงานสถานภาพการพำนักอยู่ในเกาหลีใต้ของชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาให้รัฐบาลทราบ ซึ่งหมายความว่า ชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายจะไม่ถูกจับและส่งกลับประเทศ เมื่อไปขอรับการตรวจและรักษาอาการป่วยด้วยโรคระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ จึงขอให้ผู้ที่มีอาการต้องสงสัยว่าป่วยด้วยเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เข้ารับการตรวจและรักษาจากสถานพยาบาลของรัฐในพื้นที่

ที่มา: Thai PBS, 30/1/2563 

ศธ.เตรียมพบสภาหอการค้าประเทศต่างๆ หวังนำไปวางแผนผลิตผู้เรียน

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการอาชีวนานาชาติ ที่มีตัวแทนสภาหอการค้าจากประเทศอังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย อเมริกา สิงคโปร์ และไอซ์แลนด์ เข้าร่วมโดยเป็นการประชุมเพื่อประสานความร่วมมือขับเคลื่อนการบริหารจัดการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานสากล และการประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของตนที่ได้เจอกับตัวแทนสภาหอการค้าจากประเทศต่างๆ ทั้งนี้ตนได้ชี้แจงแนวทางการทำงานของ ศธ.ให้สภาหอการค้าต่างประเทศได้รับทราบถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานการศึกษาโดยเฉพาะอาชีวศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาสภาหอการค้าได้ให้ความร่วมมืออย่างดี ซึ่งตนมองว่าการดำเนินโครงการต่างๆ ระหว่างอาชีวะและสภาหอการค้าต่างประเทศ แม้เป็นโครงการที่ไม่ใหญ่ แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจจะติดเรื่องบประมาณในการดำเนินงาน ดังนั้นการทำความร่วมมือในอนาคตระหว่างสภาหอการค้าต่างประเทศจะต้องเติมงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อทำให้เด็กอาชีวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนได้วางแผนการดำเนินการร่วมกับสภาหอการค้าต่างประเทศ ว่า จากนี้ไปจะมีการจัดประชุมร่วมกับสภาหอการค้าแต่ละประเทศ เพื่อทราบถึงความต้องการของบริษัทต่างประเทศบริษัทใดที่สนใจจะลงทุนในประเทศไทย และขาดบุคลากรจำนวนเท่าไหร่ในสาขาไหนบ้าง เพื่อที่เราจะได้ทราบตัวเลขความต้องการของตลาดแรงงานและวางแผนการผลิตผู้เรียนได้ตรงกับความต้องการในอนาคต เช่น หากตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรประมาณ 10,000 คน เราจะได้ปรับการเรียนการสอนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐาน ซึ่งเราต้องการทราบตัวเลขความต้องการให้ชัดเจนก่อน

“จากนี้ไป ศธ.จะทำงานร่วมกับสภาหอการค้าต่างประเทศมากขึ้น เพื่อให้การขับเคลื่อนอาชีวศึกษาให้ไปสู่มาตรฐานสากลเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้เราได้เตรียมความพร้อมในอนาคตทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนการสอน การพัฒนาครู ดังนั้นสภาหอการค้าต่างประเทศจะต้องระบุตัวเลขความต้องการและการลงทุนในประเทศไทยมาให้ชัดเจน เช่น ธุรกิจยานยนต์ ต้องการแรงงานจำนวนเท่าไหร่สำหรับอนาคต เป็นต้น อีกทั้งการได้หารือกับสภาหอการค้าต่างประเทศจะทำให้เราได้ประโยชน์กับธุรกิจที่ประเทศไทยยังไม่คุ้นเคยด้วย เช่น ธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งธุรกิจนี้ถือว่าขาดแคลนจำนวนมาก เป็นต้น ดังนั้นผมเชื่อว่าจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจที่ประเทศไทยยังไม่คุ้นเคยอีกด้วย”รมว.ศธ. กล่าว

ที่มา: ไทยโพสต์, 28/1/2563 

ครม. ไฟเขียว ก.แรงงาน ขึ้นค่าทำศพแก่ผู้ประกันตนจาก 40,000 บาท เป็น 50,000 บาท

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าที่ประชุมครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงการกำหนดอัตราเงินค่าทำศพ ที่จะจ่ายให้แก่สามี ภรรยา บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้ 40,000 บาท เพิ่มเป็น 50,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษาได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว รวมทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้เห็นชอบในหลักการ และให้ส่งไปยังสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อได้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 28/1/2563 

