โควิด-19 กับพลาสเตอร์ติดแผลของสวีเดน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ในขณะที่ประเทศแต่ละประเทศทั่วโลกต่างรับมือกับไวรัสร้าย ที่ดูเหมือนว่าจะใช้ยุทธศาสตร์คล้ายๆ กันคือ ค้อนทุบและเริงระบำ Hammaren och dansen ตอนนี้ต้นเดือนพฤษภาคมที่ดูเหมือนว่าหลายๆ ประเทศในยุโรปจะเริ่มออกมาผ่อนคลายมาตราการแล้วหลังจากประกาศว่าเอาอยู่ ที่ผ่านมาสวีเดนกลายเป็นประเทศที่หลายๆ คนจับตามอง ตั้งแต่ประเทศสาธารณะประชาชนจีนออกมาประณามการรับมือกับโรคระบาดของสวีเดนตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และกลางเดือนเดียวกัน อดีตนักระบาดวิทยาของสวีเดน อานน์ ลิ้นเด้ Anna Linde แย้มว่า กรมสุขภาพของสวีเดน (FHM) น่าจะใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่ (flockimmunitet) และหลังจากนั้นเป็นต้นมากรมสุขภาพก็ด้รับคำวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วสารทิศ และบางประเทศก็พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมสวีเดนถึงกล้าสวนกระแสชาวบ้าน

ผมใช้ชีวิตในสวีเดนมานานกว่าสิบปี  และในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองในหน่วยงานท้องถิ่นมานานกว่าหกปี ทำงานเกี่ยวกับผังเมือง คลุกคลีกับเรื่องสถิติและเรื่องปัญหาสังคมของสวีเดนมาสักพัก ทำให้เราเห็นว่าภายใต้ตัวเลขและสถิติที่เราเห็นนั้นมันแฝงด้วยอะไรมากมาย ทำให้เราตั้งคำถามว่าสวีเดนตกอยู่ในสถานการณ์อย่างทุกวันนี้เพราะยุทธศาสตร์การรับมือที่วางเอาไว้หรือว่าแท้จริงแล้วมันมีอะไรที่มากกว่านั้น ถ้าเราลองมองลงไปลึกๆ เราได้เห็นความล้มเหลวของโครงสร้างของสวีเดนที่มีมานานหลายทศวรรษ เราได้เห็นสวีเดนในอีกมุมมองหนึ่ง สามสิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ New Public Management, คอมมูนแปรรูปเป็นบรรษัท และความเหลื่อมล้ำ

 


รถรางในเมืองเยอตะบอร์ยที่ไร้ผู้คนในคืนวันวันวาลบอร์ย Valborg
(คล้ายๆ กับวันลอยกระทงบ้านเรา) ที่ปกติผู้คนจะเบียดเสียดแน่น

ยุทธศาสตร์ของสวีเดนถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รักษากราฟเอาไว้ กราฟที่ว่านี้คือการรักษาสมดุลระหว่างเตียงในโรงพยาบาลกับมาตราการเด็ดขาด ถ้าปล่อยไม่มีมาตราการใดๆ กราฟก็จะพุ่งความต้องการเตียงในโรงพยาบาลก็สูงขึ้น ถ้ามาตราการเข้มงวดกราฟก็จะดิ่งลงมา แต่มาตราการเข้มงวดนี้ส่งผลตามมา คือเข้มงวดมากคนก็เสียสุขภาพจิต และแม้กระทั่งสุขภาพร่างกายที่แย่ลงถ้าสั่งปิดเมือง และที่สำคัญคือการกระจายเชื้อจะหยุดลงและกลับมาระเบิดอีกทีเมื่อเปิดเมืองอีกรอบ กรมสุขภาพเชื่อว่าการจะห้ามการระบาดนั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่เราจะทำอยู่กับไวรัสนี้อย่างไร การใช้ชีวิตปกติแต่เว้นระยะห่างไม่ใช่การหยุดการแพร่ระบาด แต่เป็นการระบาดที่ควบคุมได้ และท้ายที่สุดภูมิคุ้มกันหมู่จึงเกิด (ดังนั้นภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นผลพลอยได้มากกว่า) แต่เพื่อการลดการสูญเสีย เราจะป้องกันผู้สูงอายุ (70 ปี ขึ้นไป) แยกให้พวกเขาอยู่ต่างหาก ห้ามมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด

