ภาคปชช. ค้านมติ ครม. ตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท ชี้จะกระทบโรงพยาบาลทุกแห่ง

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพค้านมติ ครม. ตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉินแก้โควิด-19 ชี้สัดส่วนที่จะหายไปกว่า 40% จะกระทบโรงพยาบาลทุกแห่ง ระบุรัฐควรอุดหนุนงบประมาณเพิ่มด้วยซ้ำ


นิมิตร์ เทียนอุดม (แฟ้มภาพ)

22 เม.ย. 2563 วันนี้สำนักข่าวอิศรารายงานว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา ในการประชุมพิจารณาเรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยในส่วนของงบประมาณกองทุนหมุนเวียนได้มีมติตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรืองบ “บัตรทอง” จำนวน 2,400 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบสำรองฉุกเฉิน แก้ไขปัญหา ช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ... นั้น

วันนี้ (22 เม.ย. 2563) นิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ตามหลักการรัฐบาลไม่ควรตัดหรือดึงงบจากหน่วยงานต่างๆ คืน เพราะทุกแห่งต่างได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างจำกัด ภายใต้เหตุผลและแผนดำเนินงานในแต่ละปี ที่สำคัญตามแนวทางดึงงบคืนนั้น ก็ระบุชัดว่าต้องไม่ส่งผลกระทบกับเงินในสัดส่วนที่ใช้สำหรับรัฐสวัสดิการ ดังนั้น การที่ ครม. มีมติตัดงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นงบที่ใช้รักษาพยาบาลประชาชนไปถึง 2,400 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นการตัดลดงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวบัตรทอง ในส่วนของ “เงินค่าแรง” ซึ่งสัดส่วนที่จะหายไปคิดเป็นกว่า 40% เลยทีเดียว หากเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ เมื่อได้เงินน้อยลงก็ยิ่งสร้างภาระด้านการเงิน และหากโรงพยาบาลไม่สามารถหางบเพิ่มเติม เพื่อบริหารจัดการภายในได้ ก็จะส่งผลต่อภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

“สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือใช้เงินจากงบกลาง หรืออาจใช้วิธีการกู้เงินเข้ามาเพิ่มเติม เพราะเป็นก้อนที่ไม่กระทบหรือมีภาระผูกพันกับการบริหารงานของหน่วยงานใดๆ ยิ่งภาวะการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในขณะนี้ ถือเป็นภาระหน้าที่หลักของโรงพยาบาล และหน่วยงานด้านสาธารณสุข จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาตัดลด หรือดึงงบประมาณคืน เพราะจะยิ่งส่งผลกระทบกระเทือนต่องบประมาณบริหารงาน ที่ในภาวะปกติก็มีอยู่อย่างจำกัด และเงินทุกก้อนมีเหตุผลต้องใช้จ่าย ตามกรอบงบประมาณ ที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปีอยู่แล้ว” นิมิตร์ กล่าว

ด้าน สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า มติ ครม. ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่ในภาวะการแพร่ระบาดโควิด-19 และการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการการแถลงข่าวจากศูนย์โควิด ทำให้ประชาชนไม่รับรู้ว่า ขณะนี้มีมติตัดลดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งส่วนตัวเมื่อทราบเรื่องค่อนข้างตกใจ เพราะถือเป็นกองทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรักษาพยาบาลคนไทย และในภาวะการแพร่ระบาดรุนแรงเช่นนี้ ไม่ควรถูกตัดลดงบประมาณลง กลับกันควรได้รับงบสนับสนุนเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้คาดว่าในการประชุม บอร์ด สปสช. ต้นเดือนหน้า น่าจะมีการหยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาเข้าสู่วาระการหารือและสะท้อนกลับไปยังรัฐบาล เนื่องจากเงินที่ถูกตัดไปและนำไปกันเป็นงบฉุกเฉิน ก็ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่า เงินก้อนนี้จะถูกนำไปจัดสรรอย่างไร และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะได้รับกลับมาหรือไม่

“ค่อนข้างตกใจว่าทำไม ครม.ถึงมีมติดึงเงินรักษาพยาบาลประชาชนกลับคืนไปถึง 2,400 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลย แทนที่ในฐานะกองทุนที่มีบทบาทรักษาพยาบาลผู้ป่วย กลับต้องได้รับจัดสรรหรืออุดหนุนงบประมาณเข้ามาเพิ่มเติมด้วยซ้ำ แต่นี่กลับถูกตัดลดงบประมาณลง และในสถานการณ์ที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาโควิด-19 โดยตรง ในปีงบประมาณหน้าอาจต้องเพิ่มงบให้ด้วยซ้ำไป ไม่เฉพาะงบบัตรทองเท่านั้น แต่รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย ก็สมควรได้รับงบเพิ่มเติม เพื่อต่อสู้กับวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในครั้งนี้” สุนทรี กล่าว

 

“กองทุนบัตรทอง ปี 63” ตามเป้า 2 ไตรมาสแรกโอนงบลงสถานพยาบาลแล้วร้อยละ 60

วันเดียวกัน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือกองทุนบัตรทอง ประจำปีงบประมาณ 2563 จากการบริหารจัดการของ สปสช. ภายใต้การกำกับดูแลและกำหนดนโยบายโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ยังคงขับเคลื่อนดำเนินงานดูแลประชาชนผู้มีสิทธิกว่า 48 ล้านคน ให้เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่มีวาระเร่งด่วนต้องดำเนินการก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการดำเนินงานกองทุนฯ ปีงบประมาณ 2563

ในส่วนของการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ผ่านมา สปสช.ได้ทำการโอนงบประมาณให้กับหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลต่างๆ ที่เป็นไปตามแผนการดำเนินงบประมาณแล้ว รวมถึงการชดเชยเบิกจ่ายค่าบริการให้กับหน่วยบริการที่ให้บริการประชาชน ภาพรวมเป็นไปตามตัวชี้วัดที่วางไว้ อาทิ กองทุนผู้ป่วยนอก เบิกจ่ายแล้ว 32,039 ล้านบาท กองทุนผู้ป่วยใน เบิกจ่าย 18,280 ล้านบาท กองทุนสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เบิกจ่าย 12,046 ล้านบาท และกองทุนเฉพาะโรค (Central Reimburse) เบิกจ่ายแล้ว 7,418 ล้านบาท เป็นต้น

“ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณกองทุนบัตรทอง 2 ไตรมาสแรก จากข้อมูลการดำเนินงานกองทุนฯ ณ วันที่ 8 เมษายน 2563 ได้โอนงบประมาณให้กับหน่วยบริการทั่วประเทศแล้วร้อยละ 60.06 ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสที่เหลือ สปสช.จะเร่งโอนจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมให้กับหน่วยบริการตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย” เลขาธิการ สปสช. กล่าวและว่า งบประมาณนี้เป็นงบที่ใช้ดำเนินงานกองทุนบัตรทองปกติ ซึ่งคนละส่วนกับงบบริการกรณี COVID-19 ที่อยู่ระหว่างดำเนินการขณะนี้

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์