ปิดชั่วคราวโรงงานใช้ปากแทะตีนไก่

กรณีโซเชียลเผยแพร่คลิปคนงานในโรงงานในพื้นที่ จ.หนองคาย กำลังใช้ปากแทะกระดูกไก่ออก สร้างความตกใจให้กับผู้ที่นิยมเมนูเล็บมือนาง ล่าสุดวันที่ 28 ม.ค.2563 นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราช การจังหวัดหนองคาย เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย และเทศบาลตำบลบ้านเดื่อ เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย ซึ่งเป็นโรงงานที่ปรากฎในโซเชียล

นางนงลักษณ์ พยัคพรม เจ้าของโรงงาน กล่าวว่า ทำโรงงานแปรรูปขาไก่มา 5 ปี รับซื้อชิ้นส่วนขาไก่และโครงไก่ มาแปรรูปเลาะกระดูกออก ครั้งละประมาณ 3 ตัน ขายให้กับลูกค้าวันละประมาณ 400-500 กิโลกรัม

“เคยใช้คีมเลาะกระดูก พบว่า 1 ขา ใช้เวลา 5 นาที และลูกค้าไม่รับซื้อ เพราะบอกว่าขาไก่เละ จนถูกตีกลับทั้งหมด แต่พอใช้คนงานแทะกระดูกทำเวลาได้เร็วกว่าใช้คีมถึง 5 เท่า ขาไก่สวยได้รูป”

เจ้าของโรงงาน ระบุว่า หลังจากตกเป็นข่าวแล้วก็ได้ฝึกให้คนงานใช้คีม และยืนยันจะเลิกใช้ปากแทะกระดูกอีก เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับโรงงานในลักษณะเดียวกัน ก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน

“ขณะนี้ได้ปิดโรงงานชั่วคราว จนกว่าจะคนงานจะพร้อมในการใช้เครื่องมือในการแทะไก่เล็บมือนาง”

ด้านนายรณชัย กล่าวว่า ภาพรวมสภาพโรงงานมีความสะอาด และทางโรงงานได้ดูแลสุขภาพของแรงงานอยู่เป็นประจำ แต่อันตรายจากการใช้ปาก ทั้งกับคนงานที่ทำก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค จึงได้แนะนำให้ใช้เครื่องมือ ประเภทคีม หรือมีด ช่วยในการนำกระดูกไก่ออก ต้องฝึกให้ชำนาญ เพราะจะจะเกิดความปลอดภัยกับคนคนงาน และลูกค้าผู้บริโภคที่ซื้อไปรับประทาน

“กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงงานแปรรูปในพื้นที่ 4-5 แห่ง ให้ดำเนินการเช่นเดียวกันเพื่อความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย”

ที่มา: Thai PBS, 28/1/2563 

พนักงาน Grab ภูเก็ต นัดหยุดบริการ 1 วัน ขอเพิ่มค่าส่ง 10 บาท

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 11.00 น. พนักงานขับรถส่งอาหาร Grab ในภูเก็ตประมาณ 100 คน รวมตัวกันที่บริเวณสวนหย่อมปลายแหลมสะพานหินภูเก็ต เพื่อร่วมกันปิดสัญญาณรับงานทางโทรศัพท์มือถือ

นายณัฐติศร บุญแทน ตัวแทนพนักงานขับรถส่งอาหาร Grab หรือ 'แกร็บ ไรเดอร์' กล่าวว่าในภูเก็ตมีพนักงานที่ปฏิบัติงานส่งอาหารจำนวน 1,000 คน มารวมตัวกันที่สะพานหิน จำนวน 100 คน เพื่อร่วมกันกดดันให้ Grab ส่วนกลางพิจารณาปัญหาความเดือดร้อนของพนักงานส่งอาหาร ก่อนหน้านี้พยายามขอยื่นหนังสือกับส่วนกลางแต่ไม่มีตัวแทนลงมารับเรื่อง ดังนั้นวันนี้จึงนัดกันปิดแอพฯเพื่อให้บริษัท Grab เห็นว่าพลังของพวกเรามีจำนวนมาก หากไม่ลงมาแก้ปัญหาในอนาคตจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกซึ่งจะมีผลกระทบต่อธุรกิจ โดยพนักงานขับรถส่งอาหาร Grab ที่ร่วมปิดแอพฯประมาณ 500 คน และที่มาแสดงพลังกันประมาณ 80-100 คน สมัครใจร่วมกันในวันนี้ ทำเพื่อให้มีผลในอนาคต