อาจจะเป็นเพราะว่าสวีเดนเป็นสังคมแบบแยกเจเนอเรชั่น หมายความว่าคนแต่ละวัยแยกกันอยู่ค่อนข้างชัดเจน เด็กวัยรุ่นสวีเดนนั้นย้ายออกจากบ้านเร็วที่สุดในยุโรป ซึ่งสถิติขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็อยู่ราวๆ 19-21 ปี อาจจะเป็นเพราะว่าสวีเดนมีระบบการกู้ยืมเงินเรียนที่แบบมีทั้งใช้คืนและให้เปล่า เลยทำให้เด็กวัยรุ่นเหล่านี้เลือกที่จะออกมาใช้ชีวิตกันตามลำพัง เรียนหนังสืออย่างเดียว หรือเรียนหนังสือไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งคนกลุ่มนี้มีอิสระเสรีในการเลือกใช้ชีวิต

สวัสดิการสังคมอีกอันที่เป็นจุดแข็งของสวีเดนคือ ผู้สูงอายุได้รับเงินบำนาญแบบถ้วนหน้าเมื่อถึงวัยเกษียณ (65 ปี ซึ่งปรับขึ้นทุกๆ ปี) ซึ่งเงินบำนาญถ้วนหน้านี้ต่ำสุดคือ  8 597โครนต่อหัวหรือราวๆ 26 000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าใครทำงานและสะสมผ่านการหักภาษีก็จะได้เพิ่มขึ้นมาอีกตามเงินเดือนและระยะเวลาการทำงาน เรียกได้ว่าชีวิตหลังปลดเกษียณของคนสวีเดนนั้นจำนวนไม่น้อยมีทางเลือกในการดำเนินชีวิต การไปผูกภาระและการสงเคราะห์จากคนในครอบครัวนั้นจึงไม่ค่อยให้เห็นมากนัก และนี่กระมังที่อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สวีเดนถึงกล้าที่จะใช้ยุทธศาสตร์นี้เพราะดูเหมือนจะสอดคล้องกับโครงสร้างรัฐสวัสดิการแบบสวีเดน

การมาของ NPM สู่การขายระบบสาธารณสุขทอดตลาด

วันที่ 11 มีนาคม สวีเดนก็มีผู้เสียชีวิตรายแรก และวันนี้วันที่ 11 พฤษภาคม สวีเดนก็เลยหลักผู้เสียชีวิต 3200 กว่าคนแล้ว แต่สถิตินึงที่น่าสนใจที่กรมสุขภาพแสดงให้ดูตอนแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เราพบว่าผู้เสียชีวิตจากโควิดนี้ 88 เปอร์เซนต์อายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งก็ตรงกับที่กรมสุขภาพคาดการณ์เอาไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่คาดคิดคือผู้เสียชีวิต ราวๆ 52 เปอร์เซนต์นั้นพักอาศํยอยู่ที่บ้านผู้สูงอายุ และ 26 เปอร์เซนต์เป็นผู้สูงอายุที่ใช้บริการของเทศบาลที่เรียกว่า hemtjänst คือการที่เทศบาลส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลตามบ้านที่เป็นชั่วโมงๆ ไป ซึ่งการบริการอย่างหลังนี้มีที่มาหลายสาเหตุ เช่นผู้สูงอายุเหล่านั้นไม่อยากไปอยู่บ้านพักผู้สูงอายุ ยังสามารถดูแลตัวเองได้บ้าง หรืออีกกรณีคือยังไม่ถึงคิวสำหรับบ้านพักผู้สูงอายุ ถ้าคำนวณกันแบบคร่าวๆ ก็คือผู้เสียชีวิต 2200 คนนั้นเป็นผู้สูงอายุ ที่ได้รับการบริการของทางเทศบาลจัดหาไว้ให้ แต่ก็ใช่ว่าผู้สูงอายุที่เสียชีวิตนั้นจะมาจากบ้านพักผู้สูงอายุจากทั่วประเทศ มากที่สุดมาจากเมืองหลวงสต๊อกโฮล์ม แต่เมืองใหญ่ๆ อย่างเยอตะบอร์ย Göteborg และม่าลเม่อ Malmö กลับไม่มีอัตราผู้เสียชีวิตมากเท่ากับเมืองหลวง เกิดอะไรขึ้นหลายฝ่ายพยายามวิเคราะห์ แต่ปัจจัยหนึ่งที่ยกมาพูดถึงกันนั้นน่าสนใจอย่างมากคือ สต๊อคโฮล์มนั้นมีบ้านพักผู้สูงอายุนั้นเป็นของเอกชนนั้นมีอัตราส่วนสูงกว่าที่เมืองอื่นๆ


