ในสถานการณ์โควิด 19 สิทธิและเสรีภาพไม่ควรหายไปจากการพัฒนา

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

องค์ประกอบของการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เพราะมีเงื่อนไข หลักเกณฑ์ คุณสมบัติของผู้ลงทุน ตามกฎหมายใหม่ ๆ เข้ามาร่วมเป็นองค์ประกอบอยู่เสมอ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการ ความปรารถนา ที่เป็นไปในแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนบุคคลและสังคมให้ดีขึ้น
  
ในโลกสมัยใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ รัฐบาลส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นที่ใช้อำนาจรัฐแทนประชาชนไม่สามารถดำริและผลักดันการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำเสนอ แสดงความเห็น ตรวจสอบและคัดค้านการพัฒนาต่าง ๆ มีความสำคัญในแง่ที่จะทำให้บ้านเมืองตั้งอยู่บนครรลองของการใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับการตั้งอยู่บนครรลองของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือและข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมที่ขัดต่อหลักนิติธรรม

อย่างน้อยที่สุด หลักนิติธรรมก็ได้สร้างพันธะสัญญาต่อกัน ระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประกันซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมบริหารจัดการและพัฒนาบ้านเมือง จึงเป็นความเหมาะสมที่หลักนิติธรรมจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการพัฒนาในโลกสมัยใหม่ หากปราศจากหลักนี้แล้วก็เป็นการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องเหมาะสม ไม่ถูกทำนองคลองธรรม เท่าที่ควร

การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโรคโควิด-19 มีอำนาจที่ล้นเกินไปกว่าการควบคุมโรคปรากฎออกมาให้เห็น นั่นคือ มาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้ประชาชนไม่รวมตัวกันและเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการขอให้กักตัวอยู่กับบ้านหรือที่พักอาศัยในเวลาปกติ และบังคับให้อยู่กับบ้านหรือที่พักอาศัยเวลาเคอร์ฟิว การกักกัน การหยุดบริการรถขนส่งมวลชนทั้งในและระหว่างเมือง การห้ามเดินทางข้ามจังหวัด การหยุดประกอบอาชีพการงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภท การงดเว้นจัดประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ ในด้านการควบคุมโรคก็ส่งผลดีพอสมควรต่อการระงับยับยั้งการแพร่กระจายโรคไม่ให้ลุกลามออกไปจนควบคุมไม่อยู่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อแสดงความคิดเห็น และชุมนุมเรียกร้อง ประท้วง ขัดขืน คัดค้าน หรือการแสดงออกอื่นใดก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา

ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และโดยชอบธรรม อันเป็นเครื่องมือ กลไกและวิธีการสำคัญในการสร้าง ‘พลังพลเมือง’ ให้กับประชาชน เพื่อเข้าไปลดอำนาจ ตรวจสอบ กำกับ ควบคุม มีส่วนร่วมกับรัฐและเอกชนที่ผลักดันการพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ที่ก่อผลกระทบและไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ให้เกิดการระงับ ยับยั้ง ชะลอ ยกเลิก ปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

ในขณะที่เครื่องมือ กลไกและวิธีการของพลังพลเมืองต้องหยุดชะงักภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่กลไกรัฐกลับผลักดันการพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาออกมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการผลักดันการพัฒนาที่สวนทางกับคุณค่าของโลกสมัยใหม่ที่ต้องคำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่เสมอ

มีการนำวิกฤติการณ์จากโรคโควิด-19 มาผสมโรง ฉวยโอกาสและเป็นข้ออ้างในการผลักดันการพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลายเรื่อง เพื่อหวังจะอนุมัติงบประมาณได้ง่ายขึ้น หรือลด ลัด ตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป

บางเรื่องเป็นโครงการที่มีอยู่ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แต่กลับเอาโรคโควิด-19 มาผสมโรง เช่น การเร่งรัด ‘โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก’ ของกระทรวงพลังงาน ที่เปิดช่องให้เอกชนยื่นเสนอขายไฟฟ้าเข้าระบบก่อน โดยให้รับฟังความเห็นจากชุมชนหลังมีการอนุมัติโครงการได้ โดยอ้างว่าเป็นแผนการที่สอดรับกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล ที่ผ่อนผันให้ไม่ต้องรับฟังความเห็นจากชุมชนก่อน เมื่อได้รับการพิจารณาอนุมัติแล้วจึงค่อยไปดำเนินการภายหลัง