ทั้งนี้ข้อเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาโดยขอเพิ่มค่ารอบค่าเที่ยวพื้นฐานจาก 30 บาท เป็น 40 บาท โดย 10 บาท ที่เพิ่มมาจะเป็นส่วนไปชดเชยกับการเดินทางไปร้านในระยะไกลและชดเชยกับการส่งในพื้นที่อับที่ไม่มีร้านรับช่วงต่อซึ่งต้องตีรถเปล่ากลับมาในระยะทางหลายกิโลเมตร การกำหนดระยะของไรเดอร์กับร้านให้มีรัศมีไม่เกิน 4 กม.เป็นระยะเพียงพอการเรียกใช้บริการของลูกค้า เป็นระยะที่สมดุลกับค่าเที่ยวที่เพิ่มมา ระยะทางการส่งอาหารให้ลูกค้า 40บาท ในระยะทางไม่เกิน 4.5 กม.และบวกเพิ่ม 1บาท ต่อ 100 เมตร หรือเท่ากับ 10 บาท ต่อ 1 กม. ในออเดอร์ที่ต้องส่งข้ามเขตระหว่างป่าตอง-กะทู้ หรือ เมืองภูเก็ต (ต้องขึ้นเขาป่าตอง) ให้เพิ่ม 10 บาท โดยมีราคาค่าส่ง เริ่มต้นที่ 50 บาท และบวกเพิ่มที่ 10 บาท ต่อ 1 กม.เช่นกัน

ปัจจุบันแกร็บได้คิดค่าบริการจากลูกค้าในการส่ง 10 บาท จากเดิม 1 บาท ด้วยการคิดค่าบริการเพิ่มขึ้นนี้ทำให้ยอดการสั่งอาหารน้อยลงมากเมื่อเทียบกับก่อนนี้ เมื่อยอดสั่งอาหารน้อย ความถี่ของงานที่ป้อนให้ไรเดอร์ลดน้อยลง ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง หรือรายได้รวมต่อวัน ลดลงมาก ในขณะที่รายจ่ายต่างๆ และค่าครองชีพของภูเก็ตสูงมาก เป็นความไม่สมดุลที่คนขับรถส่งอาหารของแกร็บทุกคนต้องแบกรับอยู่ หวังว่าบริษัท Grab จะได้มีการแก้ไขโดยด่วน

"รายได้จากที่เจรจากันว่า 55 บาทต่อเที่ยว ถือว่าเป็นรายได้ที่ Grab ไม่ได้กำไรจึงลดลงมาเป็น 30 บาท และมีการคิดเพิ่มลูกค้าอีก 10 บาท เพื่อให้มีรายจ่ายน้อยลง 10 บาท เอาที่ลูกค้า 10 บาท เพื่อให้ตัวเองมีรายจ่ายน้อยลง 10 บาท ทำให้มียอดการสั่งของลูกค้าน้อยลงมาก ความถี่ของงานที่ป้อนให้คนขับน้อยลงตามมาด้วย กระทบรายได้คนขับรถส่งอาหารมากจึงต้องการให้ Grab แก้ปัญหาให้ เราขอให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้บริษัทได้หันมามองรับข้อเสนอไปพิจารณาให้จริงจัง งานที่ทำเราขอเพิ่ม 10 บาท เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ต่อได้ เพราะว่าบางคนทิ้งงานที่มีประจำจะกลับไปที่เดิมไม่ได้แล้วมาทุ่มเทตรงนี้แล้วอยากให้เพิ่ม 10 บาท"นายณัฐติศร กล่าว

จากนั้นพนักงานขับรถส่งอาหาร Grab ที่มารวมตัวกันต่างแสดงพลังปิดสัญญาณของแอพพลิเคชั่น การสั่งอาหารผ่านแอพฯ ร่วมกัน โดยกำหนดระยะเวลาปิด 1 วัน เพื่อต้องการให้บริษัท Grab แก้ปัญหาให้ทุกคนที่เดือดร้อนโดยเร็วต่อไป