สถิติผู้เสียชีวิต 52 เปอร์เซนต์มาจากบ้านพักผู้สูงอายุ สถิติวันที่ 8 พฤษภาคม
(ที่มาจากรายการโทรทัศน์ Agenda SVT ที่รวบรวมมาจาก กรมสังคม Socialstyrelsen)

มินิรี่ย์ขนาดสั้นชื่อ 22 Juli ของ สถานีโทรทัศน์แหง่ชาตินอร์เวย์ NRK ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์การก่อการร้ายที่ รัฐสภาในกรุงออสโลและรวมไปถึงเหตุสะเทือนขวัญที่ อูเทอย่า Utøya เมื่อปี ค.ศ. 2011 มันน่าสนใจตรงที่มินิซีรี่ย์นี้ ชี้ให้เราเห็นว่ายามวิกฤติทำให้เราเห็นสังคมอีกด้านของประเทศนอร์เวย์ ซีรี่ย์ 6 ตอนจบนี้พยายามชี้ให้เราเห็นว่า NPM New Public Management ที่เข้ามาแทรกซึมในการบริหารจัดการในภาคสวัสดิการสังคมและส่งผลกับสังคมในภาครวมอย่างไร เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่อูเทอย่านั้นเป็นเหมือนจุดที่ทำให้เราตาสว่างเห็นขยะใต้พรมที่ซุกซ่อนมานาน

จะว่าไปแล้วสถานการณ์ที่สวีเดนกำลังเผชิญหน้า ณ เวลานี้ก็คงเหมือนกับสิ่งที่ 22 ถ่ายทอด NPM ที่ถูกเอามาใช้ในการจัดการบริหารด้านสาธารณสุขของสวีเดนที่มีมานาน ซึ่งระบบ NPM นี้เรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดถึงการสัมปทานการขายสวัสดิการที่เป็นเหมือนแขนขาของสังคมทอดตลาด ระบบนี้จะว่าไปแล้วถูกเอามาใช้ในสวีเดนตั้งแต่ ยุค 1990 สมัยที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยของสวีเดนมีอำนาจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีคือระบบที่พยายามจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ประสิทธิภาพในที่นี้หมายความว่าสิ่งที่วัดได้ สิ่งที่วัดได้ก็คือ ระยะเวลา งบประมาณ และความพึงพอใจของผู้ได้รับการบริการที่อยู่ในรูปปุ่มยิ้ม หรือหน้าบูดบึ้ง

ซึ่ง NPM นี้มาเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานด้านสาธารณสุขของสวีเดนอย่างมาก เพราะนั่นทำให้นักการเมืองพุ่งความสนใจไปที่ทำอย่างไรที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและเสียรายจ่ายน้อยที่สุด และในยุคปลายทศวรรษที่ 1990 นั้นเชื่อว่าการที่จะเพิ่มประสิทธิผลนั้นต้องเกิดการแข่งขันและการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาจึงเกิดขึ้น และตลาดการแข่งขันที่สูงนั้นคือสวัสดิการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ที่ตอนนี้มีบริษัทเอกชนจำนวนมากผุดขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจจะได้ยินข่าวในแง่ไม่ดีเกี่ยวกับคุณภาพของบริษัทเอกชนเหล่านั้น แต่การมาของโควิดนี้เป็นเหมือนชี้ให้เราเห็นว่ามันไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่มันคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

บ้านพักผู้สูงอายุที่เป็นเอกชนนั้นมีจำนวนไม่น้อย และแต่ละที่ก็มีมาตราฐานแตกต่างกันไป นี่จึงกลายเป็นปัญหาเพราะขาดการจัดการร่วมกัน เรียกได้ว่าต่างคนต่างจัดการกันเอง Public Service ออกมาแฉว่ามี มีการกระจายเชื้อในบ้านพักผู้สูงอายุถึง 500 แห่งทั่วประเทศ

