คำอภิปราย ‘ปิยบุตร’: เหตุผลขอตั้ง กมธ.ป้องกันรัฐประหาร คำยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

ปิยุบุตร หวังสภาร่วมตั้ง กมธ.ศึกษาแนวทางป้องกันการรัฐประหาร ชี้ที่ผ่านมาสังคมไทยอยู่ในระบอบเผด็จการมากว่าอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ย้ำแนวทางรื้อถอนการรัฐประหารไทย ต้องปฎิรูปกองทัพ ศาลต้องไม่รับรองสถานะคณะรัฐประหาร และเอาตัวผู้ก่อการรัฐประหารในอดีตมาลงโทษ

6 ก.พ. 2563 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติร่วมกับ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่

ปิยบุตร อภิปรายเปิดญัตติว่า ได้ยื่นเสนอญัตติดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2562 จนได้เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ สำหรับเอกสารที่ได้เสนอญัตติไปนั้นได้ระบุเหตุผลว่า แม้ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ 2560 จะใช้บังคับแล้วและมีการดำเนินกระบวนการไปตามรัฐธรรมนูญตามลำดับ มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นและสิ่งต่างๆ ทยอยกลับเข้าสู่ระบบปกติ อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่แน่นอนเสมอไปว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จะดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกกองทัพรัฐประหารหรือฉีกรัฐธรรมนูญอีก เพราะในอดีตที่ผ่านมาพบว่ามีรัฐธรรมนูญถาวรประกาศใช้ ระบบรัฐสภากลับมาเข้าสู่ระบบปกติ แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องสิ้นสุดลงบ่อยครั้งเมื่อเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถปฏิรูปกองทัพ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถหาแนวทางป้องกันการรรัฐประการได้อย่างเหมาะสมก็มีโอกาสอยู่เสมอที่จะเกิดรัฐประหารได้ตลอดเวลา

ยึดอำนาจเป็นกบฏโทษประหาร แต่ยังรัฐประหารเฉลี่ยทุก 6 ปี

ปิยบุตรอภิปรายว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเขียนไว้สอดคล้องกันทุกฉบับว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดหรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับมิได้ ขณะที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ก็เขียนไว้เช่นกันว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยกลับยังมีการรัฐประหารเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง

ปิยบุตร ให้ข้อมูลว่า การรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นในวันที่ 1 เม.ย.2476 โดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา และปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยึดอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวซึ่งถือเป็นการรัฐประหารครั้งแรก และเป็นการรัฐประหารที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากกองทัพ ต่อมา 20 มิ.ย. 2476 พระยาพหลพลพยุหเสนาจึงตัดสินใจนำกองทัพเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2475 กลับมาใช้อย่างเต็มที่ นำระบบรัฐสภากลับมาใช้ใหม่ ถือเป็นยึดอำนาจเพื่อสถาปนารัฐธรรมนูญกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นประเทศไทยก็เริ่มเข้าสู่วงจรแห่งการรัฐประหาร

เขาขยายความต่อว่า วันที่ 8 พ.ย. 2490 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง คณะรัฐประหารนำโดย พล.ท.ผิณ ชุณหะวัณ นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ พอยึดอำนาจเสร็จก็กลายเป็นจอมพลผิณ ชุณหะวัณ หลังจากนั้น 6 เม.ย. 2491 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำรัฐประหารเงียบด้วยการเขียนจดหมายน้อย 1 ฉบับไปขู่นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นว่าให้ลาออก แล้วนายควงก็ลาออก หลังจากนั้น 29 พ.ย. 2494 จอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐประหารยึดอำนาจตัวเองเพื่อที่จะฉีกรัฐธรรมนูญ 2492 ทิ้ง และนำรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2475 กลับมาใช้ใหม่

