ส.ส.ภูมิใจไทย ให้กำลังใจ 'อนาคตใหม่' ระบุหากจะถูกยุบต้องมาจาก ปชช.ที่เสื่อมศรัทธา ไม่ใช่จากองค์กรใดๆ

ส.ส.ภูมิใจไทย ให้กำลังใจ 'อนาคตใหม่' ไม่อยากเห็นใครถูกยุบด้วยองค์กรอิสระอีก หากยุบต้องมาจากปชช.ที่เสื่อมศรัทธาเอง 'ไอติม' ชี้ 2 มาตรฐานคือไร้มาตรฐาน ยันจะเป็นแนวร่วมต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

20 ก.พ.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความหัวข้อ 'คืนก่อนวันชี้ชะตา_อนาคตใหม่' 

กรวีร์ กล่าวว่า จากใจจริงของคนที่เคยอยู่ในพรรคที่ถูกยุบ และเจ็บปวดจากการตัดสินยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ปีก่อน

"ผมไม่เคยเห็นด้วยและไม่อยากเห็นพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคการเมืองใดๆ ต้องมาถูกยุบพรรคจากน้ำมือขององค์กรอิสระเลย พรรคการเมืองคือจุดรวมของประชาชนที่มีอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมืองที่เห็นตรงกันเพื่อเข้าไปผลักดันและต่อสู้แทนประชาชนในการนำเสนอนโยบาย แนวคิดและแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านระบบรัฐสภา หากจะมีพรรคการเมืองใดจะต้องล่มสลายหรือต้องหายไปจากระบบประชาธิปไตย มันควรจะต้องเป็นการล่มสลายด้วยสมาชิกพรรคและประชาชนผู้สนับสนุนพรรคการเมืองนั้นๆ อาจจะด้วยการตัดสินหรือสั่งสอนของประชาชนผ่านการเลือกตั้งแต่ละครั้ง หากพรรคจะต้องถูกยุบมันควรจะ ถูกยุบด้วยน้ำมือของประชาชนที่เสื่อมศรัทธาในพรรคนั้นๆ ไม่ใช่จากองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าว

กรวีร์ กล่าวด้วยว่า ตนมีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับแนวทางของพรรคอนาคตใหม่ แต่ในประเด็นนี้ตนยังหวังลึกๆ กับพรรคอนาคตใหม่และอยากเป็นกำลังใจว่า พวกเขาจะรอดพ้นวิบากกรรมครั้งนี้ไปได้

 

'ไอติม' ชี้ 2 มาตรฐานคือไร้มาตรฐาน ยันจะเป็นแนวร่วมต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

ขณะที่วันเดียวกัน พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊ก “พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม-Parit Wacharasindhu”ระบุว่า สองมาตรฐานคือไร้มาตรฐาน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อนาคตใหม่” แต่เป็นเรื่องของ “อนาคตประเทศไทย” 

โดยมีรายละเอียดที่ พริษฐ์ โพสต์เพิ่มเติมดังนี้

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพ ต่อเมื่อประชาชนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายที่บังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน บ้านเมืองเราได้ไถลลงมาสู่สภาวะที่สังคมถูกปกครองด้วยระบอบสองมาตรฐาน ในระดับที่รุนแรงเกินกว่าที่เราจะนิ่งเฉยต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้

จริงอยู่ว่าเหตุการณ์สองมาตรฐานนั้นมีให้เห็นในทุกยุคทุกสมัยของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เรามักเห็นผู้มีอำนาจทำหลายอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเองในนามของ “ความยุติธรรม" และ “ความรักชาติ” เพื่อตีตราคนที่เห็นต่างว่าเป็นกลุ่มที่มุ่งร้ายต่อประเทศ

แต่ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ได้ทวีคูณมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับพลังและแรงกล้าของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองพวกเขาก้าวหน้าไปสู่ประเทศที่เป็นธรรมและรุ่งโรจน์ และหลุดออกจากระบอบสองมาตรฐานที่นับวันยิ่งเผยตัวออกมาอย่างชัดเจนขึ้นในทุกมิติของสังคม

ระบอบที่บอกเราว่าอะไรผิดถูก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำ แต่ขึ้นอยู่กับใครเป็นคนกระทำ ตัวอย่างเช่น

1.ในขณะที่กฎหมายถูกมาใช้ เพื่อปกป้องและให้คุณต่อคนกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะเขาพร้อมรับใช้ผู้มีอำนาจ กฎหมายเดียวกันถูกมาใช้เพื่อปกครองและให้โทษคนอีกกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะเขาเห็นต่าง

2.ในขณะที่บางคนกล้าสารภาพอย่างภาคภูมิว่าเขียนกติกาประเทศขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องตัวเอง คนอื่นกลับถูกจับกุมเพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอในประชามติ

3.ในขณะที่พรรคหนึ่งขายโต๊ะจีนระดมทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่ได้ อีกพรรคหนึ่งกลับถูกห้ามแม้กระทั่งขายสินค้าออนไลน์

