โฆษกศบค.แถลงผู้ป่วยลดเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เผยกักตัว 1 คน/ห้องทำยาก ยันไทยดูแลดีกว่าหลายชาติ

สถานการณ์โควิด-19 ประจำวันที่ 7 เม.ย. 63 พบผู้ติดเชื้อ 38 ราย กลับบ้านได้ 31 ราย เสียชีวิต 1 ราย โฆษก ศบค. ระบุจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ลดลงเป็นเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และความร่วมมือของประชาชน เผยกรณีการกักตัวผู้เดินทางกลับจากประเทศที่สัตหีบ ไม่สามารถให้อยู่ 1 คน 1 ห้องได้ เพราะพื้นที่ไม่เพียงพอ ยืนยันไทยดูแลผู้กักตัวดีกว่าหลายชาติ ทั้งอาหารการกิน และการอำนวยความสะดวกต่างๆ

7 เม.ย. 2563 เวลา 11.30 น. ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ในฐานะโฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน

โดยก่อนเริ่มการแถลงนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ได้อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทาน ในโอกาสนายกรัฐมนตรีนำรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลถวายรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 พร้อมรับพระราชทานพระราโชบายและอุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์เมื่อวันจันทร์ที่ 6 เม.ย. 2563 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ความว่า "มีอะไรที่จะมีส่วนช่วยเหลือ ที่จะแก้ปัญหาก็ยินดี เพราะว่าก็เป็นปัญหาของชาติ ซึ่งเรื่องโรคระบาดนี่ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือเรามีหน้าที่ที่จะดูแลแก้ไขให้ดีที่สุด อย่างที่เคยพูดไว้ว่า ถ้าเกิดมีความเข้าใจในปัญหา มีความเข้าใจ ไม่ใช่หมายความว่ายอมรับตามบุญตามกรรม แต่มีความเข้าใจในสถานการณ์ มีความเข้าใจในปัญหา และก็มีความรู้เกี่ยวกับโรค ก็คือความเข้าใจในปัญหานั่นเอง อันแรกก็เป็นอย่างนี้ อันที่ 2 ก็คือจากข้อที่ 1 ก็คือการมีการบริหารจัดการ มีแผนเผชิญเหตุ มีระบบในการปฏิบัติ แก้ไขให้ถูกจุด รู้ปัญหา แก้ไขให้ถูกจุดโดยมีการบริหารจัดการ แล้วก็ในเวลาเดียวกันก็ต้องให้ประชาชนได้เข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและเหตุผลที่จะต้องปฏิบัติ เพราะว่าการมีระบบ หรือแผน และการปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้ตามความเป็นจริง ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แก้ถูกจุด ก็จะลดปัญหาลงไป และแก้ได้ในที่สุด ฉะโนั้น ก็เชื่อแน่ว่าจะต้องแก้ไขและก็เอาชนะอันนี้ได้ เพราะว่าประเทศของเรานี่ก็นับว่าทำได้ดี ประเทศของเรานี่น่าภูมิใจว่าทำได้ดีและก็ทุกคนก็ร่วมใจกัน ก็ดีกว่าที่อื่นอีกหลายที่ แต่บางทีก็ต้องเน้นเรื่องการทำงานมีระบบด้วยความเข้าใจ และการมีระเบียบวินัยในการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายว่าเราจะต้องต่อสู้ให้โรคนี้สงบลงไปได้ในที่สุด เพราะว่าโรคมาได้ โรคก็ไปได้ แต่โรคจะไม่ไปถ้าเราไม่แก้ไขปัญหา เราไม่แก้ไขให้ถูกจุด หรือเราไม่มีความขันติอดทนที่จะแก้ไข บางทีก็ต้องเสียสละในความสุขส่วนตัวบ้าง หรือเสียสละในการกล้าพอที่จะสร้างนิสัยหรือสร้างวินัยในตัวเอง ที่จะแก้ไขเพื่อตัวเอง เพื่อส่วนรวม อันนี้เราก็ขอเป็นกำลังใจให้”

โดยโฆษก ศบค. ระบุว่า นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณของปวงชนชาวไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัส ซึ่งเราต้องทำหน้าที่ของตนเองตามที่ทรงมีกระแสพระราชดำรัสมาในวันนี้และวันต่อๆ ไป เพื่อให้โรคที่กำลังเผชิญกันอยู่นี้ ลดน้อยถอยลง

จำนวนผู้ติดเชื้อประจำวันที่ 7 เม.ย. เพิ่มขึ้น 38 ราย กลับบ้านได้ 31 ราย เสียชีวิต 1 ราย