ต่อมา 16 ก.ย. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ จากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วเชิญจอมพลถนอมมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วส่งมอบอำนาจต่อให้กับจอมพลสฤษดิ์อีกครั้งหนึ่ง จากนั้น 20 ต.ค. 2501 จอมพลสฤษดิ์ ยึดอำนาจรัฐบาลจอมพลถนอม เป็นรัฐบาลที่เป็นพวกกันเอง แต่ยึดอำนาจกันเองเพราะต้องการให้จอมพลสฤษดิ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีและต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ 2475 ทิ้ง พร้อมประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีมาตราที่รู้จักกันดีคือ มาตรา 17 สามารถประหารชีวิตคนได้โดยคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ หลังจากประเทศไทยก็มีความพยายามที่จะกลับสู่ระบบปกติ มีความพยายามในการทำรัฐธรรมนูญที่เขียนกันยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ รัฐธรรมนูญ 2511 ใช้เวลาร่างทั้งหมด 9 ปีสาเหตุที่มีการร่างกันยาวนานมาก เพราะมีการประชุมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปีหนึ่งประมาณ 2 – 3 ครั้ง จนที่สุดก็มีการประกาศใช้ แต่เมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่งจอมพลถนอมก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากการสืบทอดอำนาจ และเมื่อเปิดสภาไปได้สักพักก็เริ่มทนฤทธิ์เดชของสภาผู้แทนราษฎรไม่ไหว เพราะเคยเป็นแม่ทัพเป็นนายทหารใหญ่เคยแต่ชี้นิ้วสั่งการจึงทนไม่ไหวและประกาศยึดอำนาจตัวเองอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 17 พ.ย. 2514

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 มีการร่างรัฐธรรมนูญ 2517 แต่ท้ายที่สุดก็เกิดการรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 เป็นโศกนาฏกรรมฆ่าหมู่กันกลางทุ่งสนามหลวง หลังจากนั้นก็มีการเชิญธานินทร์ กรัยวิเชียร มาเป็นนายกรัฐมนตรี มีการดำเนินการปกครองประเทศภายใต้ความคิดของการปฏิรูปแช่แข็งประเทศรวมทั้งหมด 12 ปี ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แต่ท้ายที่สุดฝ่ายอนุรักษนิยมชนชั้นนำมองว่า วิธีคิดของธานินทร์อาจเป็นอันตรายมากกว่าเดิม จึงกลับมายึดอำนาจอีกครั้งแล้วผ่อนผันการเมืองไทยให้กลับมาสู่ระบอบปกติมากยิ่งขึ้น โดยมีการรัฐประหาร 20 ต.ค. 2520 และเริ่มทยอยปล่อยนักโทษการเมืองออกมา

ปิยบุตร กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ คือ มีการเลือกตั้งแต่ท้ายที่สุดรัฐบาลและ นายกรัฐมนตรีจะมาจากทหาร เริ่มจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ต่อด้วยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ระบอบนี้มีการประคับประคองกันมาได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งพล.อ.เปรมวางมือ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2531 แต่ก็เกิดการรัฐประหารขึ้นในวันที่ 23 ก.พ. 2534  นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ภายใต้ชื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) หลังจากนั้นได้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทยในเวลานั้นเริ่มมีความคิดที่จะปฏิรูปการเมือง จนท้ายที่สุดได้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นของขวัญและได้เดินหน้าเข้าสู่การปฏิรูปการเมือง แต่ในท้ายที่สุดก็เกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จากนั้นก็มีรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้มาได้ระยะหนึ่งก็เกิดการรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปิยบุตรอภิปรายต่อว่า การรัฐประหารทั้งหมด 13 ครั้ง พบว่ามีทั้งหมด 12 ครั้งที่เป็นการรัฐประหารโดยกองทัพ มีเพียง 1 ครั้งที่เป็นการทำรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งคือการรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความแปลกใจ เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และกฎหมายอาญาเขียนไว้ชัดว่าใครฉีกรัฐธรรมนูญ ใครล้มล้างการปกครองจะมีโทษประหารชีวิตหรือถูกจำคุกตลอดชีวิต มีความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักร แต่ทำไมประเทศไทยจึงมีรัฐประหารบ่อยครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยคือ ทุกๆ 6 ปี จะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น 1 ครั้ง