การจ้างงานก็อยู่ในรูปลูกจ้างรายชั่วโมงก็ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายขององค์กร ประเภทว่าต้องการเมื่อไหร่จะติดต่อกลับไป ซึ่งการจ้างแบบรายชั่วโมงนั้นทำให้นายจ้างมีความรับผิดชอบน้อยลงและลดรายจ่าย ซึ่งนี่กลายเป็นหัวใจหลักในการจัดการบริการของหลายๆ องค์กร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโควิดในครั้งนี้

การจ้างงานแบบรายชั่วโมงนั้นทำให้ลูกจ้างมีความไม่แน่นอนทางรายได้ ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ลูกจ้างบางคนที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยเลือกที่จะมาทำงานเพราะไม่อยากสูญเสียรายได้ แทนที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมสุขภาพที่บอกว่าถ้ามีอาการป่วยเล็กน้อยให้อยู่บ้านรอดูอาการ กลับกลายเป็นว่าพวกเขาอาจจะแพร่เชื้อไปโดยไม่รู้ตัว การจ้างงานแบบรายชั่วโมงนั้นทำให้องค์กรต้องการลูกจ้างจำนวนมากเพื่อรองรับกับงานที่มี สมมุติว่าต้องการ 100 คนทำงานเต็มเวลา แต่องค์กรต้องการคนทำแค่ 50 เปอร์เซนต์เขาต้องการลูกจ้างถึง 200 คน และความต้องการของตลาดมีมากแต่ในขณะเดียวกกันคนเรียนสายนี้มีน้อย ทำให้บริษัทเอกชนเหล่านั้นจ้างงานคนที่ไม่ได้เรียนสายพยาบาลมาเสียด้วยซ้ำ หลายฝ่ายเชื่อว่าบุคคลากรที่ไม่ได้ผ่านการอบรมเรื่องสุขอนามัย การรับมือกับโรคระบาดอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดการระบาด ตามบ้านพักผู้สูงอายุ

ด้วยความที่การจ้างงานแบบนี้ทำให้ผู้สูงอายุที่รับบริการนั้นเจอเจ้าหน้าที่มากหน้าหลายตา บางคนมีเจ้าหน้าที่เข้าๆ ออกบ้านพวกเขาถึง 12-15 คนภายในสองสัปดาห์จากเมื่อก่อนนี้มีจำนวนน้อยกว่านี้ มันเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้สูงอายุเหล่านั้นที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่ที่ผลัดเปลี่ยนหน้าตลอดเวลา แต่ในกรณีโควิดนี้เจ้าหน้าที่มากหน้าหลายตานี้ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชิ้อ ซึ่ง 26 เปอร์เซนต์นี้ก็ชี้ให้เราเห็นแล้วว่ารูปแบบการจ้างงานแบบนี้มันส่งผลอย่างไร

เมื่อคอมมูนแปรสภาพเป็นบรรษัท

สวีเดนนั้นเป็นประเทศที่ส่วนกลางปล่อยให้การปกครองภาคท้องถิ่นจัดการกันเอง การเรียกเก็บภาษี การบริหารจัดการ ซึ่งเงินภาษีนั้นจะขึ้นๆ ลงๆ ตามนโยบายพรรคการเมืองที่เข้ามาครองอำนาจ หนังสือพิมพ์ ดีเอ็น DN (Dagens Nyheter) หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสวีเดนตีพิมพ์เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของแต่ละคอมมูน พบว่ามีเทศบาลจำนวนไม่น้อยที่มีงบติดลบ อาจจะเกิดจากหลายๆ กรณีเช่นเมืองมีขนาดเล็กลงเพราะคนย้ายออก ทำให้เงินภาษีลดลงเมื่อเงินภาษีลดลงเงินเหล่านั้นก็ไม่สามารถเอาไปลงทุนทำอะไรใหม่ๆ ได้ หรืออีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคืออัตราส่วนของเด็กมีสูงมากและคนมีอายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ สถิติชี้ให้เห็นว่าคนสวีเดนนั้นมีอายุยืนโดยเฉลี่ยที่ 82,3 ปีและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย 3 ชั่วโมงทุกๆ วัน เรียกได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของสวีเดน
 


งบประมาณของเทศบาลในภาพรวมตั่งแต่ ปี 2011-2018 สามอันแรกบนสุดคือ โรงเรียน,
การดูแลผู้สูงอายุ และโรงเรียนอนุบาล (ที่มาจากการรวบรวมสถิติจาก SCB ของสำนักพิมพ์ DN)

