'พรรณิการ์' อภิปรายนอกสภาระบุ 'รบ.ประยุทธ์' เอื้อคนทุจริตคดี 1MDB

'พรรณิการ์ วานิช' อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาฯ ระบุ 'รัฐบาลประยุทธ์' เอื้อขบวนการทุจริตมาเลเซีย 1MDB ยุค 'รัฐบาลนาจิบ' ปล่อย 'โจโล' ผู้ต้องหา อินเตอร์โพลและคนอื่นๆ เข้าออกกบดานในประเทศ รวมทั้งจับกุมพยานชาวสวิสผู้เปิดโปงคดี ให้กลายเป็นผู้ต้องหากรรโชกทรัพย์

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2563 ศูนย์ประสานงานอนาคตใหม่ ฝั่งธนฯ พรรณิการ์ วานิช อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภาเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เข้าไปมีส่วนสมรู้ร่วมคิดปกปิดผู้กระทำผิดในคดีอาชญากรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกว่า ‘คดี 1MDB’ โดยปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติลอยนวล ให้ที่พักพิง หลบซ่อนตัวแก่ผู้ต้องหาที่มีหมายแดงจากอินเตอร์โพล หรือตำรวจสากล ที่เป็นที่ต้องการตัวในหลายประเทศ เป็นบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีกับชาติพันธมิตรของไทย 

“ทั้งหมดนี้คือการใช้อำนาจในทางมิชอบ เอาจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำที่น่าละอาย อย่าว่าแต่น่าละอายในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่ยังน่าละอายในฐานะคนที่ประกาศว่าตนเอง “รักชาติ” ด้วย” พรรณิการ์ ระบุ 

อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวต่อไปว่า คดี 1MDB  คือ เรื่องอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความเกี่ยวพันกับ นาจิบ ราซัค อดีตนายกฯมาเลเซีย ซึ่งก่อตั้งกองทุนแห่งรัฐ หรือ Sovereign Wealth Fund ขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งด้านการท่องเที่ยว พลังงาน อุตสาหกรรม และหวังให้กัวลาลัมเปอร์เป็นศูนย์กลางด้านการเงินของภูมิภาค แต่กองทุนกลับประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง จนมีหนี้สะสมกว่า 3.7 แสนล้านบาทภายใน 6 ปี 

ต่อมา สื่อมวลชนได้เปิดเผยและตีแผ่ข้อมูลออกมาอีกว่า มีเงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับช่วยเหลือประชาชนมาเลเซียในกองทุนนี้หายเข้าสู่ระบบการเงินโลกอย่างมีเงื่อนงำ อัยการสหรัฐฯและมาเลเซีย ระบุว่า เงินดังกล่าวไหลเข้าสู่กระเป๋าของผู้ทรงอิทธิพลเพียงไม่กี่คน ซึ่งได้นำเงินนั้นไปซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู เครื่องบินส่วนตัว และงานศิลปะของจิตรกรเอกของโลกอย่าง แวน โกะห์ และโมเนต์ รวมทั้งนำไปลงทุนสร้างหนังดังของฮอลลีวูด Wolf of Wallstreet 

“การยักยอกเงินจากกองทุน 1MDB มีเครือข่ายโยงใยเกี่ยวพันทั่วโลก ทำให้มีถึง 10 ประเทศเดินหน้าสอบสวนเรื่องนี้ ตั้งแต่ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ลักเซมเบิร์ก ซีเชลส์ สหรัฐฯ อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีหลายคนถูกออกหมายแดง หรือ Red Notice โดยอินเตอร์โพล ประเทศที่จริงจังในการสอบสวนเรื่องนี้ที่สุด คือสหรัฐฯ มีคดีความเรื่องนี้กว่า 10 คดี เนื่องมาจากเงินจำนวนมากถูกนำมาฟอกในสหรัฐฯ โดยปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการยักยอกทรัพย์สินมูลค่ากว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ หรือ 140,000 ล้านบาทไปจากกองทุน 1MDB โดยเงิน 681 ล้านดอลลาร์ หรือ 2 หมื่นล้านบาท ถูกนำเข้าบัญชี “เจ้าหน้าที่รัฐมาเลเซียหมายเลข 1” โดยตรง ซึ่งภายหลังมาเลเซียเปิดเผยว่าบุคคลนั้นก็คือ นาจิบ ราซัค โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ได้รับบริจาคจากสมาชิกราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย แต่กำลังมีการสอบสวนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินบริจาคโดยเสน่หา แต่คือภาษีประชาชนมาเลเซียที่ถูกยักยอกไป”