มายาคติของสังคมไทย ยอมรับการรัฐประหารเป็นเครื่องมือแก้วิกฤต

ปิยบุตร กล่าวต่อว่า การรัฐประหาร  ในภาษาต่างประเทศ ในทางตำรา และในทางที่สื่อสารมวลชนเรียกกันทั่วไปคือ coup d'etat ซึ่งเป็นศัพท์ภาษาฝรั่งเศส แต่เวลานี้เป็นสากลที่ทุกประเทศใช้ตรงกัน คำนี้เป็นคำที่ผสมกันระหว่าง coup แปลว่า ตี กระแทก ส่วน etat แปลว่า รัฐ เมื่อรวมกันก็คือ การตี การกระแทกไปที่รัฐ เมื่อถอดคำศัพท์เป็นภาษาไทยจึงใช้คำว่ารัฐประหาร หรือการกระทำที่เป็นการประหารชีวิตของรัฐนั้นทิ้ง ซึ่งก็คือการยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างฉับผลันทันที ทำแล้วจบทันที และสามารถยึดอำนาจได้เด็ดขาดในทันที

ปิยบุตร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีการรัฐประหารมาแล้วหลายหน และมีความพยายามทำรัฐประหารหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จจนกลายเป็นกบฎก็มี ข้ออ้างที่คณะผู้ก่อการนำมาใช้อยู่เสมอนั้น วนเวียนกันอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง ข้อที่ 1 รัฐบาลในเวลานั้นมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีกลุ่มบุคคลพยายามบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ข้อที่ 2 มีภัยคอมมิวนิสต์กำลังคุกคามประเทศ ข้อที่ 3 มีการทุจริต คอร์รัปชั่นของรัฐบาลในเวลานั้น และอีกข้อหนึ่งที่ใช้กันในอดีต แต่ปัจจุบันไม่กล้าใช้ คือ รัฐบาลมีความขัดแย้งกับกองทัพ ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้วนเวียนอยู่ในคำประกาศเมื่อมีการยึดอำนาจเกิดขึ้น

ส่วนรูปแบบของการยึดอำนาจนั้น ปิยบุตร ชี้ว่า มีลักษณะเหมือนเดิมคือ มีนายทหารกลุ่มหนึ่งสั่งการให้มีการขับรถถังออกมา เข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสถานที่สำคัญ และตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อบอกว่า บัดนี้ได้ยึดอำนาจไว้หมดแล้ว ให้ทุกคนอยู่ในความสงบ จากนั้นก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง และปกครองประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ ผ่านไประยะหนึ่งก็จะออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจต่อไป จากนั้นก็จะมีการทำรัฐธรรมนญถาวร หากต้องการอยู่ยาวก็จะดึงระยะเวลาในรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้นานขึ้น เมื่อย้อนดูชีวิตของประเทศไทยหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ก็พบว่า ประเทศไทยมีชีวิตอยู่กับรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีชีวิตอยู่กับระบอบรัฐประหาร มากกว่าการมีชีวิตอยู่ในรัฐธรรมนูญถาวร หรือระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของปะเทศไทย

“นักวิชาการในทางรัฐศาสตร์ พยายามจะเรียกสิ่งนี้ว่า วงจรอุบาทว์ คือเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นทหารออกมายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำรัฐธรรมนูญถาวร เสร็จแล้วมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จประคองกันไปได้สักพักหนึ่งก็เกิดวิกฤตอีก แล้วก็มีการยึดอำนาจอีกวนแบบนี้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนี่คือวงจรอุบาทว์ที่สิงสถิตอยู่ในประเทศไทย และพี่น้องประชาชนจำนวนมากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่า รัฐประหารเป็นเรื่องปกติ เวลาปวดหัวก็ไปซื้อพาราเซตามอน เวลามีวิกฤตก็ไปเรียกทหารออกมา”

