นักปรัชญาชายขอบ: ในสถานการณ์ที่ประชาชนไม่มีตัวแทน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ที่มาภาพ https://www.khaosod.co.th/politics/news_3624996

พรรคอนาคตใหม่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในการต่อสู้ในรัฐสภาเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย แปลว่าในระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนขึ้นภายใต้เผด็จการ คสช.ไม่ใช่ระบบเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย อนาคตใหม่อาสาต่อสู้ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นประชาธิปไตย

เมื่อยุบอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 10 ปี จึงเท่ากับทำลายพรรคการการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่เหลืออยู่คือ “พรรคเพื่อไทย” ที่เคยถูกยุบมาแล้วสองครั้ง และเป็นฝ่ายค้านที่มีจำนวน ส.ส.น้อยมากเมื่อเทียบกับพรรครัฐร่วมบาล ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นประชาธิปไตย

พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นพรรคที่ลงเลือกตั้งตามกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยไม่ประกาศจุดยืนต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการเพื่อเปลี่ยนระบบให้เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน แถมยังเป็นแนวร่วมหรือเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจเผด็จการ พรรคการเมืองเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนของ “ระบบเผด็จการจารีต” (despotism of custom) มากกว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย

ถึงวันนี้ เราได้เห็นอย่างชัดแจ้งสิ้นสังสัยแล้วว่า พรรคการเมืองที่อาสาเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นประชาธิปไตย แต่ลงต่อสู้ทางการเมืองภายใต้ระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แม้เป็นไปได้ที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก แต่ก็จะถูกทำลายโดยระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างง่ายดาย พรรคที่ยังไม่ถูกทำลายคือพรรคที่ชนชั้นปกครองฝ่ายเผด็จการจารีตยังเห็นว่า “คุมได้” หรือไม่มีพิษสงพอจะทำอะไรที่สั่นคลอนอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขาได้เท่านั้น

พูดให้ชัดยิ่งขึ้น นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา “ฝ่ายเผด็จการจารีตไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง” เพราะพวกเขาได้เห็นรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในสมัย “พรรคไทยรักไทย” ที่กลายเป็นรัฐบาลที่คุมกองทัพได้ คุมระบบราชการ หรือปรับเกลี่ยนกลไกระบบราชการให้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้มากขึ้น อีกทั้งผู้นำรัฐบาลอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” กลายเป็นผู้นำประเทศที่ได้รับความนิยมของประชาชนระดับชาวบ้านธรรมดๆ อย่างที่ไม่เคยประกฎมาก่อน จึงทำให้ฝ่ายเผด็จการจารีตรู้สึกว่ามี “คู่แข่ง” ที่น่ากลัว 

ดังนั้น สารพัดการโจมตีจึงโหมกระหน่ำใส่ทักษิณทุกทิศทาง เพื่อ “แยกนักการเมืองและพรรคการเมืองออกจากประชาชน” และเพื่อจะตอกย้ำว่าประชาชนคือ “พสกนิกรของพระราชา” ไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ด้วยการคอร์รัปชัน พระราชาต่างหาที่ทรงงานหนัก เสียสละเพื่อพสกนิกรของพระองค์มายาวนานมากกว่า ทหารของพระราชา ข้าราชการของพระราชาก็คือผู้ตอบสนองงานของพระราชาในการสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน และประชาธิปไตยแท้จริงก็ “ไม่ใช่การเลือกตั้ง” เพราะการเลือกตั้งเปิดช่องทางให้นักการเมืองเข้ามาโกง ประชาธิปไตยแท้จริงคือการทำประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เคยมีนักการเมือง หรือพรรคการเมืองใดๆ ที่จะสามารถทำประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเท่ากับพระราชา ทหารของพระราชา และข้าราชการของพระราชา 

นี่คือความหมายของ “ประชาธิปไตยแบบไทย” หรือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ถือว่า การทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่คือเนื้อหาสาระของความเป็นประชาธิปไตย และผู้ที่เสียสละเพื่อชาติและประชาชนหรือทำงานหนักเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ก็คือพระราชา กองทัพ และระบบราชการของพระราชา ผู้เสียสละทำประโยชน์เพื่อประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทยจึงไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต่างหากที่ต้องถูกสงสัยว่ากอบโกยผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องมากกว่ากลุ่มชนชั้นนำจารีตและเครือข่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น แก่นแกนของปัญหาการเมืองไทยจึงไม่ใช่เรื่อง “สองนคราประชาธิปไตย” แต่คือความขัดแย้งระหว่าง “ประชาธิปไตยแบบไทย” กับ “การยืนยันเสรีนิยมประชาธิปไตย” ประชาธิปไตยแบบแรกมีชนชั้นนำฝ่ายจารีตครองอำนาจนำทางการเมืองและอำนาจนำทางวัฒนธรรม พวกเขานิยามตัวเองเป็นตัวแทนของประชาชนที่จะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้ เป็นฝ่ายผูกขาดความหมายของความรักชาติและการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ ประชาธิปไตยแบบหลังคือความจำเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ยังขาดตัวแทนที่ชัดเจน พรรคการเมืองใดที่เสนอตัวเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยแบบหลัง ย่อมจะถูกทำลาย อนาคตใหม่คือตัวอย่างล่าสุด