ตามสถิติที่ DN ไปเก็บมานั้นพบว่า หลายปีที่ผ่านมาสวีเดนทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปที่การสร้างโรงเรียนเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น อัตราเด็กเกิดใหม่ที่สูงเรื่อยมาตั้งแต่หลังมิลเลนเนียม เรียกได้ว่าเทศบาลทั่วประเทศเลือกที่จะทุ่มงบประมาณมหาสาลไปที่การสร้างโรงเรียน แต่นี่น่าสังเกตุก็คืองบประมาณสำหรับผู้สูงอายุก็สูงแต่มันก็ไม่มากเท่ากับ งบประมาณที่ไปลงที่เด็ก เพราะอะไร ทุกวันนี้เทศบาลแต่ละเทศบาลแข่งขันกันอย่างมากที่จะพยายามเป็นที่ดึงดูดให้คนย้ายเข้าไปอยู่ เหมือนองค์กรเอกชนที่พยายามเรียกลูกค้า และนี่กลายเป็นเทรนด์ที่คนย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ๆ ที่นับวันจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ และเมืองเล็กๆ หดตัวลงและถูกปล่อยให้ตายอย่างช้าๆ

ตามสถิติพบว่ากลุ่มคนที่มีแนวโน้มที่จะย้ายเมืองมีมากที่สุดคือคนเรียนจบใหม่ที่กำลังหางาน กับกลุ่มครอบครัวที่มีลูก ดังนั้นนอกจากเมืองๆ นั้นจะมีงาน มีที่พักอาศํยแล้วนั้นก็ต้องมีโรงเรียนด้วย ดังนั้นการทุ่มงบประมาณไปที่เด็กจึงเหมือนเป็นการลงทุนดึงให้พลเมืองวัยทำงานเข้ามาอยู่ ในขณะเดียวกันถ้าเราดูกราฟที่หนังสือพิมพ์ดีเอ็นยกมานั้น เราจะพบว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ต้องใช้งบประมาณมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ในปัจจุบันมันก็ยังไม่เพียงพอและนี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมเทศบาลเหล่านั้นถึงขายสัมปทานให้เอกชนเข้ามาดูแลส่วนสวัสดิการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

ในขณะที่สวีเดนมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการบ้านพักเหล่านี้ก็มีมากตามไปด้วย แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดจึงทำให้ที่พักเหล่านี้สร้างไม่ทันกับความต้องการ ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั้นรอต่อคิวยาวซึ่งโดยเฉลี่ยนั้นราวๆ หนึ่งเดือนครึ่งแต่บางเทศบาลนั้นคิวอาจจะยาวถึงครึ่งปี เราอาจจะมองว่ามันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่คนโดยส่วนมากมาต่อคิวนั้นคือมาถึงจุดที่ไม่ไหวจริงๆ คือแทบจะดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว แต่ก็ต้องมารอระหว่างที่รอสมาชิกในครอบครัวกลายเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ผู้สูงอายุที่เมื่อย้ายเข้าไปอยู้บ้านพักเหล่านั้นก็เหมือนเดินทางใกล้ถึงสถานีสุดท้ายแล้ว สถิตินึงที่น่าตกใจคือ 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุที่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านพักเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ และครึ่งนึงเสียชีวิตภายในสองปี เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มที่เปราะบางมากว่ามีการจัดการที่ไม่ได้มาตราฐานพอนั่นอาจจะชี้เป็นชี้ตายเลยก็ว่าได้

ที่น่าเป็นห่วงกว่านี้ก็คืออีกเกือบๆ หนึ่งทศวรรษข้างหน้า ความต้องการงบประมาณด้านระบบสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุนี้จะเพิ่มหลายเท่าตัว ถ้าสวีเดนไม่รีบไหวตัว ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเสียใหม่มีแนวโน้มว่าจะส่งผลระยะยาวกับสุขภาพของผู้สูงอายุเหล่านั้น การมาของโควิดเหมือนการดึงพลาสเตอร์ออกให้เราเห็นแผลที่อักเสบกำลังลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ
 