ปิยบุตร อภิปรายต่อไปว่า ในเวลานี้ประชาชนคนไทยทุกทำให้รู้สึกว่าการรัฐประหารเป็นเรื่องปกติ ถูกทำให้คุ้นชินกับระบอบรัฐประหารโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่การทำรัฐประหารนั้นสิ่งที่ผิด แต่ก็จะมีการหาข้ออ้างให้กับการทำรัฐประหารว่าเป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้ การรัฐประหารเป็นการแก้ไขปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ประเทศมีแต่นักการเมืองที่ไม่ดีจึงควรให้ทหารเข้ามายึดอำนาจปกครองประเทศเพื่อปฎิรูปการเมือง ซึ่งความเชื่อในลักษณะนี้เป็นมายาคติ เพราะในความเป็นจริงแล้วการรัฐประหารส่งผลร้ายในระยะยาว อย่างแรกคือ การสถาปนาระบบที่ให้ทหารเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมือง สถาปนาให้รัฐไทยเป็นรัฐทหารมากขึ้น และเป็นการเปิดโอกาสให้ทหารมาปกครองประเทศ ซึ่งประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะยอมไม่ได้เป็นอันขาด

นอกจากนี้การรัฐประหารยังมีผลร้ายต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อมีการรัฐประหารและอยู่ในอำนาจยาวนาน เช่น ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่นเดียวกันกับการรัฐประหาร 2557 ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจเช่นกัน เห็นได้ชัดว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้รับผลประโยชน์จำนวนมากจากการรัฐประหารครั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งมีการออกกฎหมาย ข้อยกเว้นต่างๆ ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องข้ออ้างว่า ทหารเข้ามากำจัดคอร์รัปชั่นนั้น ทุกครั้งที่ผ่านมาก็พบเห็นแล้วว่า คณะรัฐประหารเองก็มีส่วนเกี่ยวพันกับการคอร์รัปชั่น

ปิยบุตร ย้ำถึงผลร้ายของการรัฐประหารด้วยว่า เป็นการตัดตอนพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนเริ่มตื่นรู้มากขึ้น ผู้มีอำนาจเริ่มควบคุมไม่ได้ ก็จะใช้การยึดอำนาจมาตัดตอนการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนใช้สิทธิ เสรีภาพ ได้อย่างเต็มที

แนวทางหยุดยั้งรัฐประหารไม่ใช่เรื่องเพ้อฟัน ทำสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ

ปิยบุตร อภิปรายต่อไปว่า เมื่อพูดว่าจะกำจัดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารในประเทศไทยออกไป หลายคนมักจะมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่เรื่องนี้เรื่องเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศโดยมีวิธีการที่หลากหลาย เรื่องแรกคือการ ปฎิรูปกองทัพให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย โดยต้องยืนยันหลักการที่ว่า รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร ไม่ใช่ให้ทหารมาขี่คอรัฐบาลพลเรือน จนรัฐบาลพลเรือนไม่กล้าทำอะไรเลย หากวันไหนทำอะไรไม่ถูกใจ กองทัพก็ออกมาตบเท้ากดดันให้นายกฯ ลาออก ถ้าไม่ออกก็จะยึดอำนาจ หากไม่สามารถสถาปนาหลักการพลเรือนอยู่เหนือทหารได้ก็หมายความว่า รัฐบาลพลเรือนที่มาจาการเลือกตั้งจะต้องอยู่ในอำนาจด้วยความหวาดระแวงตลอดว่าจะโดนยึดอำนาจเมื่อใด

