อนุสรณ์ชี้ปัญหาการว่างงานจะรุนแรงยิ่งขึ้นในไตรมาส 2-3 แนะรัฐเตรียมรับมือ

อนุสรณ์ชี้ปัญหาวิกฤติเลิกจ้างและการว่างงานจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในไตรมาสสองต่อเนื่องไตรมาสสามทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก พร้อมเสนอนโยบายและแนวทางในการรับมือปัญหาซึ่งอาจลากยาวไม่ต่ำกว่า 2 ปี  เสนอเพิ่มงบกระทรวงแรงงานไม่ต่ำกว่า 50,000-100,000 ล้านบาท และแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้ค้างจ่ายเงินสมทบแต่เงินสมทบที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ค้างจ่ายสะสมอยู่ให้กับกองทุนประกันสังคมยังมีอยู่จำนวนมาก หากรัฐบาลชำระการค้างจ่ายจะทำให้สถานะทางการเงินของกองทุนดีขึ้นและช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้น

30 เม.ย. 2563  อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวให้ความเห็นเนื่องในโอกาสวันแรงงานสากลในวันที่ 1 พ.ค. ว่า ปัญหาวิกฤติเลิกจ้างและการว่างงานจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในไตรมาสสองต่อเนื่องไตรมาสสามทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก สถานการณ์วิกฤติเลิกจ้างและการว่างงานจะยืดเยื้อไปอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี การทำงานหรืออาชีพบางอย่างจะค่อยๆ หายไปจากระบบ ขณะที่การทำงานหรืออาชีพบางอย่างจะขยายตัวเพิ่มขึ้นพร้อมเกิดอาชีพใหม่ๆ แต่การเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานจะน้อยกว่าตำแหน่งงานที่หายไปมากอันเป็นผลจากการหดตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม แรงงานมนุษย์ต้องปรับตัวไม่เช่นนั้นจะถูกแทนที่โดยหุ่นยนต์และสมองอัจฉริยะในอัตราเร่งและกลายเป็นผู้ไม่มีงานทำไม่มีรายได้ และกระบวนการปรับตัวในสถานการณ์แบบนี้ต้องอาศัยบทบาทของรัฐการกำหนดยุทธศาสตร์ การสนับสนุนทางด้านงบประมาณและการส่งเสริมการดำเนินการงานด้านต่างๆของรัฐในการปรับทักษะของคนทั้งสังคมผ่านระบบการศึกษา การฝึกอบรม และโครงการฝึกปฏิบัติ โครงการและแผนงานต้องทำเป็นโครงการขนาดใหญ่โดยรัฐเองหรือสนับสนุนภาคเอกชนและธุรกิจอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากกรณีพื้นฐาน อาจจะมีคนว่างงานในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนอันเป็นผลจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะยังมีการทำงานต่ำระดับและว่างงานแฝงจำนวนมากอีกด้วย กรณีเลวร้ายสุดการว่างงานอาจแตะระดับ 28% ของกำลังแรงงาน 38.41 ล้านคน ทำให้คนว่างงานและไม่มีงานทั่วประเทศเกือบ 11 ล้านคน โดยแรงงานในภาคบริการและการค้าที่มีกำลังแรงงานอยู่ 18.08 ล้านคนอาจจะว่างงานไม่ต่ำกว่า 30-60% เป็นระยะเวลายาวนานไม่ต่ำกว่า2 ปีนับจากต้นปี พ.ศ. 2563 ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องไปฝึกทักษะใหม่เพื่อประกอบอาชีพอย่างอื่นแทน สำหรับงานบางอย่างที่แรงงานไทยไม่ค่อยอยากทำหรือหาแรงงานไทยมาทำยากและต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว หากปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการทำงานที่ดีขึ้น แรงงานไทยน่าจะมีความประสงค์ในการทำงานมากขึ้นภายใต้สถานการณ์การว่างงานจำนวนมาก และเป็นการควบคุมไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติข้ามพรมแดนซึ่งจะทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 มีความยุ่งยากขึ้น 

อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ขอเสนอแนะนโยบายและมาตรการต่างๆดังนี้ ข้อแรก ต้องการให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มแรงงานให้เพิ่มค่าชดชยในทุกช่วงอายุงานสำหรับกรณีถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอีก 2-6 เดือน (เพิ่มจากเดิมที่ชดเชยไว้สูงสุดที่ 12 เดือนเป็น 14 เดือนหรือ 18 เดือน) การดำเนินการดังกล่าวจะเพิ่มความหนืดหรือต้นทุนให้กับการตัดสินใจเลิกจ้าง ทำให้สถานประกอบการตัดสินใจเลิกจ้างลดลง ข้อสอง หากกิจการใดเพิ่มการจ้างงานโดยที่กิจการยังคงขาดทุนอยู่ เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบในกองทุนประกันสังคมทั้งหมดสำหรับการจ้างงานใหม่ในส่วนเงินสมทบของนายจ้างแทนเป็นเวลา 1 ปี ข้อสาม ขอให้ “ประเทศไทย” รับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ ฉบับ 98 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับลูกจ้างและทำให้ระบบแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบการมีความเป็นธรรมมากขึ้นและเป็นพื้นฐานของการสร้างประชาธิปไตยในสถานประกอบการและเศรษฐกิจ ข้อสี่ ต้องเปลี่ยนคำนิยามของ “การว่างงาน” และ “การมีงานทำ” ใหม่ เพื่อให้เราได้ทราบถึงอัตราว่างงานที่แท้จริง เพราะเวลานี้มีคนจำนวนมากทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อเดือน มีรายได้ไม่เพียงพอ ข้อห้า เสนอให้ใช้ระบบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงเพื่อให้ ลูกจ้าง และ นายจ้าง มีความยืดหยุ่นในการจ้างงาน การจ่ายค่าจ้างและการบริหารต้นทุนแรงงานมนุษย์ของกิจการภายใต้วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ข้อหก เพิ่มงบประมาณกับกระทรวงแรงงานเพื่อนำไปปรับทักษะ พัฒนาทักษะ เพิ่มทักษะใหม่ให้กับแรงงานในธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆเพื่อให้สามารถทำงานให้มีผลิตภาพสูงขึ้นในระบบเศรษฐกิจที่เป็น New Normal

อนุสรณ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เสนอให้เพิ่มงบประมาณกับกระทรวงแรงงานและรัฐบาลจ่ายเงินคงค้างสะสมให้กับกองทุนประกันสังคม โดยกล่าวว่า ตนขอเสนอเพิ่มงบกระทรวงแรงงานไม่ต่ำกว่า 50,000-100,000 ล้านบาทและแม้นว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้ค้างจ่ายเงินสมทบแต่เงินสมทบที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ค้างจ่ายสะสมอยู่ให้กับกองทุนประกันสังคมยังมีอยู่จำนวนมาก หากรัฐบาลชำระการค้างจ่ายจะทำให้สถานะทางการเงินของกองทุนดีขึ้นและช่วยเหลือประชาชนได้มากขึ้นอีกด้วย เพื่อที่กองทุนประกันสังคมจะได้ดูแลผู้ประกันตนได้ดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกันตนที่ว่างงานหรือไม่มีงานทำ ส่วนการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กระทรวงแรงงานในปีงบประมาณ 2564 นั้นให้เน้นไปที่มาตรการดูแลผู้ว่างงาน การสร้างตำแหน่งงานใหม่และการฝึกอบรมทักษะให้สูงขึ้นและฝึกทักษะให้สอดคล้องกับ New Normal และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆได้ 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์