ครบ 7 วันเคอร์ฟิวสี่ทุ่มถึงตีสี่ จับประชาชนดำเนินคดีกว่า 5 พันคน

ครบรอบ 7 วันเคอร์ฟิวสี่ทุ่มถึงตีสี่ทั่วราชอาณาจักร พบประชาชนฝ่าฝืนมาตรการเข้มของรัฐถูกดำเนินคดีไม่ต่ำกว่า 5 พันคน ลูกสาวผู้ว่าฯ เสียค่าปรับ 5 พันบาท โทษจำคุกรอลงอาญา วัยรุ่นศรีสะเกษ ถูกเรียกปรับ 12,500 บาท ไม่มีเงินจ่ายนอนคุกแทน 25 วัน หนุ่มชัยนาททะเลาะกับภรรยาถูกทิ้งไว้กลางทาง โดนจับฝ่าฝืนเคอร์ฟิว ศาลสั่งจำคุก 15 วัน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 3 คน

นับจากรัฐบาลประยุทธ์ 2 ประกาศเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกจากเคหสถานตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศ ซึ่งเริ่มต้นการเคอร์ฟิวมาตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. ถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลา 7 วัน ขณะที่การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน มี.ค. แล้วก็ตาม

หลังจากที่มีการเคอร์ฟิวเป็นต้นมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ตลอด 7 วันอยู่ที่ 495 ราย ขณะที่ตัวเลขผู้ที่ถูกจำนวนกุมดำเนินคดีเพราะฝ่าฝืนมาตรการอยู่ที่ 5,408 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการและถูกตักเตือนอีก 1,416 ราย และในจำนวนทั้งหมดนี้มีผู้เสียชีวิตระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 3 ราย

ทั้งนี้โทษของการฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิว บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินมาตรา 18 ว่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผลปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีดังนี้

วัน/เดือน/ปี

การฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิว

ความผิด

รวม

การดำเนินการ

รวม

ออกนอกเคหสถาน

รวมกลุ่มมั่วสุม

ตักเตือน

ดำเนินคดี

4 เม.ย. 63

177

8

185

94

42

136

5 เม.ย. 63

554

39

583

332

303

635

6 เม.ย. 63

919

79

998

315

708

1,023

7 เม.ย. 63

1,217

76

1,293

246

1,047

1,293

8 เม.ย. 63

1,084

72

1,156

135

1,021

1,156

9 เม.ย. 63

1,221

114

1,335

131

1,204

1,335

10 เม.ย. 63

1,152

94

1,246

163

1,083

1,246

ขณะที่ สราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ โดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวภายหลังรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. โดยไม่มีความจำเป็น

สถิติคดีสะสมภายหลังประกาศเคอร์ฟิว 7 วัน (3 – 9 เม.ย. 2563) ในกลุ่มศาลอาญา , ศาลจังหวัด และศาลแขวง มีจำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ทั้งหมด 5,071 คดีพิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 4,830 คดี คิดเป็น 95.19 % โดยผู้ที่มีการกระทำความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 5,504 คนนั้น เป็นสัญชาติไทย 5,197 คน เเละสัญชาติอื่น 307 คน

สำหรับจังหวัด ที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับ ในความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อันดับ 1 คือกรุงเทพมหานคร จำนวน 334 คน , อันดับ 2 จ.ปทุมธานี จำนวน 303 คน, อันดับ 3 จ.ภูเก็ต จำนวน 255 คน

ตัวอย่างการจับกุมดำเนินคดีตามที่มีการรายงานข่าว

ลูกสาวผู้ว่าฯสองแคว ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวจ่ายค่าปรับ 5 พัน จำคุก 3 เดือน รอลงอาญา 1 ปี

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2563 ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า(เผยแพร่ข่าวเวลา 15.24 น.) ที่จังหวัดมุกดาหารบริเวณจุดตรวจ 4 แยกไฟแดงเมืองใหม่ พบ น.ส.อภิญญา ขำสุภาพ อายุ 19 ปี และ น.ส.เปรมประภา เอกภาพันธ์ อายุ 29 ปี ขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีดำ ซึ่งคนขับมีอาการคล้ายมึนเมาสุราเอะอะโวยวายด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่พอใจที่ขอให้หยุดตรวจโดยอ้างว่าเป็นลูกของผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวไปยังสถานีตำรวจ และตรวจสอบพบว่าเป็นลูกสาวของ พิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกจริงตามที่กล่าวอ้าง

ขณะที่ พิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า “ลูกของใครไม่สำคัญ ลูกชาวบ้าน ลูกกำนัน ลูกผู้ว่า ถ้าผิดกฎเคอร์ฟิว ให้ลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุดไม่มีข้อยกเว้น กฎหมายต้องเป็นกฎหมายไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใคร”