แต่เมื่อว่าตามความหมายของ “ประชาธิปไตย” (democracy) ที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และรัฐต้องให้หลักประกันสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล ให้หลักประกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนผ่านการระบบการเลือกตั้ง การลงประชามติและอื่นๆ ภายใต้กติกาที่เสรีและเป็นธรรม ให้หลักประกันเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก และวางระบบนิติรัฐรองรับความยุติธรรมตามหลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย ประชาธิปไตยแบบไทยย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบบเผด็จการจารีตดังกล่าวแล้ว เพราะไม่ได้สะท้อนอำนาจอธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมีในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ

พูดอีกอย่าง ประชาธิปไตยแบบไทยไม่มีตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน เพราะสถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม ระบบราชการการ กระทั่งระบบผูกขาดทางเศรษฐกิจล้วนสะท้อนความเป็นตัวแทน เป็นกลไก หรือเป็นแนวร่วมของกลุ่มอำนาจชนชั้นนำจารีต เมื่อไม่มีตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างที่สังคมอารยะเข้าใจ ดังนั้น พรรคการเมืองอย่างอนาคตใหม่หรือพรรคใดๆ ก็ตามที่กลุ่มชนชั้นนำจารีตเห็นว่าจะกลายเป็นพรรคตัวแทนของคนส่วนใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบหรือโครงสร้างการปกครองให้เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยหรือสังคมประชาธิปไตย ย่อมจะถูกขจัดทิ้ง

มันจึงไม่ใช่ว่าอนาคตใหม่ “พลาดเอง” เพราะ “ความอ่อนหัด” ทางการเมืองที่ทำอะไรสุ่มเสี่ยงให้ฝ่ายอำนาจจารีตเอาผิดทางกฎหมายได้ เพราะที่จริงอนาคตใหม่โดนกว่า 20 คดี ดังนั้น ต่อให้เป็นพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบไม่เป็นประชาธิปไตยที่ฝ่ายอำนาจจารีตสร้างไว้ และถ้าพรรคการเมืองพรรคนั้นได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมากจนฝ่ายอำนาจจารีตกลัวว่าจะสั่นคลอนความมั่นคงของพวกเขา พรรคการเมืองพรรคนั้นย่อมจะถูกขจัดอยู่ดี

ดังนั้น ปัญหาการยุบอนาคตใหม่ จึงไปมองแค่เรื่องตัวบทกฎหมาย เทคนิคทางกฎหมาย หรือการหายุทธวิธีเจนจัดทางกฎหมายในการต่อสู้เท่านั้นไม่ได้ เพราะถ้ามองแค่นี้ก็จะสรุปผิดๆ ว่า อนาคตใหม่พลาดเอง อ่อนหัดเอง หรือไม่มีทีมกฎหมายที่เก่งพออะไรก็ว่าไป การมองเช่นนี้มันมีนัยสำคัญว่าเรายอมรับความอยุติธรรมภายใต้ระบบไม่ปกติว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงว่ามันเป็นเรื่องของระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย 

พูดอีกอย่าง เมื่อระบบไม่เป็นประชาธิปไตย หรือระบบเผด็จการจารีตคือรากฐานที่มาของปัญหาความอยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นมากกว่าทศวรรษนี้ การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยภายใต้ระบบเช่นนี้ย่อมไม่มีวันจะได้รับความยุติธรรม และต่อให้คุณมีทีมกฎหมายเก่งขนาดไหนฝ่ายประชาธิปไตยก็จะต้องถูกทำลายเสมอไป ยกเว้นว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบได้ แต่ทำอย่างไรจะเอาชนะเผด็จการจารีตและเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยได้ คงยากที่ใครจะตอบได้ในสถานการณ์เช่นนี้ 

สิ่งที่เราพอจะบอกกับตนเองและกันและกันได้ ณ เวลานี้คือ เราจะยังศรัทธาอย่างมั่นคงในเสรีภาพและประชาธิปไตย จะไม่ยอมแพ้และสยบยอมตลอดไป จะลุกขึ้นสู้ร่วมกันเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย จะแสดงออกทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อยืนยันความเป็นจริงที่ว่า เผด็จการจารีตกำลังครองอำนาจไม่ชอบธรรมบนซากปรักหักพังของระบอบประชาธิปไตย บนความทรุดของเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความไร้อนาคตของประเทศ และความเกลียดชังของประชาชนส่วนใหญ่ ความหวังและความพยายามของประชาชนที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยจะตามหลอกหลอนเผด็จการจารีตจนถึงวันสุดท้ายของพวกเขา

 

ที่มาภาพ: https://www.khaosod.co.th/politics/news_3624996

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์