พรรณิการ์ ระบุว่า นี่คือการปล้นเงินภาษีของคนมาเลเซียครั้งใหญ่ที่สุด มีความพยายามปกปิดเรื่องนี้ ไม่ว่าปิดปากสื่อ ปลดอัยการสูงสุดมาเลเซียที่สอบสวนคดี ปิดปากพยานผู้รู้เห็นด้วยคดีความและการข่มขู่ เป็นความพยายามใช้อำนาจโดยมิชอบกลายเป็นความไม่พอใจของประชาชนมาเลเซีย แม้ใช้ทุกวิถีทางแต่ในที่สุดพรรคอัมโนที่ไม่เคยแพ้การเลือกตั้งมาตลอด 50 กว่าปี ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป และนาจิบถูกดำเนินคดีถึง 42 คดี

“ที่น่าอับอายสำหรับเราคนไทย ก็คือรัฐบาลไทยได้มีส่วนสำคัญในการช่วยนาจิบปกปิดเรื่องอื้อฉาวระดับโลกนี้ด้วย ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับคดีนี้เลย ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร” พรรณิการ์กล่าว

เธออธิบายต่อไปว่า หลังการรัฐประหาร วันที่  22 พ.ค. 2557 รัฐบาลทหารที่ขาดความชอบธรรมอย่างหนัก ต้องการความยอมรับจากนานาอารยประเทศ เป็นที่มาของนโยบายต่างประเทศแบบหงอ เอาอกเอาใจคนอื่นเพื่อขอความยอมรับ นาจิบ ที่กำลังตกที่นั่งลำบากในเวลานั้นจึงเป็นผู้นำคนแรกในโลกที่ให้การรับรองรัฐบาลทหารของไทย และส่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเยือนรัฐบาลไทยในวันที่ 4 มิ.ย. 2557 เพียง 2 สัปดาห์หลังรัฐประหาร การรับรองรัฐบาลทหารในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “พันธมิตรมืด” ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และนาจิบ

ภายใต้การจับมือนี้นำไปสู่การจับกุม ชาเบียร์ ฆุสโต ชาวสวิสเชื้อสายสเปน หนึ่งในผู้บริหารของเปโตรซาอุดี บริษัทที่เป็นเครือข่ายฟอกเงินของแก๊ง 1MDB ที่ได้ลาออกจากบริษัทพร้อมนำข้อมูลอีเมล 230,000 ฉบับ รวม 90 กิกกะไบต์ เปิดต่อสาธารณะ ผ่าน แคลร์ บราวน์ แห่งซาราวัค รีพอร์ท ในเดือน ก.พ. 2558 และในเดือน มิ.ย. วอลสตรีท เจอร์นัล ก็ตีพิมพ์เรื่องนี้จนกลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลก 