ความเหลื่อมล้ำและตลาดที่พักอาศํย

สวีเดนมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุค 1980 เป็นต้นมา แม้ว่าสวีเดนจะมีความเหลื่อมล้ำ ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศในยุโรปด้วยกันเองก็ตาม แต่สวีเดนเป็นประเทศที่มีอัตราเร่งสูงกว่าใครเขา ที่สำคัญเราจะเห็นได้จากรายได้ของพลเมืองที่กลุ่มที่มีรายได้น้อยมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากในหลายสิบปีที่ผ่านมาในขณะที่กลุ่มที่มีรายสูงนั้นมีการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

สวีเดนในยุคต้นโพสต์โมเดิร์นนิสม์หรือช่วงราวๆ 1960เป็นต้นมา มีการสร้างที่พักอาศํยจำนวนมาก ยกระดับมาตราฐานเรื่องที่พักอาศัย อาคารที่พักอาศํยที่อยู่ใจกลางเมืองที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะถูกทุบทิ้ง และไปสร้างใหม่ตามชานเมือง โครงการที่เป็นที่รู้จักคือ miljonprogrammet คือโครงการสร้างที่พักอาศัย 1 ล้านครัวเรือนภายใน 10 ปี คือระหว่าง 1965-1975 ซึ่งโครงการนี้ภายหลังกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำ

เมื่อราวๆ ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ย่านแย่ร์ว่า Järvaområdet กลายเป็นที่พูดถึงมากบนสื่อ ย่านแย่ร์ว่านี้เป็นเขตปริมณฑลของเมืองหลวง เป็นย่านที่มีคนต่างด้าวหรือกลุ่มที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นคนต่างด้าวเจเนอเรชั่น 2-3 ที่อยู่หนาแน่นมากที่สุด สาเหตุที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดเพราะย่านนี้มีรายงานว่าได้รับการติดเชื้อเมื่อเทียบกับประชากร ต่อ 1 แสนคนสูงเมื่อเทียบกับใจกลางเมืองหลวง หนังสือพิมพ์ DN ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมว่า ในบรรดาย่านเหล่านั้น มีผู้เสียชีวิตสูงมากกว่า 100 กว่าคนเมื่อเทียบกับประชากร 9 หมื่นคน ซึ่งถือว่าสูงกว่าย่านอื่นๆ แต่ถ้าเราดูสถิติอื่นๆ ด้วยเราจะพบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าประชากรที่พักอาศัยในย่านอื่นๆ

เราจะพบว่าผู้หญิงในย่านเหล่านี้มิอายุเฉลี่ยสั้นกว่าผู้หญิงในเขตที่มีอันจะกินในใจกลางเมืองสต๊อคโฮล์มถึง 2 ปี ครึ่ง คือราวๆ 83.9 ปี ส่วนเพศชายนั้นอายุอยู่ราวๆ 79.5 ปีเมื่อเทียบกับเพศชายที่มาจากย่านใจกลางเมืองหลวงที่มีอายุเฉลี่ยที่ 82.8 ปี ตัวเลขที่เราเห็นนั้นอาจจะดูว่ามันเล็กน้อยไม่ต่างกันมาก แต่ถ้ามองลึกลงไปเราจะพบว่าพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่า ปัญหาเรื่องการกินอยู่ การได้รับการดูแลจากระบบสาธารณสุข พวกเขาขาดการเข้าถึงมือหมอ หรือแม้กระทั่งการบางอย่างที่แก้ไขเพียงการดูแลง่ายๆ หรือยาแต่พวกเขาก็ไม่ได้รับเพียงเพราะปัญหาด้านเงินทอง เรียกได้ว่าในภาพรวมแล้วคนในย่านนี้มีสุขภาพที่แย่กว่า ดังนั้นเมื่อเจอไวรัสนี้มีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบที่หนักกว่า
 


ราคาที่พักอาศํยในเขตเมืองหลวงสต๊อคโฮล์มและเขตปริมณฑล ที่คิดเป็นต่อตารางเมตร
(ที่มา www.maklarstatistik.se)

ตั้งแต่ยุค 1990 เป็นต้นมา อสังหาริมทรัพย์หรือที่พักอาศํยในสวีเดนนั้นกลายเป็นตลาดการลงทุนที่สำคัญ ในยุค 2000 เป็นต้นมา การหันกลับมาสร้างที่พักอาศํยในใจกลางเมืองนั้นมีมากยิ่งขึ้น และทำเลกลายที่ที่ดึงดูดของเหล่านักลงทุนรวมไปถึงคนสวีเดนด้วย ปัจจัยที่สำคัญอีกอันก็คือเทศบาลหันมาขายที่ดินให้เอกชนมาลงทุนแทน เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ภาครัฐเองเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและปล่อยเช่า เมื่อที่พักอาศัยแบบเช่าน้อยลงคนก็หันมาซื้อมากขึ้น