ปิยบุตร กล่าวต่อไปถึงมาตรการที่ 2 ในการป้องกันการรัฐประหาร คือ การออกมาตรการในทางรัฐธรรมนูญ และมาตรการทางกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นอยู่ จนดูเหมือนว่าไม่เคยมีมาตรา 113 อยู่เลย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการยึดอำนาจเสร็จแล้ว คณะรัฐประหารก็ตั้งตนเองเป็นรัฎฐาธิปัตย์ อยู่ได้ด้วยอำนาจทางกายภาพ หากยังไม่มีการออกรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมานิรโทษกรรมตัวเอง แสดงว่าคณะรัฐประหารยังมีความผิดฐานกบฎอยู่ แต่ปรากฎว่าพี่น้องประชาชนผู้เสียหาย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจได้ลองไปฟ้องศาลเพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารมาดำเนินคดีกบฎในราชอาณาจักร แต่ศาลของประเทศไทยมองว่า ผู้ที่มาฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหาไม่รับฟ้อง กรณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไปฟ้องจอมพลถนอมจากการยึดอำนาจในวันที่ 17 พ.ย. 2514 โดยอ้างว่าตนเองในฐานะผู้แทนราษฎรได้รับความเสียหาย เพราะเมื่อมีการยึดอำนาจก็ทำให้สภาหายไป ตัวแทนของประชาชนก็หายไป แต่ศาลได้มองว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่รับฟ้อง และหลังจากนั้น อุทัย พร้อมพวกรวม 3 คน ถูกคำสั่งของจอมพลถนอม ม.17 สั่งขังคุก อีกกรณีหนึ่งคือ เรืออากาศตรฉลาด วรฉัตร ซึ่งไปฟ้องศาล ศาลก็บอกว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ในปี 2557 พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ไปฟ้องศาล ศาลก็บอกไม่ใช่ผู้เสียหาย แล้วถ้าเราไปเริ่มที่ตำรวจ ไปร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตำรวจทำสำนวนส่งไปยังอัยการ ส่งต่อไปศาล ตามกระบวนวิธีพิจารณาความอาญา กว่าจะไปถึงวันนั้นคนที่ยึดอำนาจก็จะออกคำสั่ง ออกประกาศ ออกพระราชบัญญัติ หรือออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวนิรโทษกรรมตัวเองไปหมดแล้ว และเมื่อเรื่องไปถึงศาล ศาลก็จะบอกว่า ยกฟ้อง เพราะมีการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นเรียยร้อยแล้ว

“เวลาเขาเขียนนิรโทษกรรม เขาเขียนกับแบบไม่อาย เขาเขียนว่าการกระทำใดที่เป็นความผิดในวันยึดอำนาจ ให้ถือว่าผิด แสดงว่าเขารู้อยู่แล้วว่า ที่เขาทำมันผิด แต่เขาเขียนว่าการยึดอำนาจที่ผิด ให้บอกว่าไม่ผิด นี่ยิ่งกว่าไม้กายสิทธิ์เสกอะไรก็ได้ ทำผิดกฎหมาย ยึดอำนาจเสร็จ ก็บอกว่าตัวเองไม่ผิด ทำกันแบบนี่ร่ำไป”

ปิยบุตร กล่าวถึงแนวทางป้องกันการรัฐประหารต่อว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พี่น้องประชาชนคนไทยเดินทางไปฟ้องศาลอาญา ชี้ว่าคณะรัฐประหารมีความผิดฐานกบฎในราชอาณาจักร แต่ศาลบอกว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ดังนั้นควรเขียนมาตรา 113/1 ว่า ประชาชนคนไทย ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นผู้เสียหายในคดีกบฎในราชอาณาจักร ถ้าเขียนแบบนี้ศาลจะไบอกว่า ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่ได้ และศาลก็จะต้องวินิจฉัย

เขากล่าวต่อถึงแนวทางในการพิจารณาคดีของศาลว่า มีแนวทางที่ยืนยันตรงกันมาตลอดว่า เมื่อยึดอำนาจเสร็จแล้วให้ถือเป็นรัฎฐาธิปัตย์ สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2490 ถึงปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้วศาลในต่างประเทศมีวิธีในการให้เหตุแบบอื่นเพื่อที่จะเอาคณะรัฐประหารมาดำเนินคดี ฉะนั้นควรจะทดลองเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญว่า ห้ามมิให้องค์กรตุลาการยอมรับการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร เป็นรัฎฐาธิปัตย์ ด้วย