ภายหลังแคลร์ บราวน์ เดินทางกลับอังกฤษเพราะรู้ตัวว่าไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ในมาเลเซียหรือประเทศใดในอาเซียน ขณะที่ชาเบียร์เลือกอยู่ในประเทศไทย เพราะคิดลงหลักปักฐานที่เกาะสมุยพร้อม ลอรา ภรรยา และซานเดอร์ ลูกที่เพิ่งคลอด แต่ด้วยความพันธมิตรมืดระหว่าง นาจิบ และ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการมากที่สุดคือการปกปิดความผิด  ทำให้ วันที่ 22 มิ.ย. 2558 ชาเบียร์ ถูกจับกุมในประเทศไทยด้วยข้อหา “พยายามกรรโชกทรัพย์”  สตช. ระบุว่า ได้รับการประสานจากบริษัทปิโตรซาอุดี ให้ดำเนินการช่วยจับกุมซึ่งมีการแถลงข่าวใหญ่โต แต่กลับเงียบหายและมีการกำชับว่า บุคคลที่มีสิทธิ์ให้ข่าวเรื่องนี้ มีเพียง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. และพล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. ในขณะนั้น  ต่อมา ในวันที่ 30 มิ.ย. พ.ต.อ. อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบฯ แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ทางการอังกฤษได้ส่งตำรวจมาร่วมสอบสวนคดีนี้ และไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการสอบสวน ชาเบียร์ และในวันที่ 9 ก.ค. พล.ต.ท.ประวุธ ถาวรศิริ โฆษก สตช. ในขณะนั้นให้สัมภาษณ์สื่อว่าชาเบียร์ถูกควบคุมตัวเป็นกรณีพิเศษ เพราะมีความพยายามจะให้ผู้ต้องหาไม่ให้ความร่วมมือบอกข้อมูลกับตำรวจ จึงมีคำสั่งไม่ให้ใครเข้าเยี่ยมชาเบียร์โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย

“ขีดเส้นใต้ 3 เรื่องนี้ ตำรวจไทยบอกว่าอังกฤษส่งตำรวจมาสอบสวนชาเบียร์ ตำรวจไทยบอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือนานาชาติที่จะสอบสวนชาเบียร์ และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชาเบียร์โดยไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ทั้งหมดกลายเป็นปาหี่ระดับชาติ เป็นเรื่องต้มตุ๋นครั้งใหญ่ที่กระบวนการยุติธรรมไทยรวมหัวกับเครือข่าย 1MDB ยัดคนบริสุทธิ์เข้าคุก ความเป็นจริง พอล ฟินนิแกน บุคคลที่อ้างว่าเป็นตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ด เป็นตำรวจปลอม เขาเป็นอดีตตำรวจที่ปิโตรซาอุดีจ้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินคดีชาเบียร์ที่ไทย หลักฐานสำคัญคือ อีเมลจากแอทกินส์ ทอมป์สัน สำนักทนายความที่ปิโตรซาอุดีว่าจ้าง อีเมลนี้ส่งไปถึงสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ของอังกฤษ เพื่อชี้แจงแก้ต่างให้ปิโตรซาอุดี หลังจาก การ์เดียนตีพิมพ์ข่าวคดีทุจริต 1MDB ในอีเมลนั้น ระบุชัดว่าปิโตรซาอุดี ว่าจ้าง “ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ผู้เป็นอดีตตำรวจ” เพื่อดูแลประสานงานกับทางการไทยในการดำเนินคดีชาเบียร์”

นอกจากนี้ ตำรวจไทยที่บอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาชาติสอบสวนคดีนี้ แต่ FBI ที่กำลังสอบสวนคดี 1MDB นี้อย่างเข้มข้น กลับถูกปฏิเสธการเข้าพบชาเบียร์ในเรือนจำถึง 3 ครั้ง 

“การที่ชาเบียร์ต้องเข้าไปเจอสภาพคุกไทย ไม่ได้พบใครนอกจากคนของเปโตรซาอุดีตลอด 1 เดือน จนยอมสารภาพเรื่องเท็จ การที่แพทริก มาฮอนี ผู้จัดการเปโตรซาอุดีกล้าพูดกับภรรยาของชาเบียร์ว่าเขา “เป็นเจ้าของคุก” และ “ควบคุม” รายชื่อคนเข้าเยี่ยมชาเบียร์ได้ การไม่ยอมส่งตัวชาเบียร์กลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งที่มีสัญญาส่งตัวนักโทษกับเขา การที่ชาเบียร์โดนเนรเทศ 100 ปีทั้งที่โดนแค่ข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นผลพวงของการทุจริตในวงราชการ หรือมันคือคำสั่งจากเบื้องบน ผลพวงของ “พันธมิตรมืด” ที่ต้องการช่วยนาจิบ เก็บชาเบียร์ไว้ในที่ปลอดภัยที่สุด นั่นก็คือคุกไทย” 

