หน้ากากอนามัยหายไปไหน: รัฐโง่เศรษฐศาสตร์ เราจะตายกันหมด

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หน้ากากอนามัยมีราคาสูงขึ้นมาก จากอันละประมาณ 50 สตางค์ถึงหนึ่งบาท ขึ้นมาเป็นอันละประมาณ 14 บาท แต่ปัจจุบันนี้ปรากฎว่า อันละ 14 บาท ก็ยังหาคนขายไม่ได้เลย?

สาเหตุของการหายไปจากตลาดของหน้ากากอนามัยมาจากมาตราการหลักทั้ง 2 อันของรัฐบาลครับ

1.1 รัฐเข้าควบคุมราคาหน้ากากอนามัย (Price control) ห้ามขายเกินอันละ 2.5 บาท

1.2 รัฐบังคับให้โรงงานหน้ากากอนามัยส่งหน้ากากทุกชิ้นให้กับกระทรวงพาณิชย์บริหาร ( Controlling Supply)

สำหรับคนที่ยังงงๆ ค่อยๆ อ่าน พอจบบทความแล้วเพื่อนๆ จะร้อง อ๋อเลย!

ผมจะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังคร่าวๆ ว่า เศรษฐศาสตร์ของการขาดแคลนหน้ากากอนามัย มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ใครเรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นอาจยังจำเส้นอุปสงค์ (Demand) กับเส้นอุปทาน (Supply) ได้บ้าง

ถามว่า หน้ากากอนามัยแพงมันเกิดจากอะไร

เมื่อตลาดต้องการสินค้าตัวไหนมาก เมื่อปริมาณของสินค้าเท่าเดิม ราคาของสินค้าตัวนั้นก็จะแพงขึ้นตามธรรมชาติ

เมื่อหน้ากากราคาสูงขึ้น วิธีแก้ราคาหน้ากากแพงมีวิธีเดียวครับคือ เพิ่มปริมาณ หน้ากากในตลาด

แต่มาตรการที่รัฐใช้กลับทำให้ปริมาณหน้ากากน้อยลงไปอีก

มาตรการที่ 1 คือควบคุมราคา ใครขายเกิน 2.5 บาท จับจริง เอาเข้าคุก มาตรการนี้ทำให้คนดีๆ ไม่อยากทำผิดกฎหมาย ตอนนี้ ราคาตลาดมันเกิน 2.5 บาทไปแล้ว ใครจะเอาทองมาขายในราคาผ้าขี้ริ้ว ตอนนี้ไม่มีร้านไหนขายในราคานี้แล้วครับ คนที่ขายหน้ากากเลยหนีไปอยู่ในตลาดมืดทั้งหมด เลยเกิดคนอย่าง #บอยหน้ากากเยอะ ขึ้นมา

ส่วนมาตรการที่ 2 คือการบังคับให้ส่งหน้ากากเข้ารัฐนั้นทำลายระบบกระจายสินค้าทั้งหมด (supply chain) ลองคิดดู ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์เกิดมาไม่เคยส่งหน้ากาก จะบริหารหน้ากากส่งไปให้โรงพยาบาลรัฐ รวมถึงร้านขายยาทั่วประเทศที่เป็นที่พึ่งหลักในการขายให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ข้าราชการในกระทรวงจะส่งสินค้าไปร้านพวกนี้ได้อย่างไร? (ดีไม่ดีเกิดคนใกล้ชิดในกระทรวงจะแอบเอาหน้ากากไปขายเสียเองแบบที่ลือกันอยู่ จะซวยกันทั้งประเทศ)

แล้วถามว่า เราต้องทำยังไงครับ หน้ากากถึงจะหาซื้อได้ ทำยังไงหน้ากากถึงจะถูกลง คำตอบสั้นๆ คือ เราต้องเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าหน้ากากให้เค้านำหน้ากากมาขายให้ประชาชนได้โดยง่าย

1. เลิกมาตรการควบคุมหน้ากากอนามัยทันที

2. เปิดเสรีนำเข้าหน้ากากโดยเร็ว ทั้งลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0 % และยกเลิกพิธีการศุลากรของหน้ากากอนามัยและสินค้าที่เกี่ยวข้องทันที

3. ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหน้ากากและสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

4. เปิดเสรีใบอนุญาตโรงงานทำหน้ากากและสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

5. เพิ่มเครดิตภาษีให้กับผู้ประกอบการที่มียอดจำหน่ายหน้ากากอนามัยและสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น สามารถหักนำค่าใช้ไปจ่ายจากโรงงานที่ผลิตหน้ากากเพื่อลดภาษีจากผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นได้สองเท่า

ถ้าเราสามารถทำได้ดังนี้ กำไรของผู้ผลิตจะมากขึ้น ผู้ผลิตรายเก่าก็จะเริ่มผลิตมากขึ้น รวมถึงอาจมีผู้ผลิตรายใหม่ที่อยากทำกำไรเข้ามาขายแข่งบ้าง

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ปริมาณของสินค้าในตลาดจะเพิ่มขึ้น ราคาก็จะลดลงมาโดยธรรมชาติเช่นกัน

แต่ถามว่าทำไมราคาหน้ากากยังไม่ลด เพราะที่ผมเล่าให้ฟังคือตลาดระยะยาวครับ

ตอนนี้มันถึงกลางเรื่องเท่านั้นเอง คือความต้องการเพิ่มราคาขึ้น แต่ผู้ผลิตยังไม่ทันจะผลิตเพิ่ม รัฐก็ไม่ยอมให้ตลาดทำงานเสียแล้ว

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้นะครับ จ้างให้ ก็ไม่มีใครเข้าตลาด อยู่ดีๆ ผู้ประกอบการที่ไหนจะอยากเอาหัวไปเสี่ยงในตาราง ตอนนี้แค่บอกว่า โรงงานผมทำหน้ากากอนามัยก็เข้าคุกไปครึ่งตัวแล้วครับ

(นอกจากเจ้าสัวที่เงินเหลือ อยากจะได้พีอาร์เท่ๆ ก็แค่นั้นเอง)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์