นักจิตวิทยาแนะ 6 วิธีช่วยเด็กๆ เรียนรู้การจัดการอารมณ์และความรู้สึก ในช่วงขยายระยะเวลาปิดภาคเรียนเนื่องจากโควิด-19

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เด็กๆ ในทุกช่วงวัยต่างกำลังตกอยู่ในสภาวะทางอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ความเครียด และความไม่สบายใจ แม้เด็กแต่ละคนจะมีวิธีจัดการอารมณ์ของตนเองที่แตกต่างกัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีการเลื่อนการเปิดภาคเรียนออกไปอีกหนึ่งเดือนครึ่ง ย่อมทำให้เด็กๆ มีกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ลดลง ดังนั้น พวกเขาต้องได้รับความรักและความเอาใจใส่ในช่วงเวลานี้มากกว่าที่เคย องค์การยูนิเซฟได้พูดคุยกับ ดร. ลิซ่า ดามูร์ นักจิตวิทยาวัยรุ่น นักเขียนอันดับหนังสือขายดี และคอลัมนิสต์ชื่อดังหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทม์ ถึง 6 วิธีช่วยเด็กๆ เรียนรู้และจัดการอารมณ์และความรู้สึกในช่วงนี้

1. สร้างความมั่นใจให้กับลูกอย่างไม่ตื่นตระหนก

ดร. ดามูร์ได้ให้คำแนะนำว่า พ่อแม่ควรพูดคุยเกี่ยวกับโรคโควิด-19 กับลูกๆ ให้เป็นเรื่องธรรมดาอย่างสม่ำเสมอ และให้พวกเขารู้ถึงบทบาทสำคัญในการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค รวมถึงบอกให้เด็กๆ ว่าหากรู้สึกมีอาการไม่สบายคล้ายกับเป็นไข้หวัด ก็ไม่ต้องตกใจกลัว พ่อแม่ควรให้ลูกๆ หมั่นสำรวจอาการและแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ

เด็กบางคนอาจจะกำลังกลัวและกังวลที่จะติดโรคโควิด-19 ผู้ใหญ่สามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้พวกเขาได้ด้วยการชี้แจงว่าอาการป่วยของโรคโควิด-19 นั้นโดนทั่วไปแล้วไม่ได้รุนแรง โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น และหลายๆ อาการก็สามารถรักษาให้หายได้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังสามารถเน้นย้ำเด็กๆ ถึงวิธีป้องกันให้ตัวเองและคนอื่นปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น เช่น การล้างมือเป็นประจำ ไม่สัมผัสใบหน้า และเว้นระยะห่างระหว่างกัน อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถสอนพวกเขาได้ก็คือให้เด็กๆ  รู้จักกับการใส่ใจคนรอบข้าง เช่น การบอกกับพวกเขาว่า “พ่อและแม่รู้นะว่าลูกกำลังกลัวว่าจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ที่พ่อและแม่บอกให้ล้างมือบ่อยๆ และอยู่แต่ที่บ้านก็เพราะว่าเราก็กำลังช่วยคนอื่นๆ ในชุมชนด้วยเช่นกัน เรากำลังคิดถึงคนอื่นๆ รอบๆ ตัวด้วยนะ”

2. ทำกิจวัตรประจำวันอย่างเคร่งครัด

เด็กต้องการอะไรที่เป็นระบบ และสิ่งที่เราต้องทำโดยด่วน ก็คือการสร้างแนวทางใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราทุกคนฝ่าช่วงเวลานี้ไปให้ได้ พ่อแม่ควรทำตารางกิจวัตรประจำวันขึ้นมา โดยมีทั้งเวลาพักผ่อนที่จะให้เด็กได้สามารถติดต่อเพื่อนๆ ได้ทางโทรศัพท์ มีช่วงเวลาที่ให้เด็กๆ อยู่ห่างจากอุปกรณ์เทคโนโลยี รวมถึงเวลาที่ให้เด็กๆ ได้ช่วยงานบ้าน เราต้องคิดถึงสิ่งที่เรากำลังให้คุณค่าและเราต้องสร้างแผนหรือตารางกิจกรรมเพื่อให้สะท้อนสิ่งเหล่านั้นออกมา มันจะทำให้เด็กๆ รู้สึกสบายใจและเห็นภาพในแต่ละวันของตัวเอง ทำให้พวกเขาได้รู้ว่าจะต้องเรียนตอนไหนและจะได้เล่นตอนไหน

ดร. ดามูร์เสนอให้ดึงเด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบตารางกิจกรรมด้วยเช่นกัน เช่น ให้เขาได้เสนอว่าในแต่ละวันควรทำอะไรบ้าง และผู้ใหญ่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นในแต่ละวันมาเป็นอันดับแรก เช่น การบ้านจากโรงเรียนและงานบ้าน