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 28/1/2563 

สหภาพแรงงานรถไฟโคราชแสดงจุดยืนผู้ว่า รฟท.คนใหม่ ต้องเป็นคนในเท่านั้น

28 ม.ค. 2563 ที่ทำการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยสาขาจังหวัดนครราชสีมา (สร.รฟท.นม.) นายรังสี อุปแก้ว ประธาน สร.รฟท.นม. พร้อมสมาชิกซึ่งเป็นพนักงานทุกภาคส่วนของ รฟท. ได้นัดรวมตัวสำแดงพลังจุดยืน สร.รฟท. ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนใหม่ต้องเป็นคนใน ซึ่งจะมีกระบวนการสรรหาในวันที่ 29 ม.ค. 2563 นี้ โดยชูป้ายที่มีข้อความเรียกร้องความถูกต้องและความเหมาะสม “ผู้ว่าคนใหม่ต้องเป็นคนรถไฟและรู้เรื่องรถไฟเท่านั้น” พร้อมร่วมส่งเสียง “คนรถไฟ สู้ๆๆ” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานและคนรถไฟพันธุ์แท้

จากนั้นประธาน สร.รฟท.นม. ได้อ่านแถลงการณ์ว่า การคัดสรร ผู้ว่า รฟท. คนใหม่ สร.รฟท. ต้องการเห็นคนที่เติบโตจากภายในองค์กรเข้ามาบริหาร ส่วนจะเป็นใครนั้นก็เป็นความสามารถของแต่ละคนในการแสดงวิสัยทัศน์ นโยบายและแผนงานต่อคณะกรรมการคัดสรร ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน “คนใน” ยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านจากความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐในการขนส่งที่เน้นทางถนนมากว่า 5 ทศวรรษ จนก่อให้เกิดปัญหาความแออัดด้านจราจรสูญเสียพลังงาน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมหันกลับมาสู่ “ระบบรางและการขนส่งทางราง” อีกครั้ง หมายถึงความต้องการคนที่เข้าใจระบบงาน ระบบคนและกลไกในการบริหารจัดการองค์กรแบบมืออาชีพที่รู้ลึก รู้จริง ทั้งเรื่องเทคนิคและการบริหารจัดการในโลก ยุคใหม่และเข้าใจมวลชน เข้าใจคนทำงาน เข้าใจในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน การบริหารยุคใหม่จึงต้องเป็นแบบ “รวมศูนย์ รับฟัง แล้วสั่งการ” มิใช่เป็น “ศิลปินเดี่ยว” คิดเองเออเอง ฟังคนของคนรอบข้างประเภท “ดีครับนาย ได้ครับผม เหมาะสมแล้วครับท่าน” จะทำให้องค์กรพัง

“ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องได้คนรู้จริง เข้าใจในการบริหารงาน บริหารบุคลากรเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างดีและสามารถทำงานได้ทันที มีการสนับสนุนจากภายใน สร.รฟท. ยืนยันในหลักการเดิมต้องการคนที่เติบโตจากภายในของ รฟท.เข้ามาเป็นผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ ซึ่งมีผู้สมัคร 2 คน และมิได้เจตนากีดกันบุคคลภายนอก ซึ่งแต่ละคนมีความรู้มีความสามารถของตนในแต่ละด้าน รฟท.เป็นองค์ใหญ่มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับหน่วยงาน สังคม ชุมชน มากมายทั่วประเทศ หากได้คนนอกเข้ามาเป็นผู้ว่าการฯ กว่าจะเรียนรู้เข้าใจงานที่มีเทคนิคเฉพาะหลายด้านทั้งโครงสร้างพื้นฐานระบบทางและราง ระบบอาณัติสัญญาณ ล้อเลื่อน การบริการโดยสารและสินค้า กว่าจะเข้าใจงาน เข้าใจคน เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรก็ต้องใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้และสถานการณ์เร่งด่วนคือโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ที่จะเปิดให้บริการประมาณปี 2564 การก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่จะแล้วเสร็จในปี 2565 โครงการรถไฟความเร็วสูงและการปรับปรุงพัฒนาองค์กรในด้าน ต่างๆ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องการคนที่เข้าใจและรู้จริงคือคนในเข้ามาเป็นผู้นำสูงสุดเพื่องานต่างๆตามนโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ แห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุผลและข้อเสนอจะได้รับการพิจารณาจากประธานคณะกรรมการ รถไฟฯและคณะกรรมการสรรหา “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)” มี 42 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเป็นสมาชิกและ สร.รฟท.พร้อมและยืนยันให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ทุกด้านในการจัดการบริหาร รฟท. เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง” นายรังสี ฯ กล่าว