ทั้งนี้ศาลจังหวัดมุกดาหารได้พิพากษา จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดกึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และโทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม TPBS News รายงานว่า (เผยแพร่ข่าวเวลา 19.53 น.) พฤติกรรมโวยวายอ้างว่า เป็นลูกสาวผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และมีอาการคล้ายคนเมาสุรา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ยืนยันว่า ไม่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ

ไทยพีบีเอสตรวจสอบกับเพื่อนผู้ถูกกล่าวหา ทราบว่า ผู้ก่อเหตุได้ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่คำนวณเวลากลับผิดพลาดเพียงเล็กน้อย และเมื่อมาถึง 4 แยกไฟแดงเมืองใหม่ ก็เลยเวลา 4 ทุ่มจึงถูกจับกุมตามกฏหมาย ซึ่งเพื่อนก็ได้บอกว่า บ้านอยู่ห่างจากจุดตรวจเพียงนิดเดียว และขอร้องไม่ให้จับกุม แต่ไม่ได้อ้างว่า เป็นลูกสาวผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเพื่อข่มขู่เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

วัยรุ่นศรีสะเกษ 10 คน ถูกสั่งปรับ 12,500 บาท จำคุก 3 เดือน รอลงอาญา 2 ปี 8 คนมีเงินจ่าย อีก 2 คนนอนคุก 25 วัน แทนค่าปรับ

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2563 แนวหน้าออนไลน์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้จับกุมวัยรุ่นที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว ออกนอกเคหสถานในเวลาที่กฎหมายห้าม โดยวันที่ 3 เม.ย. วันแรกของการประกาศใช้เคอร์ฟิว เวลา 23.00 น. จับวัยรุ่น 1 คนขณะเดินอยู่บนถนนอุบล ต.เมืองใต้ ที่หน้าโรงไฟฟ้าเก่า ต่อมา เวลา 02.00 น.วันที่ 4 เม.ย. ตำรวจจับวัยรุ่นได้ 5 คนเป็นชาย 4 หญิง 1 คน ที่ถนนวิจิตรนครซอย 4 ต.เมืองเหนือ อ.เมืองศรีสะเกษ และวันที่ 5 เม.ย. เวลา 02.00 น. จับวัยรุ่นชาย 3 คนหญิง 1 คนรวม 4 คน ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ถนนราชการรถไฟ 3 ต.เมืองเหนือ อ.เมืองศรีสะเกษ รวมทั้งหมด 10 คน 

โดยนำตัวส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษในความผิดฐานออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 25,000 บาท ผู้ต้องหาทั้ง 10 คนให้การรับสารภาพศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 3 เดือนปรับ 12,500 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ผู้ต้องหา 8 คนชำระค่าปรับแล้วถูกปล่อยตัวไป ส่วนอีก 2 คนไม่มีเงินชำระค่าปรับศาลจึงสั่งกักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 25 วัน

หนุ่มชัยนาททะเลาะกับภรรยาถูกไล่ลงจากรถช่วงใกล้เคอร์ฟิว ศาลสั่งขัง 15 วัน ไม่รอลงอาญา 

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2563 สยามรัฐออนไลน์ รายงานว่า คืนวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมานิพนธ์ กาวี กำนันตำบลชัยนาท และเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความสงบหมู่บ้าน ออกตรวจพื้นที่ในช่วงเวลาเคอร์ฟิว พบชายดังกล่าวนั่งอยู่ในศาลาริมทาง บริเวณ ม.6 ต.ชัยนาท อ.เมืองชัยนาท ตอนเวลาประมาณ 22.30 น. ชายคนดังกล่าวอ้างว่าขับรถมาจาก อ.สรรคบุรี พร้อมกับภรรยา เมื่อขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุ ได้เกิดมีปากเสียงทะเลาะกับภรรยา แล้วถูกภรรยาไล่ลงจากรถทิ้งไว้กลางทาง จึงเข้าไปนั่งรอภรรยาอยู่ในศาลาริมทาง คิดว่าภรรยาจะกลับมารับ แต่รอจนเวลาเข้าสู่ช่วงเคอร์ฟิว ภรรยาก็ไม่มา ศาลจังหวัดชัยนาท สั่งจำคุกชาย วัย 33 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท เป็นเวลา 15 วัน ไม่รอลงอาญา ฐานฝ่าฝืนเคอร์ฟิว