และนั่นส่งผลให้คนที่มีรายได้ก็ผันตัวเองเข้ามาสู่ตลาดที่พักอาศํย พวกเขาก็เลือกที่จะหันหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ในขณะที่ย่านที่อยู่นอกชานเมืองนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยคนที่มีรายได้น้อย หรือกลุ่มคนต่างด้าวแทน เมื่อจำนวนคนต่างด้าวและกลุ่มที่มีรายได้น้อยรวมตัววกันมากขึ้นเรื่อยๆ ชื่อเสียงที่ไม่ดีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นกลายเป็นตัวผลักดันให้คนสวีเดนที่อยู่เดิมย้ายออกไป และกลุ่มคนต่างด้าวก็เข้ามาแทนที่ แต่ไวรัสก็ทำร้ายไม่เลือกหน้าแล้วทำไมย่านเหล่านี้ถึงได้รับผลกระทบมากกว่าใครเขา

ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างและศักยภาพที่คนในย่านเหล่านี้มี มันทำให้พวกเขาเพิ่มความเสี่ยงมากกว่า รายได้ถัวเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าย่านอื่นๆ ทำให้พวกเขาอยู่อย่างแออัด แออัดที่ว่านี้คือต่ำกว่ามาตราฐาน และมาตราฐานของสต๊อคโฮล์มนั้นอยู่ราวๆ 33 ตารางเมตรต่อประชากรหนึ่งคน แต่บางครอบครัวที่มีอพาร์ตเมนท์  สามห้องนอน 80 ตารางเมตรอาจจะมีสมาชิกมากกว่า 6 คน และเนื่องจากราคาที่พักอาศัยสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โอกาสที่ลูกหลานจะย้ายออกจากบ้านนั้นยืดออกไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตั้งตัวของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ในย่านเหล่านี้จะมีคนอายุวัยทำงานที่ยังพักอาศัยกับพ่อแม่อยู่ การมีหลายๆ เจเนอเรชั่นในหนึ่งครัวเรือน และยิ่งหนักไปใหญ่อีกเมื่อปู่ย่าตายายอยู่ในหลังคาเดียวกันกับคนวัยอื่นๆ ซึ่งวัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ยกย่องในบางวัฒนธรรม แต่ในกรณีนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทางการไม่ได้คิดคำนวณไว้ตั้งแต่แรก ยุทธศาสตร์ป้องกันผู้สูงอายุนั้นใช้ไม่ได้ในย่านเหล่านี้ 

ประชากรในเขตนี้โดยส่วนมากแล้วทำงานด้านการบริการ และการที่จะทำงานที่บ้านนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างเช่นคนขับรถประจำทาง เจ้าหน้าที่ตามศูนย์อนามัยและเจ้าหน้าที่ที่ดูลผู้สูงอายุ คนขายของตามร้านค้าเล็กๆ ในชุมชน ช่างตัดผม ซึ่งการพบปะผู้คนนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่อาจจะเป้นสาเหตุหนึ่งที่มีการแพร่ระบาดสูงในทางกลับกันคนที่ทำงานสำนักงาน ชนชั้นกลางที่อยู่ในเมืองนั้นมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตมากกว่า มีช่องทางในการหลีกเลี่ยงมากกว่าและนั่นอาจจะเป็นตัวอธิบายได้ว่าทำการแพร่เชื้อถึงแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างย่านคนที่มีรายได้น้อยกับกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองหลวง เรียกได้ว่ายุทธศาสตร์ที่ใช้กันในภาพรวมรวมนั้นมันใช้ไม่ได้กับบางที่
 

ริ้งเก่บี Rinkeby ย่านชานเมืองของสต๊อคโฮล์ม ที่มีคนต่างด้าวอาศัยอยู่หนาแน่น เป็นส่วนหนึ่งของ Järvaområdet
(ที่มา วิกิพีเดีย
https://sv.wikipedia.org/wiki/Rinkeby)