บางเรื่องแม้ไม่ได้เอาโรคโควิด-19 มาอ้าง แต่ก็ปล่อยให้การพัฒนาเดินหน้าต่อไปอย่างเอาเปรียบประชาชน โดยปิดตายช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน และขาดซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว เช่น การปล่อยให้มีการทำเหมืองหินปูนบนภูผาฮวก ในพื้นที่ตำบลดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ต่อไป และการทำเหมืองชนิดอื่น ๆ ต่อไปในหลาย ๆ พื้นที่ที่มีประชาชนคัดค้าน แต่ไม่สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อการนั้นได้ เพราะเกรงความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือถึงออกมาเคลื่อนไหวได้บ้าง ก็ไม่สามารถสร้างพลังต่อรองได้มากนัก เพราะไม่สามารถปฏิบัติการให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องที่ต้องรวมตัวกันอย่างมีพลังได้มากนัก เพราะติดเงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคมตามสำนึกรับผิดชอบของประชาชนเอง และตามความผิดของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ได้ทำการรณรงค์ออนไลน์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หยุดการให้สัมปทานเหมืองต่าง ๆ เอาไว้ก่อน เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนกว่าจะผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 เพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกับรัฐและเอกชน และมีสิทธิและเสรีภาพเพื่อแสดงความคิดเห็นและชุมนุมสาธารณะในการสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐและเอกชน ได้ดีกว่านี้ แต่พื้นที่โครงการทำเหมืองแร่โปแตชและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน พื้นที่หนึ่งของการรณรงค์นี้ ก็ยังมิวายโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรหัวทะเล ต.หัวทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ข่มขู่บังคับโดยพาตัวไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ที่สถานีตำรวจ และบังคับให้รับสารภาพว่าได้อ่านแถลงการณ์ล็อคดาวน์เหมืองแร่ฯบนพื้นที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมายก่อน รวมถึงข่มขู่ว่าจะดำเนินการเอาผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ โทษฐานฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ตามสองกฎหมายนี้ด้วย

บางเรื่องก็ตั้งใจฉวยโอกาสกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับทุกข์สาหัสทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้นไปอีก ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ห้ามกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากเสียจนประชาชนหลายล้านคนต้องตกงาน ถูกหยุดงาน ถูกชะลองาน ถูกพักงาน ขายของไม่ได้ ฯลฯ ทำให้ขาดแคลนกำลังซื้อหาอาหาร ของกินของใช้ สิ่งอำนวยความสะดวก และปัจจัยยังชีพในชีวิตประจำวัน ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อให้ชีวิตตัวเองและครอบครัวอยู่รอดให้ได้ เช่น การระดมพลจากเจ้าหน้าที่ กทม. และบริษัทรับเหมาเตรียมเข้าไล่รื้อถอนแผงลอยที่ตลาดลาว คลองเตย ทั้ง ๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจามาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา (สุดท้าย ตัวแทนผู้ค้าขายได้พากันยื่นจดหมายอุทธรณ์ จน กทม. ได้ประกาศชะลอการรื้อย้ายในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ออกไปก่อน)  

‘โครงการกำแพงกันคลื่น’ ความยาว 710 เมตร ของกรมโยธาธิการและผังเมืองที่เร่งดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายหาดม่วงงาม อ.สิงหนคร จ.สงขลา เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและปรับปรุงภูมิทัศน์ริมชายหาดม่วงงาม ก็เริ่มมีการตอกเสาเข็มลงไปบนชายหาด โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างไม่เห็นด้วย เนื่องจากชายหาดม่วงงามไม่มีการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อเร่งรัดงบประมาณ และตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป

‘โครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ’ ภายใต้โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ที่ทะเล อ.จะนะ จ.สงขลา ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 14 – 20 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เพื่อตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาโครงการนี้ออกไป เหตุเพราะว่ามีกลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินเพื่อรองรับโครงการนี้ไว้เกือบหมดแล้ว จึงต้องทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปโดยไร้อุปสรรคขัดขวางจากประชาชนในพื้นที่ให้ได้

ล่าสุด การเร่งรัดโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 โดยมีสาระหลัก คือ ให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เร่งจัดทำแผนงานหรือโครงการเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ โดยแบ่งเป็นแผนงาน/โครงการต่าง ๆ สามด้าน สองด้านแรกเกี่ยวกับโรคโควิด-19 โดยตรง ค่อนข้างพลิกแพลงยาก คือ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านช่วยเหลือเยียวยา แต่ด้านที่สามน่าจะมีปัญหาสุด คือ ด้านฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบ เพราะกินความกว้างขวาง จึงคาดได้ว่ากระทรวงต่าง ๆ น่าจะไปเก็บเอาโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 มาเสนอเต็มไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งโครงการต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้ว เช่น ‘โครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ’ ภายใต้โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ที่ทะเล อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นต้น

