นิรนาม_ "ความเป็นผู้ใหญ่ทำลายชีวิตเขาอย่างเลือดเย็น"

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

มันเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้ ผมเพิ่งได้มีโอกาสคุยกับเขาเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เรานัดพบกันที่สวนสาธารณะกลางเมืองแห่งหนึ่ง

ทำไมเลือกที่นี่  ผมไม่เคยนัดพบใครที่สวนสาธารณะมาก่อน อาจจะเพราะเห็นว่ามันกลางแจ้ง ปลอดภัยดีท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เขาคงระมัดระวังตัว..

ผมเหลียวไปมองประตูทุกครั้งที่มีลูกค้าคนใหม่เข้ามา พวกเราขอเปลี่ยนที่นัดเป็นร้านกาแฟใกล้ๆ กัน เพราะนั่นมันตอนเที่ยงวัน อากาศชายทะเลร้อนอบอ้าวเกินกว่าจะนั่งคุยกันในบรรยากาศสบายๆ  

“คนนี้หรือเปล่า?” ผมถามเพื่อนเมื่อเห็นชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดดูท่าทางเลิกลั่กเหมือนมองหาใคร  

“หึ ไม่ใช่”  “คนนี้ไหม” “ไม่ใช่” คนแล้วคนเล่า ... “ทำไมรู้ว่าไม่ใช่ เคยเห็นเหรอ?”  “เดาเอาจากรูปในเฟส”   

“คนนี้แหละ มาละ” 

ผมรู้มาก่อนหน้าว่าเขาอายุยังไม่ถึงยี่สิบ แต่ก็ไม่คิดว่าภาพในความคิดกับภาพที่ปรากฏต่อสายตาไม่มีอะไรทาบทับกันได้ขนาดนี้ 

“เด็กชาย” ผมอยากจะเรียกแบบนั้น รูปร่างผ่ายผอม ความสูงไม่น่าจะเกิน 160 เซนติเมตร ในเสื้อยืดสีตุ่นๆ กางเกงผ้าขายาวไม่นำสมัย เขาสวนแว่นสายตา และสวมหน้ากากอนามัยตั้งแต่แรกพบจนแยกจากกัน เราจึงเห็นใบหน้าเขาเท่าที่เราได้รับอนุญาตให้มองเห็น 

“กินอะไรไหม สั่งเลย พวกพี่เพิ่งมาถึง ขอกินข้าวก่อน”

“ไม่เป็นไรครับ” แม้แต่น้ำเปล่าเขาก็ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม เด็กหนอเด็ก คิดว่าหน้ากากอนามัยอันแค่นี้มันจะช่วย “save” ตัวเองจริงหรือ ผมได้แต่คิด

ถ้าคุณตามทวิตเตอร์เขา คุณต้องคิดเหมือนผม เด็กชายตรงหน้า ไม่มีตรงไหนที่บอกได้เลยว่าเขาเป็นคนคนที่ค้นคว้า อ่าน และเขียนเรื่องราวเผยแพร่ให้คนนับแสนเฝ้าติดตาม 

อ่อ ! อาจจะมีนิดหนึ่งตรงที่เขาดูสุภาพเรียบร้อยมาก เช่นเดียวกับภาษาที่เขาทวิตแต่ละครั้ง แม้จะมีคำสบถอยู่บ้างอย่าง วะ ว่ะ แต่แทบไม่มีคำหยาบ ผิดวิสัยการใช้พื้นที่ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ของเด็กวัยรุ่นที่เราคุ้นเคย  

“ผมพูดไม่ค่อยเก่ง” เขาออกตัว 

พูดไม่เก่ง พูดน้อย หรือไม่พูด คำพวกนี้มันต่างกันโข สองชั่วโมงกว่าของการพูดคุยเราแทบกางนิ้วมือนับคำพูดได้ครบถ้วน

บรรยากาศการพูดคุยค่อนข้างอึดอัดเพราะเขาเล่าอะไรได้น้อยมาก เช่น ชอบไปเที่ยวไหม เคยไปเที่ยวที่ไหนบ้าง วันๆ ทำอะไร ไปกรุงเทพฯบ่อยไหม ฯลฯ เขาคิดนานทุกคำถามง่ายๆ แบบนี้ และตอบอย่างกำกวมแทบทุกคำตอบ 

ปกปิดเพราะระแวดระวัง หรือคุยไม่เก่งกันแน่  ผมคิดตลอดเวลาที่เขาหยุดคิด แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องปกปิด เพราะเขาตอบรับเองว่าอนุญาตให้ผมมาพบ แต่เด็กแบบไหนกันจึงพูดน้อยได้ขนาดนี้ มีท่าทีอึดอัดได้กับคำถามเรื่องทั่วไปแบบนี้ ...