ปัญหาสังคมในย่านเหล่านี้เรื้อรังมานาน ซึ่งมันไม่ได้มีแค่ปัญหาสุขภาพ แต่มันรวมไปถึงปัญหาอาชญากรรม ปัญหาระดับการศึกษา ที่ผ่านมาเรามองว่ามันเป็นปัญหาของพวกเขา แต่เมื่อมาเจอวิกฤตการณ์โควิดนี้ พวกเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถิติด้วย ซึ่งนั่นทำให้เราเห็นว่าพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมของประเทศ เรามิอาจจะนิ่งเฉยหรือปล่อยปละละเลยได้อีกเหมือนที่ผ่านมา ใครจะรู้ว่าแค่ปัญหาที่พักอาศํยแออัดนั้นจะส่งผลในระดับชาติ

 สรุปโดยย่อแล้วผมเองมองว่า เราไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าใครประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ผ่านสถิติตัวเลขที่เราเห็นนั้น และผมยิ่งไม่เห็นด้วยที่หลายคนพยายามจะบอกว่ายุทธศาสตร์แบบสวีเดนที่ใช้ความเชื่อใจระหว่างรัฐกับพลเมือง และระหว่างพลเมืองด้วยกันนั้นคือความล้มเหลว เพราะตัวเลขที่เราเห็นนั้นมันไม่เชื่อมโยงกับความไว้วางใจกับมาตราการที่ยึดในหลักสิทธิมนุษยชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ แต่เราสามารถเชื่อมโยงตัวเลขกับความล้มเหลวของระบบสวัสดิการของสวีเดนได้โดยไม่ลังเล ผมกลับยอมรับว่าระบบสวัสดิการสังคมโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขของสวีเดนนั้นไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ เราจะเห็นว่าโดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุแล้วนั้นต่ำกว่ามาตราฐานหรือแย่กว่าที่เราเข้าใจเสียอีก ซึ่งเรานึกไม่ถึงเลยว่าการจ้างงานแบบรายชั่วโมงนั้นส่งผลกระทบอย่างมหาศาลชี้เป็นชี้ตายได้ การขายระบบสาธารณสุขทอดตลาด ให้เอกชนแข็งขันกันและการวัดคุณภาพผ่านตัวเลขต่างๆ นั้น ไม่ใช่คุณภาพอย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรับมือกับวิกฤติ

ถ้าเราจะโบ้ยความผิดไปที่ยุทธศาสตร์นั้นมันทำให้เรามองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง เหมือนว่าเป็นการลดทอนความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมสวีเดน โควิดเหมือนการเอาพลาสเตอร์ปิดแผลออก เราเห็นแผลช้ำเลือดช้ำหนองกำลังลุกลาม และการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนนั้นคือ เราควรมาถกเรื่องสัญญาว่าจ้าง การยกระดับคุณภาพชีวิตของพลเมืองในเขตชานเมือง การเพิ่มความสำคัญของเหล่าเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข และที่สำคัญเพิ่มงบประมาณไปที่การดูแลผู้สูงอายุ วิกฤติในครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนพายุที่ถาโถมสวีเดนที่สวีเดนก็แทบล้มทั้งยืน แต่นี่จะไม่ใช่บทเรียนครั้งสุดท้าย การยอมรับความผิดพลาดนั้นอาจจะเป็นหนทางหนึ่งในการเตรียมความพร้อมรับมือกับพายุลูกต่อไป

อ้างอิง

https://sv.wikipedia.org/wiki/New_Public_Management
https://arbetet.se/2020/04/15/var-fjarde-ar-tillfalligt-anstalld-i-den-kommunala-aldrevarden/?fbclid=IwAR2h70Nprg6rHgl5ihr8BczK1iBtfKTbdkmbVA-ETKkDp3w3NWIRjeWbtbI
https://www.svt.se/nyheter/val2014/allt-farre-far-plats-pa-aldreboende
https://sv.wikipedia.org/wiki/Miljonprogrammet
https://www.maklarstatistik.se/omrade/riket/#/bostadsratter/arshistorik
https://www.socialstyrelsen.se/globalassets/sharepoint-dokument/dokument-webb/statistik/faktablad-statistik-om-smittade-och-avlidna-med-covid-19-bland-aldre-efter-boendeform.pdf
https://kit.se/2017/05/18/87122/svenskar-flyttar-fortfarande-hemifran-tidigast-i-europa/
https://www.dn.se/nyheter/sverige/fakta-i-fragan-vad-beror-kommunernas-karva-ekonomi-pa/

 

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์