3. ช่วยลูกให้เข้าใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น

การปิดโรงเรียนทำให้กิจกรรมสันทนาการในโรงเรียนต่างๆ ต้องถูกยกเลิกไปด้วย อย่างการเล่นดนตรี การแข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เด็กหลายคนรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เข้าร่วม คำแนะนำก็คือปล่อยให้เด็กๆ รู้สึกเสียใจได้ แต่ผู้ปกครองต้องปลอบโยน และคอยให้การสนับสนุน อุ้มชู และสร้างสิ่งรอบตัวให้เหมือนเป็นปกติ

4. สอบถามข้อมูลที่เด็กๆ ได้รับรู้มา

ช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการส่งต่อข้อมูลเท็จและข่าวลือจำนวนมาก พ่อแม่ควรลองถามลูกๆ ว่าได้รู้ข้อมูลอะไรมาบ้างและอะไรที่คิดว่าเป็นความจริง การให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกนั้นอาจจะไม่เพียงพอเพราะเด็กๆ อาจจะรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาอีกทางหนึ่ง ถ้าพ่อแม่ไม่ลองถามพวกเขาและแก้ไขข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เด็กๆ อาจจะเอาเอาข้อมูลที่ถูกและไม่ถูกมารวมกัน ดังนั้นลองถามลูกว่าได้รับข้อมูลอะไรมาบ้างและลองปรับแก้ความรู้กันในตอนนั้นๆ

ในบางคำถามที่พ่อแม่ยังตอบลูกไม่ได้ ให้ใช้โอกาสนั้นในการนั่งหาคำตอบด้วยกันโดยการค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น องค์การยูนิเซฟ และองค์การอนามัยโลก นอกจากนี้ เด็กหลายคนกำลังเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งทั้งในโรงเรียนและบนโลกออนไลน์จากสถานการณ์โควิด-19 สิ่งสำคัญคือเด็กๆ จะต้องรู้สึกว่ามีพ่อแม่ผู้ปกครองอยู่ใกล้ๆ เมื่อพวกเขาถูกรังแก การมีคนรู้เห็นในเหตุการณ์การถูกกลั่นแกล้งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเด็กๆ ที่ถูกกลั่นแกล้งไม่ควรต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้นเพียงลำพัง เขาควรสามารถหันไปหาเพื่อนหรือหรือผู้ใหญ่ที่จะช่วยเขาได้ 

5. รับฟังปัญหาเมื่อลูกพร้อมจะเล่า

เมื่อต้องจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกที่ยากลำบาก ให้เข้าไปคุยกับลูกโดยรักษาความพอดี ลองหากิจกรรมเล่นเกมกันในครอบครัวทุกๆ 2-3 วัน หรือทำอาหารร่วมกัน ดร. ดามูร์เองก็ใช้การทำอาหารเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับลูกสาว โดยแบ่งทีมอาหารค่ำทุกคืน ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันว่าวันไหนใครจะรับหน้าที่ทำอาหารค่ำให้ครอบครัว สำหรับเรื่องการติดหน้าจอเครื่องมือดิจิทัล พ่อแม่ควรอธิบายกับลูกว่า คุณเข้าใจว่าพวกเขามีเวลาเล่นมือถือมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีถ้าจะต้องติดหน้าจอหรือโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา อาจลองถามลูกที่อยู่ในวัยรุ่นถึงการแบ่งเวลาใช้งานอย่างพอดี ให้เขาลองคิดแนวทางการใช้มือถือและนำมาพูดคุยปรับวิธีร่วมกัน

6. เช็คพฤติกรรมของตัวเอง

ดร. ดามูร์บอกว่า เมื่อพ่อแม่ต่างก็มีความวิตกกังวล ลูกก็จะรับเอาอารมณ์ความรู้สึกของพ่อแม่มา อยากจะให้พ่อแม่พยายามจัดการกับความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นและอย่าส่งต่อความกลัวไปให้กับลูก เด็กๆ จะพึ่งพาพ่อแม่ในแง่ของการสร้างความรู้สึกที่มั่นคงและความปลอดภัย เปรียบเสมือนว่าลูกคือผู้โดยสารที่มีพ่อแม่เป็นคนขับ และแม้ว่าพ่อแม่จะรู้สึกกังวลหรือกลัว ก็ต้องพยายามเก็บมันไว้ และอย่าให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่ปลอดภัยตามไปด้วย

 

ภาพ: เด็กหญิงมาร์กอต วัย 4 ขวบกำลังระบายสีที่บ้านในนครนิวยอร์คหลังจากโรงเรียนปิดเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 © UNICEF/UNI316268/Bajornas

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโควิด-19 ได้ที่ www.unicef.org/thailand/th/coronavirus/covid-19

Facebook: @UNICEFThailand | Twitter: @Unicef_Thailand | Website: www.unicef.or.th

สนใจเป็นอาสาสมัครกับยูนิเซฟ ประเทศไทย เข้าไปที่ https://www.unicef.org/thailand/i-am-unicef

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่: ณัฐฐา กีนะพันธ์, 086 616 7555, nkeenapan@unicef.org  วรวุฒิ ชูมณี , 093 442 8289, wchumanee@unicef.org

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์