พรรณิการ์ กล่าวต่อไปว่า ความผิดปกติในคดีของชาเบียร์  หลังจากสารภาพและถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี ในเดือน ธ.ค. 2558 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์พยายามเจรจาขอโอนตัวชาเบียร์กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือน ม.ค. 2559 ดิดิแยร์ บัวคัลเทอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ขอเจรจานำตัวชาเบียร์กลับมาตุภูมิ และมีการรับปากว่าการส่งตัวจะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2559 แต่ต่อมากลับถูกเลื่อนและยกเลิกไปอย่างถาวร เนื่องจาก นาจิบ กำลังจะมาเยือนและไทยไม่ต้องการฉีกหน้า ต่อมา สวิสได้ขอพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์ก เพื่อเจรจาขอชาเบียร์กลับมาตุภูมิอีกครั้ง แต่ล้มเหลว กระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นชี้แจงว่า แม้ไทยกับสวิตเซอร์แลนด์จะมีสัญญาโอนตัวนักโทษข้ามแดน แต่ตามระเบียบของกระทรวง จะโอนนักโทษที่เหลือโทษจำคุกมากกว่า 1 ปีเท่านั้น กรณีชาเบียร์ เหลือโทษเพียง 9 เดือน จึงไม่เข้าข่าย คำถามคือ สวิตเซอร์แลนด์ดำเนินการขอโอนตัวมาตั้งแต่ ม.ค. หากต้องการโอนตัวชาเบียร์กลับจริงก็ย่อมทำได้ แต่รอจนถึง ก.ย.จึงปฏิเสธโดยอ้างกฎระเบียบ และคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือสัญญาโอนตัวที่ทำกันไว้แล้วกับสวิตเซอร์แลนด์ เหตุใดจึงถูกยกเลิกไปในช่วงเวลาเดียวกับที่นาจิบเดินทางมาเยือนไทย

“ความผิดปกติในคดีชาเบียร์ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดเพียงเพราะการติดสินบนเจ้าหน้าที่โดยปิโตรซาอุดีเท่านั้น เพราะเรื่องเกี่ยวโยงกับตำรวจ เรือนจำ กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เรื่องใหญ่ที่ข้ามหลายหน่วยงานขนาดนี้ ไม่ได้ทำได้โดยข้าราชการประจำ ทั้งหมดนี้ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บิดผันกระบวนการยุติธรรม จับคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก ปิดกั้น FBI ไม่ให้เข้าถึงแหล่งข่าว ไม่สนใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการโอนตัวนักโทษ ไม่สนใจความสัมพันธ์กับประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งหมดนี้เป็นไปเพียงเพื่อตอบสนอง “พันธมิตรมืด” ช่วยนาจิบปกปิดความผิดในคดี 1MDB”

พรรณิการ์ ยังชี้ให้เห็นถึงการช่วยเหลือคดี 1MDB ในประเด็นต่อมาว่า คดีนี้ได้มีการออกหมายจับบุคคลสำคัญที่ช่วยนาจิบบริหารเครือข่ายฟอกเงินระดับโลกคือ โลเตี๊ยกโจ หรือโจ โล นักธุรกิจเชื้อสายจีนจากปีนัง โดยวันที่ 7 ต.ค. 2559 รัฐบาลสิงคโปร์ขอให้อินเตอร์โปล หรือตำรวจสากล องค์กรความร่วมมือระหว่างตำรวจเพื่อการป้องปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ออกหมายแดง หรือ “Red Notice”  โจ โล เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีในสิงคโปร์ ข้อหามีส่วนรู้เห็นในอาชญากรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับ 1MDB หมายดังกล่าวได้แจ้งให้ทางการทุกประเทศในเครือข่ายอินเตอร์โพลติดตามตัว โจ โล รวมถึงประเทศไทย 