“ผมคุยไม่เก่ง” เขาย้ำซ้ำๆ      

“ผมเรียนไม่เก่ง” นั่นอีกที่ขัดกับสิ่งที่เราเข้าใจ เมื่อเฝ้าติดตามอ่าน “ความรู้” จากเขา 

“ชอบค้นคว้า ชอบอ่านงาน อ.สมศักดิ์ ทำไมไม่เรียนประวัติศาสตร์” เขาเลือกเรียนเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยเปิด เพราะเห็นว่าน่าจะเรียนง่ายที่สุด เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาแทบไม่เคยเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาตามระบบปกติ 

เขาเป็นลูกคนเดียว อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ มีเพื่อนในโลกความจริงน้อยมาก เวลาแต่ละวันทำ “เรื่องทั่วไป” อย่างกินข้าว ฟังเพลงบ้าง ดูหนังบ้าง ไม่ค่อยได้ออกไปไหน คุยกับเพื่อนที่เจอกันในความจริงก็มักคุย “เรื่องทั่วไปครับ” คุยกับพ่อแม่ที่บ้าน

“ก็คุยนะครับ คุยเรื่องทั่วไป” 

“ผมไม่เคยเข้าโรงเรียน ผมเรียน กศน. มาตั้งแต่ประถม จนจบชั้นมัธยมปลาย” เขาบอก ผมถามย้ำ เขาตอบยืนยันเรียบๆ ทำนองว่าเรื่องนี้ไม่แปลกอะไร 

ถ้าสิ่งที่เขาบอกเป็นความจริงทุกประการ ... เด็กคนนี้ก็น่าจะมีอะไรบางอย่างไม่เหมือนเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน ผมไม่อยากเรียกว่า “ป่วย” หรือ “ผิดปกติ” หรือ “ผิดแผก” เพราะมนุษย์เราไม่เหมือนกัน และเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

หรือนั่นคือเหตุผล? เขาเติบโตมาในโลกที่ไม่เหมือนใคร เขาจึงเป็นอิสระจากการถูกป้อนความคิด ความเข้าใจ และความรู้ ในแบบที่เด็กไทยทุกคนต้องถูกหล่อมหลอมยัดเยียดผ่านระบบการศึกษาและสื่อกระแสหลัก

โลกในความคิดของเขาคือโลกแห่งเสรีภาพ “ความรู้” ก่อเกิดจากสิ่งที่เขาค้นคว้า ศึกษา หาอ่าน แลกเปลี่ยน และเพิ่มพูนในเรื่องที่สนใจได้อย่างไม่สิ้นสุด     

แต่โลกในความจริงของพวกเรา เขารู้จักมันน้อยมาก เพราะตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เขามีโอกาสพบปะคบหาใครค่อนข้างน้อย
เขาสุภาพ เรียบร้อย พูดน้อย อ่านมาก ข้อเท็จจริงไม่ผิดเพี้ยนจากที่เขาบอกทุกประการ ผมพบพ่อและแม่ของเขาในวันวิกฤติที่สุดในชีวิตของสามคนพ่อแม่ลูก “ลูกผมเขาพูดน้อย เขาคงจะเหงาเพราะเป็นลูกคนเดียว” 

พ่อและแม่ฟูมฟักเขาราวกับไข่ในหินเท่าที่ครอบครัวทำมาหากินฐานะปานกลางจะดูแลกันได้ พ่อเชื่อว่าเขามีระดับการเรียนรู้แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน จึงให้อิสระไม่กะเกณฑ์เส้นทางชีวิตเหมือนเด็กส่วนใหญ่ในสังคมยุคนี้ที่ถูกพ่อแม่คาดหวังและกดดัน   

เขาเพิ่งบรรลุนิติภาวะอย่างสมบูรณ์ในเดือน มกราคม 2563 ความเป็นผู้ใหญ่ทำลายชีวิตเขาอย่างเลือดเย็น

โลกในความคิดของเด็กชายคนหนึ่งมันกว้างใหญ่ก็จริง แต่มนุษย์ผู้ใหญ่ในโลกในความจริงเลวร้ายเกินกว่าที่เขาจะประเมินได้.  

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
'นิรนาม_' ถูกจับคดีพ.ร.บ.คอมฯ เหตุทวิตเกี่ยวกับ ร.10 ศาลไม่ให้ประกัน อ้างเป็นเรื่องร้ายแรง

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์