4.ในขณะที่กลุ่มหนึ่งมีแต้มต่อตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จากอำนาจแต่งตั้งพวกพ้องเป็น ส.ว. 250 คน อีกกลุ่มหนึ่งกลับโดนตัดคะแนนหลังเลือกตั้ง จากการบิดการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อให้เข้าทางอีกฝ่าย

5.ในขณะที่บางกลุ่มมักป่าวประกาศถึงความสำคัญของการเป็นคนดีของสังคม แต่คนกลุ่มนั้นกลับเป็นมิตรกับคนที่ตัวเองเคยตีตราว่าเป็นคนโกง

6.ในขณะที่การถือหุ้นสื่อของผู้แทนบางคน ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และถูกปลดออกจากตำแหน่ง แต่ผู้แทนจากอีกซีกการเมืองที่ถืออิทธิพลเหนือสื่อ กลับเดินเข้าสภาอย่างง่ายดาย

7.ในขณะที่งานวิ่งแห่งหนึ่ง ถูกปฏิเสธการขอใช้สถานที่ก่อนงาน พร้อมมีเจ้าหน้าที่มาควบคุมสถานการณ์ งานเดินอีกแห่งหนึ่งกลับสามารถจัดได้อย่างราบรื่น เสมือนงานหนึ่งของภาครัฐ โดยมีเจ้าหน้าที่มาให้บริการ

8.ในขณะที่กรณีเสียบบัตรแทนกันในสมัยก่อน ทำให้กฎหมายเป็นโมฆะ แต่กรณีเสียบบัตรแทนกันในต้นปีนี้ กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

9.ในขณะที่ผู้คนที่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกตีตราว่า “ชังชาติ” แต่คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญกลับถูกมองว่าเสียสละเพื่อแผ่นดิน ไม่สำคัญว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคุณจะกากบาทให้ใคร ไม่สำคัญด้วยซ้ำว่าคุณเห็นด้วยกับแนวทางอนาคตใหม่หรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการออกมายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ร่วมปฏิเสธการเมืองสองมาตรฐาน และความยุติธรรมเอียงข้างที่ครอบงำประเทศนี้มานานเกินไป และฉายภาพให้เห็นว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่ อาจเป็นตะปูอีกดอกที่ตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐานของบ้านเมืองเรา

การพยายามยุบพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน แต่ยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้สถานการณ์การเมืองกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งที่หนักไปกว่าเดิม อันเป็นที่ประจักษ์ในระยะกว่า 15 ปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าวิบากกรรมเฉพาะหน้าของชาวอนาคตใหม่จะเป็นเช่นไร และไม่ว่าอนาคตข้างหน้าของพวกเราจะลงเอยเช่นไร แต่ที่แน่นอนคือพวกเราจะเป็นแนวร่วมในวิถีและอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

เราทุกผู้ ทุกนาม ทุกชั้นชน ทุกความเชื่อ ควรมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านนี้เมืองนี้ ด้วยวิถีทางแห่งสันติในระบบการเมืองที่เปิดกว้าง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมฝัน เพื่อสังคมไทยของพวกเราทุกคน หากทว่าการเมืองสองมาตรฐาน แลเห็นจะเป็นปัญหาใหญ่เกินที่จะมีกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งจะทัดทาน และไม่ได้เป็นภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือภารกิจของคนในสังคมทุกคน ที่จะต้องยืนหยัดร่วมปฏิเสธระบอบสองมาตรฐาน ที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าของเศรษฐกิจและสังคมเรา

ระบอบสองมาตรฐานคือสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ถาวร ถูกประดิษฐ์มาจากกลุ่มคนส่วนน้อยนิด หากความจริงอันถาวรก็คือความใฝ่ฝันที่จะเห็นสังคมเท่าเทียม มีสิทธิ มีเสรีภาพ เสมอหน้ากัน เพื่อจะให้ประเทศนี้มีศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

การเมืองไทยต้องการ "สถาบันการเมือง" ที่หลากหลาย เพื่อเป็นตัวแทนชุดความคิดที่แตกต่างกันออกไปของคนในแต่ละกลุ่ม เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ และเพื่อแข่งกันพัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของประชาชน

ทุกสิ่งที่พวกเรากล่าวมาไม่ใช่เพื่อบอกว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับอนาคตใหม่

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อนาคตใหม่” แต่เป็นเรื่องของ “อนาคตประเทศไทย”

อนาคตประเทศจะต้องเลิกตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐาน เพราะตราบใดที่บ้านเมืองเรายังถูกบริหารด้วยสองมาตรฐาน บ้านเมืองเราก็จะยังคงอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ประชาชนในประเทศเราสมควรได้รับ

#สองมาตรฐานคือไร้มาตรฐาน

20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ธิษะณา ชุณหะวัณ
พชรพร​ พนมวันฯ
พรพรหม วิกิตเศรษฐ์
พริษฐ์ วัชรสินธุ
พิษณุพงษ์ ถิรโชติภูวนันท์
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
อนรรฆ โกษะโยธิน
อุกฤษ อุณหเลขกะ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์