ที่มา: สยามรัฐ, 28/1/2563 

สภาองค์การลูกจ้างฯ ลุ้นบอร์ด สปส.เคาะเพิ่มสิทธิว่างงาน คาดมีโอกาสสำเร็จ 80%

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันสิทธิประโยชน์ด้านว่างงานให้แก่ผู้ประกันตน ว่าหลังจากมีการผลักดันให้มีการเพิ่มสิทธิประกันสังคมกรณีว่างงานนั้น เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 ทางเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน ได้หารือร่วมกับนายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ถึงการปฏิรูปเพิ่มสิทธิว่างงานกรณีถูกเลิกจ้าง ลาออก รวมทั้งเลิกจ้างแบบมีความผิด เนื่องจากเป็นเงินของผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบเองควรจะได้รับ โดยผลการหารือเบื้องต้น เป็นที่น่าพอใจมีโอกาศสำเร็จถึง 80%

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 28/1/2563 

ตรวจสุขภาพคนขับแท็กซี่ 3 พันคน สกัดรับ-แพร่เชื้อโรคทางเดินหายใจ

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2563 ที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต จังหวัดสมุทรปราการ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดโครงการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันควบคุมโรค กลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถแท็กซี่ ปี 2563 พร้อมร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อตรวจสุขภาพผู้ขับขี่รถแท็กซี่ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันโรคและภัยสุขภาพ และอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

นพ.สุวรรณชัยให้สัมภาษณ์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ได้ให้ความสำคัญในสุขภาพกลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถแท็กซี่ โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันตรวจสุขภาพและประเมินความพร้อมด้านร่างกายของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ก่อนการขับขี่ (Fitness to Drive) ภายใต้แนวคิด “ตรวจสุขภาพแท็กซี่ ท่องเที่ยวมั่นใจ ปลอดภัย ปลอดโรค” สร้างความตระหนักในการป้องกันควบคุมโรคและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยมีความเสี่ยง 2 ด้าน คือ โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากรถแท็กซี่ติดตั้งระบบปรับอากาศ มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่และรับโรคติดต่อทางเดินหายใจได้ง่าย และความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายน้อย จึงได้จัดโครงการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันควบคุมโรค กลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถแท็กซี่ ปี 2563 ขึ้น

โดยในปีนี้จะให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนกว่า 3,000 คน ประกอบด้วย การตรวจสุขภาพเบื้องต้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เอกซเรย์ปอด ทดสอบการมองเห็นระยะไกล หากพบเจ็บป่วยจะได้ส่งดูแลรักษาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้ดูแลสุขภาพ ทราบสถานะสุขภาพของตน โดยมีบริการทั้งเชิงรับ ที่สถาบันของกรมควบคุมโรค ได้แก่ สถาบันบำราศนราดูร, สถาบันราชประชาสมาสัย และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง และบริการเชิงรุกตรวจสุขภาพเคลื่อนที่แก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ/ดอนเมือง, TOT Academy โดย บริษัทแกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด, สำนักงานขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ มากกว่า 350,000 ราย ร้อยละ 34 ขับขี่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลการตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพของกลุ่มผู้ขับรถโดยสารสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ในปี 2559 พบผู้ป่วยวัณโรค ร้อยละ 2 และเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

“การตรวจสุขภาพผู้ขับขี่ในครั้งนี้ นอกจากผู้ขับขี่ได้รับการประเมินสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันให้มีสุขภาพที่ดี ยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารว่าจะไม่ได้รับเชื้อโรคจากการใช้บริการรถสาธารณะ เกิดความมั่นใจทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 27/1/2563 

'มนัญญา' ย้ำเร่งแก้ปัญหาลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรถูกเลิกจ้าง