ส่วนอีกมาตราการหนึ่ง ปิยบุตรเห็นว่า รัฐธรรมนูญควรรับรองสิทธิ และหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการต่อต้านการรัฐประหาร โดยยกตัวอย่างถึงรัฐธรรมนูญของประเทศกรีก หลังจากที่ผ่านการรัฐประหารมาหลายครั้ง ได้มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้ายว่า ปวงชนชาวกรีก มีสิทธิ และหน้าที่ในการต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนไปโดยทุกวิธีการ นอกจากนั้นยังเขียนต่อไปว่า ในวันที่ระบบปกติกลับเข้ามา หรือในวันที่มีฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยสำเร็จ ให้ดำเนินคดีอาญาต่อคณะรัฐประหารทันทีโดยไม่มีอายุความ

“ผมพูดมาถึงตรงนี้ท่านประธาน และสมาชิกหลายท่านก็อาจจะบอกว่า เพ้อฝันอีกแล้วเพราะเขายึดอำนาจเมื่อไหร่เขาก็ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทันที พอเขาฉีกทิ้งจะไปเหลือกฎหมายอะไรให้เราไปเล่นงานคณะรัฐประหาร เพราะฉีกทิ้งหมด ยิ่งเขียนก็ฉีกเพิ่ม แต่อย่างน้อยที่สุดวันหนึ่งเราได้กลับเขาสู่ระบบปกติ เรายังมีหมุดหมาย เรายังมีสัญลักษณ์ เรายังมีตัวบทรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมายที่รับรองเอาไว้อยู่ ถึงตอนนั้นเราหาวิธีการดำเนินคดีกับคนยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่สายจนเกินไป”

จะหยุดการรัฐประหารในอนาคต ต้องเอาคณะรัฐประหารในอดีตมาลงโทษ

ปิยบุตร กล่าวว่า การยุติการรัฐประหารเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อดูประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของหลายประเทศที่เคยมีการรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในปัจจุบันไม่เกิดขึ้นแล้ว การที่จะยุติการรัฐประหารได้อย่างสิ้นเชิง จำเป็นต้องมีการรื้อฟื้นเอาผู้ก่อการรัฐประหารมาขึ้นศาล มาดำเนินคดีในศาล และให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ  และหลังจากนั้นจะไม่มีการรัฐประหารอีกเลย เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วที่ ประเทศอาร์เจนติน่า ประเทศกรีก ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเกาหลีใต้ และที่ประเทศตุรกี

“พอมีการเอาคณะผู้ก่อการทั้งหลายกลับมาดำเนินคดี และลงโทษในความผิดฐานกบฎ หลายท่านเป็นนายพลอายุ 70-90 ต้องกลับมาขึ้นศาล ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต หลายถูกจำคุกเป็นเวลาหลายปี เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น นายทหารรุนน้องๆ ทั้งหลายจะพึ่งสังวรได้ว่า ยึดอำนาจเมื่อไหร่ หมดอำนาจลงไปแล้วจะถูกดำเนินคดีได้ตลอดเวลา ถ้าเราทำแบบนี้ได้ผมมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่มีรัฐประหารอีกเลย”

ปิยบุตร กล่าวต่อว่า ยังมีอีกหนึ่งวิธีซึ่งเป็นมาตรการระหว่างประเทศ เช่น ประเทศในแอฟริกาจำนวนมาก เป็นประเทศที่แข่งขันกันประเทศไทยในการเพิ่มสถิติการทำรัฐประหาร แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านประเทศในแอฟริกาหลายประเทศไม่สามารถทำการรัฐประหารได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งเพราะมีองค์กรที่ชื่อว่า แอฟริกันยูเนียน เป็นสหภาพของประเทศในทวีปแอฟริการวมกัน และให้ความเข้มงวดกับการทำรัฐประหารมาก หากมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศใด ก็จะถูกตัดขาดความสัมพันธ์จากประเทศอื่นๆ ทันที ซึ่งเป็นการสร้างมาตรการกดดันระหว่างประเทศ