สถานการณ์โควิด -19 ในประเทศไทยพบว่า มีตัวเลขผู้ป่วยใหม่ 38 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม จำนวน 2,258 คน ใน 66 จังหวัด หายป่วย 824 ราย โดยโฆษก ศบค. ย้ำว่า ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ 38 รายนั้นลดลงเกิดจากผลการทำงานของทุกคนที่ได้ร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ตั้งแต่การประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 และการประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2563 ทำให้การแพร่กระจายเชื้อที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มลดน้อยลงชัดเจนและการที่หลายคนหยุดอยู่บ้าน

สำหรับผู้เสียชีวิต 27 รายเพิ่มเติมขึ้นมา 1 ราย เป็นผู้ป่วยชายอายุ 54 ปี ไม่มีโรคประจำตัวก่อนหน้านี้ไปงานเลี้ยงสังสรรค์หลายที่ รวมทั้งสถานบันเทิงย่านทองหล่อ เริ่มป่วยตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2563 ด้วยอาการเหนื่อยไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ต่อมาวันที่ 14 มี.ค. 2563 ผู้ป่วยก็มีอาการเหนื่อยมากขึ้น ต้องใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว ส่งตัวอย่างการตรวจเชื้อก็พบว่าติดเชื้อ โควิด -19 ผลเอกซ์เรย์พบว่า ปอดอักเสบอย่างรุนแรงและเสียชีวิตวานนี้ (6 เม.ย. 2563) ด้วยอาการทางเดินระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

ส่วนผลการปฏิบัติงานภายหลังการประกาศเคอร์ฟิวนั้น ประชาชนโดยส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดี แต่ก็มีสถิติผู้ฝ่าฝืนหรือไม่มีเหตุผลในการเดินทางช่วงประกาศห้ามในวันที่ 7 เมษายน มีผู้ที่ออกนอกเคหะสถานจำนวน 1,217 ราย จากเดิมวันที่ 6 เม.ย. 2563 มีจำนวน 919 ราย จาก 4 วันที่ผ่านมามีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นและมีผู้ที่รวมกลุ่ม ชุมนุมหรือมั่วสุมกันในวันแรกมีจำนวน 8 รายเพิ่มขึ้น เป็น 39 รายและเพิ่มจำนวน 76 ราย จึงต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้ปฏิบัติตามระเบียบที่ออกมาให้มากขึ้น หากสถิติไม่ลดลง อาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆ ที่เข้มขึ้น ผลการตักเตือนแล้วจำนวน 246 ราย และ ดำเนินคดีจำนวน 1,047 ราย รวมต้องดำเนินคดีทั้งหมด 1,293 ราย มาตรการนี้เป็นมาตรการหนึ่งที่สำคัญจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลง ซึ่งยังต้องคงไว้โดยจะมีรายงานให้ทราบทุกวัน 

กักตัว 1 คน 1 ห้อง ทำยากเพราะพื้นที่ไม่เพียงพอ เชื่อไทยดูแลดีกว่าหลายชาติ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การกักตัวที่สัตหีบที่ให้ผู้ซึ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศมาพักรวมกันห้องละ 3 คน จะสอดคล้องกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เข้าพักเพียงห้องละราย นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า จากที่ดูจากกระแสตอบรับพบว่า ขณะนี้มีประชาชนหลายคนส่งข้อความมาบอกว่าอยากจะไปอยู่ที่นั่น เนื่องจากมีความสะดวกสบาย ทั้งเรื่องอาหารการกิน การช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทหารดำเนินการให้ แต่สาเหตุที่ไม่สามารถให้พักคนละ 1 คนได้นั้นเป็นเพราะสถานที่ไม่เพียงพอต่อการรับรอง เนื่องจากจำนวนคนนับพันคน หากต้องหาห้องพักที่เป็นห้องพักเดี่ยวจะต้องหาห้องพักอีกนับพันห้อง ทั้งยังกล่าวอีกด้วยว่า น้อยประเทศที่จะดูแลรายละเอียดดีขนาดนี้

“ท่านทราบไหมว่าท่านมากลุ่มหนึ่ง เราต้องมีคนดูแลท่านเท่าไหร่ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ คนทำความสะอาด คนทำอาหาร ทหาร ตำรวจ หรือคนที่เกี่ยวข้อง ต้องมาดูแลเรื่องความปลอดภัยอีก ถ้าจะต้องมีพื้นที่อย่างสัตหีบอีก 10 ที่ จะต้องใช้คนอีกเท่าไหร่ ความสะดวกสบายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราคำนึงถึง ฝากให้ประชาชนอดทนอีกนิดหนึ่ง” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าว

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์