“ชาติที่เป็นภาคีอินเตอร์โพล มีพันธกิจที่จะต้องให้ความร่วมมือติดตาม แจ้งเบาะแสให้กับประเทศผู้ขอหมาย และประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การจับกุมมาดำเนินคดี แต่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว รวมถึงมีการตีพิมพ์ลงในหนังสือขายดีที่ตีแผ่กรณี 1MBD Billion Dollar Whale ซึ่งเขียนโดยสองนักข่าวผู้เปิดโปงคดี 1MDB ตั้งแต่แรก ว่าไทยและจีน เป็นเพียง 2 ประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพิกเฉยต่อหมายแดงที่ติดตามตัวโจ โล

หลักฐานก็คือ ประวัติการเดินทางผ่านแดนไทยของโจ โล ที่เข้าออกเมืองไทยถึง 5 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่มีหมาย ถึงวันที่ 13 พ.ค. 2561 โดยที่ทางการไทยไม่เคยแจ้งไปยังสิงคโปร์ ประเทศผู้ขอหมายแดง พล.อ.ประยุทธ์ เลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อพันธมิตรมืดมากกว่ารักษากฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าเป็นภาคี เลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์กับนาจิบ มากกว่านายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์”

พรรณิการ์ ตั้งขอสังเกตว่า หากไทยลำบากใจหากต้องกระทบสัมพันธ์กับทั้งลีเซียนลุงและนาจิบ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกด้วยการปฏิเสธไม่ให้ โจ โล เข้าเมือง จะเป็นการรักษาน้ำใจกับทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านและเอาตัวออกจากความขัดแย้งครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการรักษาสัมพันธภาพส่วนตัวกับนาจิบ หรืออาจจะมีผลประโยชน์อื่นที่ไม่อาจทราบได้จึงเลือกเพิกเฉยต่อหมายแดง และปล่อยให้โจ โล อาชญากรการเงินระดับโลก ใช้ไทยเป็นแหล่งกบดานได้อย่างสบายใจ

“หลักฐานสำคัญอีกประการที่พิสูจน์ว่า โจ โล มั่นใจที่จะใช้ไทยเป็นแหล่งกบดาน เป็นเพราะเขาเชื่อมั่นในความคุ้มครองของพันธมิตรมืด ก็คือการที่เขาตัดสินใจออกจากไทยในวันที่ 13 พ.ค. 2561 และไม่ได้กลับมาอีกเลย อย่างน้อยก็ไม่ได้กลับมาในพาสปอร์ตเดิม วันที่ 10 พ.ค. เป็นวันประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย พรรคร่วมฝ่ายค้าน ปากาตัน ฮาราปัน ชนะเลือกตั้ง โค่นรัฐบาลนาจิบลงได้ เป็นครั้งแรกที่พรรคอัมโนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ แน่นอนว่าเป็นเพราะคดี 1MDB มหาธีร์ นายกคนใหม่ของมาเลเซียประกาศทันทีว่าภารกิจหลักของรัฐบาลคือการสะสางคดีนี้ เอาเงินของประชาชนมาเลเซียที่ถูกปล้นไปโดยนาจิบ กลับคืนมาให้ได้” 