มาตรการระหว่างประเทศอีกกรณีหนึ่งที่ ปิยบุตร ยกมาอภิปรายคือ เวลามีการรัฐประหารเกิดขึ้น จะมีการอำนาจเผด็จการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ หลายครั้งมีการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน วิธีการหนึ่งที่ต่างประเทศคิดค้นกันขึ้นมาคือ การกำหนดให้ความผิดต่อมวลมนุษยชาติยกระดับเป็นความผิดอาญาระหว่างประเทศ และตั้งศาลเฉพาะขึ้นมาชื่อว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ อยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตามธรรมนูญกรุงโรม หลายประเทศไปให้สัตยาบันรับรองอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศไว้ โดยการรับรงอำนาจศาลนี้ไว้มีประโยชน์สำคัญคือ หากผู้ปกครองประเทศปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน แล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากอำนาจในการพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้

“ประเทศไทยพูดเรื่องนี้กันมาเป็น 10 ปี แต่ในท้ายที่สุดเราก็ยังไม่ให้สัตยาบัน มักจะอ้างกันว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ฉะนั้นจึงลงนามไม่ได้ แต่จากการสำรวจพบว่า ประเทศที่มีรูปของรัฐแบบรัฐราชอาณาจักรมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจำนวนมากได้ให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรม เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา สเปน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ฉะนั้นประเทศไทยจึงมีโอกาสในการป้องกันการรัฐประหาร การใช้อำนาจเผด็จการเข่นฆ่าประชาชน โดยใช้กลไกของศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาช่วยได้”

ปิยบุตร กล่าวทิ้งทายว่า ทั้งหมดที่พูดมานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดและจะเป็นยาที่กำจัดการรัฐประหารไม่ให้กลับมาเกิดขึ้นอีกไม่ใช่มาตรการทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการปฏิรูปกองทัพเท่านั้น แต่คือการสร้างความคิดแบบใหม่ และจิตสำนึกแบบใหม่ให้กับประชาชนคนไทย นักการเมืองไทย รวมทั้งข้าราชการทั้งหมด ไม่ให้ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร

“หากวันหนึ่งพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชุมกันอยู่ แล้วมีการประกาศยึดอำนาจ แล้วพวกเราพร้อมใจกันต่อต้านรัฐประหาร ผมเชื่อว่าคณะรัฐประหารทำไม่สำเร็จ เช่นเดียวกันหากวันหนึ่งมีการรัฐประหารเกิดขึ้น แล้วประชาชนคนไทยพร้อมใจกันต่อต้าน การรัฐประหารก็จะไม่สำเร็จ หากวันใดมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราขการพลเรือนทั้งหมด พร้อมใจกันต่อต้านคณะรัฐประหาร รัฐประหารก็จะไม่มีวันทำได้สำเร็จ ถ้าวันใดมีการรัฐประหารเกิดขึ้น สื่อมวลชนพร้อมใจกันต่อต้านรัฐประหาร การรัฐประหารก็จะไม่มีวันสำเร็จได้ ดังนั้นความสำคัญที่สุดจึงอยู่ตรงนี้ ต้องขจัดความคิด มายาคติ ความเชื่อ ออกไปจากพี่น้องประชาชนคนไทยให้ได้ว่า รัฐประหารคือยาวิเศษ รัฐประหารคือเรื่องปกติในสังคมไทย เราต้องคิดให้ได้ว่ารัฐประหารเป็นเรื่องผิด รัฐประหารเป็นเรื่องที่พลเมืองคนไทยทั้งหลายต้องออกไปต่อต้านมัน อย่าให้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าไม่คิดว่าสู้เพื่อตัวเอง ก็คิดว่าสู้เพื่อลูกหลาน สู้เพื่ออนาคตประเทศไทย สู้เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลับมามีการรัฐประหารอีก”

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์