ผู้ใหญ่บ้านยิงพระและชาวบ้านเสียชีวิต หลังควบคุมตัวฝ่าฝืนเคอร์ฟิว อ้างป้องกันตัว

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2563 ข่าวช่องวัน (one 31) วิสูตร อินทกำเนิด นายอำเภอท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี รุดไปตรวจสอบหลังรับแจ้งว่า เกิดเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 2 ราย ขณะกำลังออกลาดตระเวนในพื้นที่ ตามคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุเกิดบนถนนสายเลียบเขาเพ-ลา ทางเข้าสำนักสงฆ์เขาเพ-ลา หมู่ที่ 9 ต.สมอทอง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะดัดแปลง เป็นรถบรรทุกไม้ยางพารา มีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คบไฟ น้ำมันเชื้อเพลิง กาบมะพร้าว และพบผู้เสียชีวิต เป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อคือ ชูรัตน์ พงษ์คล้าย อายุ 48 ปีห่างไปเล็กน้อย พบผู้เสียชีวิตอีกรายเป็นพระภิกษุ นอนเสียเสียชีวิตอยู่ริมถนน ทราบชื่อคือ พระชลธาร ถาวโร กาญจนบุตร อายุ 49 ปี เป็นหัวหน้าที่พักสงฆ์เขาเพ-ลา ส่วนผู้ก่อเหตุคือมานพ โกปิน อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.สมอทอง

ปัญญาภรณ์ วัฒนาปราโมทย์ ปลัดอำเภอท่าชนะ แจ้งว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. ได้รับรายงานจากกำนันตำบลสมอทองว่า มีผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นชาวบ้านและพระภิกษุ หัวหน้าสำนักสงฆ์ โดยมีพฤติกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยไม่มีเหตุจำเป็น ออกจากที่พักไปจับผึ้งป่า ตนจึงได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยชุดเคลื่อนที่เร็ว เมื่อไปถึงพบว่า มีการควบคุมตัวผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ไว้ แต่ขณะที่กำลังรายงานเหตุการณ์ให้นายอำเภอทราบ ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัดติดต่อกัน และพบว่ามานพ ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงพระชลธาร ถาวโร และ นายชูรัตน์ เสียชีวิตแล้ว

ขณะที่มานพ อ้างว่าระหว่างควบคุมตัวนั้นเห็น พระชลธาร ได้ชักปืนพกออกมาจากตัว ประกอบกับ และชูรัตน์ ได้คว้ามีดออกมาเพื่อจะทำร้ายตน ด้วยความตกใจจึงได้ใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธของทางราชการ ยิงเข้าใส่ทั้ง 2 คนไป 3 นัด เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายมานพ ไว้เพื่อสอบสวนปากคำต่อไป

ต่อมา ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. เปิดเผยถึงกรณีเหตุผู้ใหญ่บ้านยิงพระภิกษุและลูกศิษย์เสียชีวิต 2 ศพ ว่า ในส่วนข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าอาวุธปืนอยู่ห่างจากคนตายกว่า 10 เมตร และยังไม่ได้ขึ้นลำ ซึ่งพยานหลักฐานอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยในวันที่ 8 เม.ย. จะมีการประชุมวิดีโอทางไกลสอบถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว

ส่วนประเด็นที่ว่าสาเหตุมาจากเคอร์ฟิว พล.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า จุดนี้มีความผิดชัดเจน ในเรื่องการออกนอกเคหสถานหลังเวลาที่กำหนด ส่วนเรื่องอาวุธปืนเป็นคนละประเด็นกัน แต่สาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากเรื่องความขัดแย้งหรือเคอร์ฟิวจะต้องตรวจสอบอีกครั้ง

โชเฟอร์แท็กซี่ เสียชีวิตหลังถูกควบคุมตัว มีอาการหายใจติดขัด ตรวจสารคัดหลั่งไม่พบโควิด-19

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2563 ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ที่ สภ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด มีชายวัยกลางคนอาชีพเป็นโชเฟอร์รถแท็กซี่ ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิว ถูกจับเมื่อเวลา 00.05 น. และถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขัง สภ.ศรีรัตนะ จนกระทั่งเช้าตำรวจที่อยู่เวรเข้าไปตรวจสอบ พบมีอาการหายใจไม่ออก และหายใจติดขัด จึงแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศรีรัตนะมารับตัวไปรักษา เมื่อเวลา 07.10 น. และต่อมาเวลา 08.00 น. ทางตำรวจได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลศรีรัตนะว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ข่าวช่องวัน รายงานด้วยว่า เมื่อได้ตรวจสอบสารคัดหลั่งพบว่าไม่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยแพทย์สรุปสาเหตุของการเสียชีวิตว่าเกิดจากปอดอักเสบ 

ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิต ติดใจในการเสียชีวิตที่กระทันหันเกินไป จึงได้ขอดูกล้องวงจรปิดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอทำการชันสูตรศพ เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง เนื่องจากผู้ตายป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจชันสูตรศพหาสาเหตุการตายที่แท้จริงต่อไป

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์