พรรณิการ์ ยืนยันว่า 10 พ.ค. โจ โล อยู่ในประเทศไทย ที่ภูเก็ต เตรียมเฉลิมฉลองชัยชนะในการเลือกตั้งให้กับนาจิบ แต่เมื่อเหตุการณ์พลิกผัน โจ โล ก็เริ่มรู้ตัวว่าพันธมิตรมืดที่คุ้มครองเขา เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะนาจิบ คู่สัญญา มีอันเป็นไป พลัดตกจากบัลลังก์ การบุกค้นอพาร์ทเมนต์ของนาจิบ ยึดของกลางเป็นเงินสดเกือบ 900 ล้านบาท และกระเป๋าแบรนด์เนมอีกกว่า 400 ใบ ในวันที่ 12 พ.ค. ทำให้โจ โล ตัดสินใจเดินทางออกจากไทยด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว พร้อมคนสนิทอีก 5 คน

แต่แม้ โจ โล จะไปแล้ว แต่ยังมีเครือข่ายใช้ไทยเป็นแหล่งกบดานและจุดนัดพบ ตัน เคง ฉี คนถือเงินของโจ โล และจัสมิน ลู ทนายความ ยังคงเดินทางเข้าออกเมืองไทย แม้หลังมีหมายแดงอีกชุด ประกาศจับโจ โล และพวก รวมถึงตันเคงฉี และจัสมิน ในเดือน ธ.ค. 2561  มีรายงานว่าตันเคงฉี กบดานอยู่ในบ้านพักหรูแถบเขาใหญ่ จนกระทั่งออกเดินทางไปจากไทยในปลายปี 2562 ที่ผ่านมานี่เอง ทั้งที่จากบันทึก ตม. ตันเคงฉี เดินทางออกจากไทยครั้งสุดท้ายในปี 2561

“มีเรื่องน่าสนใจกว่า เกี่ยวกับ จัสมิน ลู แม้เธอจะเพิ่งโดนหมายแดงในเดือน ธ.ค.2561 แต่ชื่อของลูถูกขึ้นบัญชี watch list ไว้ โดยรอง ผบ.ตร. ท่านหนึ่ง หาก ตม. พบว่าลูเดินทางเข้าหรือออกนอกประเทศ ให้แจ้งรองผบ.ตร.ท่านนี้ทันที แต่แล้ว ลูก็เดินทางออกนอกประเทศไทยไปในวันที่ 7 ก.ย. 2561 ไม่กี่วันก่อนทางการมาเลเซียจะยกเลิกพาสปอร์ตของเธอ เจ้าหน้าที่ตม.แจ้งว่า โทรหารองผบ.ตร.แล้ว แต่ติดต่อไม่ได้ จึงปล่อยให้ลูออกนอกประเทศไป” 

บันทึกการเข้าออกเมืองของ จัสมิน ลู ที่เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2562 ยังปรากฏรายการเดินทางเข้าออกของเธอ ถึง 36 รายการ โดยบันทึกว่าการเดินทางออกครั้งสุดท้ายคือ 7 ก.ย. 2561 แต่เมื่อเข้าไปเช็คในฐานข้อมูล ตม.อีกครั้ง กลับปรากฏว่ามีการลบข้อมูล ไม่มีทั้งบันทึกว่าชื่อของลู อยู่ในวอช ลิสต์ และข้อมูลการเดินทางเหลือเพียง 14 รายการ หายไป 22 รายการ โดยฐานข้อมูลปัจจุบันระบุว่าลูเดินทางออกจากไทยครั้งสุดท้าย ในวันที่ 29 ธ.ค. 2559

ตันเคงฉี และจัสมิน ลู ได้รับความช่วยเหลือจาก นาย พ. บุคคลที่วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่ากำลังถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สอบสวนความเกี่ยวพันกับ โจ โล ตำรวจไทยมีหลักฐาน รายละเอียดชัดเจนว่านาย พ. อำนวยความสะดวกให้โจ โล และคนสนิททั้ง 2 คน ระหว่างอยู่เมืองไทย มีการใช้บัตรเครดิตของนาย พ. จ่ายค่าที่พักให้โจ โล นาย พ. คนนี้ ไม่ใช่คนแปลกหน้าของตำรวจ บริษัทของเขาได้ทำสัญญารับงานโครงการสารสนเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมากกว่า 1 สัญญา แต่ตำรวจกลับไม่สอบสวนเรื่องนี้ ไม่มีการเปิดการสอบสวนเครือข่ายฟอกเงิน 1MDB เหมือนที่อีก 10 ประเทศทำ