หรืออาจจะมีโครงการหน้าตาแปลก ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันระหว่าง ‘ภัยแล้ง - โควิด-19’ และ ฝุ่นพิษจาก ‘ฝุ่น PM 2.5 - โควิด-19’ เพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของการบริหารกิจการบ้านเมืองของรัฐในสองเรื่องดังกล่าว ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ซ้อนทับกับช่วงเวลาของการรับมือการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 พอดิบพอดี ที่รัฐปล่อยปละละเลยเสียจนทำให้หลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคในบ้านเมืองต้องประสบวิกฤติรุนแรงจากภาวะภัยแล้งและฝุ่นพิษจากฝุ่น PM 2.5

นี่คือสิ่งเลวร้ายจากการพัฒนาที่เกี่ยวพันกับชีวิตประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เรื่องผลกระทบด้านลบที่คนในพื้นที่ต้องแบกรับด้วยการแลกกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่เสื่อมโทรมลง ก็เป็นเรื่องภาระผูกพันด้านงบประมาณแห่งรัฐที่ใช้ประชาชนเป็นตัวประกันในการกู้เงิน และประชาชนอย่างเรา ๆ ต้องรับผิดชอบใช้หนี้เงินกู้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ด้วยการที่รัฐต้องผลักดันนโยบาย กฎหมายและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่ควบคุม รวมศูนย์และผูกขาดทรัพยากรประเภทต่าง ๆ, ลดการช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่าง ๆ, และลิดรอนสิทธิ เสรีภาพและรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชนมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อเป็นพันธะสัญญาหรือหลักประกันต่อเจ้าหนี้ว่าทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ที่ผูกขาดไว้ สามารถนำไปส่งเสริมและสนับสนุนให้สัมปทานแก่เอกชน หรือนำไปแปรรูปให้เอกชนเข้ามาครอบครองกิจการแทนรัฐวิสาหกิจ ได้อย่างกว้างขวางและเต็มกำลัง (ดังเช่น เงื่อนไขหนึ่งของการกู้เงินจากธนาคารโลกในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 คือการเร่งรัดผลักดันให้เกิดการแปรรูปน้ำจากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ และเร่งรัดออกกฎหมายน้ำ เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาค้าขายทำกำไรในกิจการน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคให้มากขึ้น), เงินที่ดึงมาจากการเก็บไว้ใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการทั้งหลายของประชาชน จะถูกนำมาชดใช้หนี้ให้อย่างแน่นอน, และสิทธิ เสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่ถูกจำกัดหรือรุกล้ำมากขึ้นโดยรัฐ จะไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาใด ๆ เพื่อนำเงินและสินทรัพย์มาชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ สิ่งที่รัฐต้องทำในสถานการณ์โควิด-19 คือ ‘รักษาชีวิตกับสิทธิและเสรีภาพ’ ควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่มาตรการล็อคดาวน์ การกักกัน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ เพื่อควบคุมและต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ควรดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มงวด ดังนั้นแล้ว การพัฒนาไม่ควรมาพร้อมกับข้ออ้างความเจริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หรือไม่ควรมาพร้อมกับข้ออ้างการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่ควรมาพร้อมกับปัญหาการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วย เพราะสิทธิและเสรีภาพอยู่เป็นเนื้อเดียวกับการพัฒนามาเนิ่นนานแล้ว

หากปฏิบัติไม่ได้ ก็ควรหยุด ระงับ ยับยั้ง ชะลอ การพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเอาไว้ก่อน อย่างน้อยที่สุด (แม้ไม่อยู่ในสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ธรรมชาติของรัฐ ไม่ว่ารัฐแบบใด ก็พยายามใช้อำนาจเพื่อทำลายหรือลดทอนสิทธิและเสรีภาพในการพัฒนามาโดยตลอด เช่น ในยุครัฐประหาร 2557 ที่ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และกฎหมายชุมนุมสาธารณะ เพื่อปิดกั้นและกดปราบสิทธิและเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไปจากกระบวนการพัฒนา) ก็จนกว่าสถานการณ์โรคโควิด-19 จะคลี่คลาย ควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างชัดเจนแล้ว และจนกว่าจะยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปเสียก่อน.

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์