น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เป็นห่วงลูกจ้างจ้างเหมาของกรมวิชาการเกษตรที่ทำงานในสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร 8 เขตและศูนย์วิจัยฯ ระดับจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ 1,705 คน ส่วนใหญ่ถูกบอกเลิกจ้าง อีกส่วนหนึ่งถูกลดเงินเดือน 50% ลูกจ้างเหล่านี้ทำสัญญาจ้างครั้งละ 3 เดือน อัตราเงินเดือน 6,000-10,000 บาท ซึ่งน้อยมากสำหรับสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เมื่อถูกเลิกจ้างจะทำให้เดือดร้อน เพราะการหางานใหม่ก็ยาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานให้กรมวิชาการเกษตรมานานและอายุมากแล้ว

ทั้งนี้ แม้จะเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรก็ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรจะต้องบริหารจัดการปริมาณงานให้สมดุลกับงบประมาณที่ได้รับ แต่เห็นว่าหากตัดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น การประชุมสัมมนาในโรงแรม การเดินทางไปต่างประเทศของผู้บริหาร ซึ่งใช้งบประมาณมากแล้วนำเงินส่วนนั้นมาจ้างลูกจ้างในภารกิจที่จำเป็นจะบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างได้ส่วนหนึ่ง

นายนวพล แสงพุก อายุ 27 ปี ลูกจ้างศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรของจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง กล่าวว่า จำเป็นต้องออกจากงาน แม้ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ จะแก้ปัญหาโดยการปรับลดเงินเดือน 50% เพื่อให้สามารถว่าจ้างลูกจ้างทั้ง 15 คนของศูนย์ต่อไปได้ แต่จากเงินเดือน 10,000 บาท ลดเหลือ 5,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว ขณะนี้ลูกจ้างที่ยังอายุน้อยหลายคนบอกเช่นเดียวกันว่า หากภายใน 1-2 เดือนยังเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องลาออก ที่เห็นใจมากคือ ลูกจ้างที่ทำงานในศูนย์วิจัยฯ มานานและอายุมากขวัญเสีย เพราะมีภาระที่ต้องใช้จ่ายมาก หางานใหม่ยาก นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับลูกจ้างจากสำนักวิจัยฯ ที่ถูกเลิกจ้างหลายคน ทุกคนอยู่ในความทุกข์ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของแพงตอนนี้ต่างพยายามหาที่สมัครงาน แต่ยังไม่มีใครได้งานใหม่ เมื่อไม่มีงานทำ จึงยิ่งลำบากมาก

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 27/1/2563 

ประกันสังคมระบุเคลียร์เคสร้องเรียนสำเร็จ 94.48% เผย ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนนายจ้าง-สถานพยาบาล

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2563 นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงการติดตามข้อร้องเรียนของผู้ประกันตน ว่า เมื่อเดือน ธ.ค. 2562มีนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และผู้เกี่ยวข้องในระบบประกันสังคม ประมาณ 16,271,906 คน ยื่นเรื่องร้องเรียนในระบบทั้งสิ้น 290 เรื่อง ซึ่งสปส.ดำเนินการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว 274 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 94.48 ส่วนที่เหลือได้ทยอยแก้ปัญหาได้ลุล่วงไปตามลำดับ โดย สปส. วางระบบปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้ผู้ร้องได้รับสิทธิอันพึงมีพึงได้ ภายใน 7 วัน หากเป็นเรื่องซับซ้อนให้ดำเนินการตอบกลับภายใน 25 วัน

นายทศพล กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่มีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุดเป็นการ ร้องเรียนสถานประกอบการ112 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 38.62 ร้องเรียนสถานพยาบาล 57 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 19.66 ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง/เขตพื้นที่/จังหวัด 49 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 16.90 ร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม 40 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 13.79 ร้องเรียนระบบของสปส. 16 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 5.52 ร้องเรียนเรื่องอื่นๆ 12 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 4.14 ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการข้อมูล 1506 จำนวน 2 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 0.69 ร้องเรียนระบบของศูนย์บริการข้อมูล 1506 และร้องเรียนเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน 1 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 0.34

นายทศพล กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกันตนที่ยังประสบปัญหาสามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 หรือร้องเรียนผ่านสายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th เว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th หรือที่เว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรี ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ www.1111.go.th เป็นต้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา: เดลินิวส์, 26/1/2563 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์