“จากพยานหลักฐาน ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทำให้เชื่อได้ว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำตัวเป็นรัฐมาเฟีย เก็บค่าต๋งคุ้มครองโจร ปกปิดข้อเท็จจริงของคดีปล้นเงินคนมาเลเซียครั้งใหญ่ คดีอาชญากรรมการเงินที่ 10 ประเทศทั่วโลกกำลังเร่งสอบสวน  ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของต่างประเทศที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี บิดผันกระบวนการยุติธรรมในประเทศ เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกเพื่อปิดปาก แต่กลับปล่อยให้คนที่มีหมายแดงจากอินเตอร์โพล ลอยนวลใช้ไทยเป็นที่กบดานนานหลายปี บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ด้วยการขัดขวางการสอบสวนของ FBI บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ด้วยการไม่ยอมส่งตัวชาเบียร์ ฆุสโต กลับมาตุภูมิ  บ่อนทำลายความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ ด้วยการเพิกถอนต่อหมายแดงอินเตอร์โพลที่ขอโดยสิงคโปร์  ทั้งหมดนี้ ชวนสงสัยว่าเป็นไปเพื่ออะไร? อาจเพื่อสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับนาจิบและเครือข่าย ส่วนการรับผลประโยชน์อื่น เงินภาษีของชาวมาเลเซียแสนกว่าล้านที่นาจิบปล้นมา จะมาเข้ากระเป๋าพลเอกประยุทธ์และเครือข่ายหรือไม่อย่างไร รอการเปิดผลการสอบสวนของ FBI และคำตัดสินของศาลสวิตเซอร์แลนด์ในคดีที่ครอบครัวฆุสโตยื่นฟ้องปิโตรซาอุดี ก็จะรู้เอง

“แต่ที่รอไม่ได้ ณ ขณะนี้ ก็คือการให้ พล.อ. ประยุทธ์ ดำเนินนโยบายขายชื่อเสียงประเทศชาติแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ดิฉันขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนตัดสินใจ ว่าเราจะเอาคนที่เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก ให้ที่พักพิงอาชญากรระดับโลก ขัดขวางการนำเงินภาษีของพี่น้องมาเลเซียที่ถูกปล้นไปกลับคืนเจ้าของ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างไร ดิฉันไม่ไว้วางใจให้ท่านบริหารประเทศนี้  

1MDB ล้มรัฐบาลนาจิบมาแล้ว ด้วยความใหญ่โตของจำนวนเงินที่ถูกปล้นไปจากประชาชน ด้วยความใช้อำนาจอย่างหน้ามืดของผู้นำประเทศที่ต้องการปกปิดความผิดของตัวเอง ความมืดมิดในยุคของนาจิบ จุดประกายให้ประชาชนมาเลเซียร่วมกันต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศ ปากาตัน ฮารัปปัน พันธมิตรแห่งความหวัง ถือกำเนิดขึ้นและโค่นล้มระบอบนาจิบ ราซัคได้ในที่สุด 

"ดิฉันหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย อำนาจมืดที่ปกคลุมประเทศไทยอยู่นานหลายปี กดหัวคนไทยไว้จนเราอาจคิดว่าไม่มีทางเงยหน้าลืมตาต่อสู้กับมันได้ แต่มันไม่จริงค่ะ ตราบใดที่เราสู้ เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมในสังคม ความจริงอยู่ข้างเรา อนาคตอยู่ข้างเราเพราะอำนาจสูงสุดเป็นของเรา ประชาชน" พรรณิการ์ อดีตผู้แทนราษรฎรไทย กล่าวทิ้งท้ายนอกสภา
 

รับชมการอภิปรายได้ที่ https://www.facebook.com/FWPthailand/videos/3344366032260029/

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์