6 ปี บิลลี่ หาย 'แอมเนสตี้' ย้ำอีกครั้งทางการต้องคืนความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิชุมชนของเขา

ครบรอบ 6 ปีหลังการหายตัวไปของบิลลี่ 'แอมเนสตี้' ย้ำอีกครั้งทางการต้องคืนความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิชุมชนของเขา

 

ภาพจาก ครอบครัวบิลลี่

17 เม.ย.2563 เนื่องในวาระครบรอบ การหายตัวไปของ พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัว ซึ่งภายหลังยืนยันแล้วว่าเสียชีวิต โดยช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การสอบสวนต่อการหายตัวไปของเขามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่พนักงานอัยการกลับสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีร้ายแรงเมื่อเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ในขณะที่ครอบครัวยังคงรอคอยความยุติธรรมอยู่นั้น

วันนี้ (17 เม.ย.63) แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้ทางการรับประกันว่า ครอบครัวของบิลลี่สามารถเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงที่หายตัวไปจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ควรมีผู้ถูกลงโทษจากการเสียชีวิตของเขา

การขาดความยุติธรรมเนื่องจากการหายตัวไปของบิลลี่ เน้นให้เห็นถึงการต่อสู้ของครอบครัวที่ต้องเผชิญกับวงจรการละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ถูกบังคับไล่รื้อและทำลายทรัพย์สินในปี 2553 และ 2554 การขู่ฆ่าเนื่องจากเรียกร้องการเยียวยาต่อความเสียหายเหล่านั้น การหายตัวไปของบิลลี่ในปี 2557 และการที่ไม่สามารถเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวของเขาได้ ทางการต้องดำเนินการมากขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคที่กั้นขวางการเข้าถึงความยุติธรรมของครอบครัวเขา รวมทั้งการเยียวยาต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นกับชุมชนของเขาหรือการหายตัวไปของเขา มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ทางการต้องกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายระดับประเทศ

แอมเนสตี้ฯ ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ในเดือนกันยายน 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเป็นหน่วยงานสอบสวนคดีพิเศษ พบหลักฐานชิ้นสำคัญ รวมทั้งเศษเถ้ากระดูกที่อยู่ในถังน้ำมัน ซึ่งจมน้ำบริเวณอุทยานจุดที่บิลลี่หายตัวไป และพบว่าดีเอ็นเอของกระดูกตรงกับแม่ของบิลลี่ เป็นการยืนยันว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว สองเดือนหลังจากนั้น ดีเอสไอเสนอให้ดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา การควบคุมตัวบุคคคลอย่างผิดกฎหมาย และการซ่อนเร้นอำพรางศพต่อผู้ต้องหาสี่คน รวมทั้งอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นผู้ควบคุมตัวบิลลี่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกสองนาย

อย่างไรก็ดี ความหวังที่จะได้รับความยุติธรรมของครอบครัวบิลลี่ก็ริบหรี่ลงในเดือนมกราคม 2563 เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในทุกข้อหา ยกเว้นข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยอ้างว่าขาดหลักฐานยืนยันว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว  

ในช่วงก่อนที่ถูกบังคับให้เป็นบุคคลสูญหาย บิลลี่เป็นนักปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง เขาทำงานกับชาวบ้านและนักกิจกรรมในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อหาทางตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวกะเหรี่ยงรวมทั้งครอบครัวของเขาเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นถูกบังคับไล่รื้อและถูกวางเพลิง เขาบอกกับพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของเขาในตอนนั้นว่า “คนที่เกี่ยวข้องไม่พอใจฉันมาก พวกเขาบอกว่าถ้าหาตัวพบ จะฆ่าฉัน ถ้าฉันหายตัวไป ก็ไม่ต้องตามหา ไม่ต้องกังวลว่าหายไปไหน พวกเขาอาจฆ่าฉันแล้วก็ได้”  

นับแต่หายตัวไป ศาลมีคำพิพากษาในปี 2561 ที่บิลลี่มีส่วนช่วยในการรวบรวมพยานหลักฐานช่วงที่หายตัวไป ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่อุทยานกระทำการอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการวางเพลิงเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้าน รวมทั้งบ้านปู่คออี้ของบิลลี่ ต่อมาในปี 2562 คณะกรรมการแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกมีมติให้เลื่อนการพิจารณาการให้สถานะแหล่งมรดกโลกกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานออกไป โดยอ้างข้อกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชุมชนของบิลลี่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ร้องเรียนว่า กฎหมายใหม่ที่ประกาศใช้กับอุทยานแห่งชาติจะยิ่งจำกัดสิทธิของพวกเขา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ให้อำนาจพนักงานอุทยานมากขึ้นในการอนุโลมให้ผู้ใดอยู่ในป่าได้ตามเงื่อนไขที่อุทยานกำหนด ให้อำนาจในการตรวจค้นและทำลายโดยไม่ต้องขอหมายศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับไล่รื้อและการทำลายทรัพย์สินของพวกเขา ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิตามที่บิลลี่ต่อต้านในช่วงก่อนที่เขาหายตัวไป

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์