ศบค. ย้ำ ‘ไทยชนะ’ ไม่กระทบเสรีภาพส่วนบุคคล ขณะที่ยอดคดีผู้ฝ่าเคอร์ฟิวสะสมสูง 2.6 หมื่น

โฆษก ศบค. เผย แฟลตฟอร์มไทยชนะ ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ย้ำจะไม่นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ชี้ร้านเสริมสวย-ร้านตัดผม ยังไม่อนุญาตให้ดัด-ย้อมสีผม ระบุสถานประกอบการร้านเหล้า ผับ บาร์ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง อาจผ่อนปรนในระยะ 4 ขณะที่ตัวเลขการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวสะสมสูงถึง 2.6 หมื่นแล้ว

ภาพจากเว็บไซต์ รัฐบาลไทย 

19 พ.ค. 2563 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เวลา 11.30 น. ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. เปิดเผยว่า ประกาศฉบับที่ 7 ตามข้อกำหนดที่ได้ประกาศทางราชกิจจานุเบกษาว่า ร้านเสริมสวย แต่งผม ตัดผมหรือทำเล็บ อยู่ในหมวดกิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตในหมวดข้อ ข ร้านเสริมสวยหลายร้านให้บริการอย่างอื่นนอกเหนือจากตัด สระ ไดร์ ย้ำว่ายังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้มีการดัดผม ย้อมผม ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำมากกว่า 2 ชั่วโมง หากพบการฝ่าฝืนจะมีทีมตรวจสอบเข้าไปแนะนำตักเตือน หรือถ้ายังกระทำผิดซ้ำอาจสั่งปิดร้านได้

นพ.ทวีศิลป์ ยังกล่าวถึง การทำแพลตฟอร์มไทยชนะว่า มีการศึกษาอย่างละเอียดจากหลายทิศทาง ยืนยันว่าไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดูแลโดยมีเจตนาเพื่อการควบคุมโรคอย่างเดียว ใช้เพียงแค่โทรศัพท์เพื่อให้สามารถติดตามตัวได้เท่านั้น ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในชุดข้อมูลและข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ประมาณ 60 วัน หากไม่เกิดการติดเชื้อ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกลบออกไป ไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ  จึงอยากเชิญชวนร้านค้า สถานประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในห้าง กลุ่มธุรกิจ กลุ่มผู้ให้บริการกิจการหรือดูแลกิจกรรมที่อยู่ในกลุ่มสีเขียวและกลุ่มสีขาว ทั้งที่ได้สั่งเปิดไปแล้วหรือแผงลอยอื่น ๆ ให้เข้ามาลงทะเบียนในแพลตฟอร์มไทยชนะทั้งหมด เพื่อที่จะได้มีระบบเดียวในการดูแลและง่ายต่อการติดตามโรค

โฆษก ศบค. ยังชี้แจงความเป็นไปได้ในการเปิดธุรกิจ สถานบันเทิง ผับ บาร์ ตามมาตรการผ่อนปรนระยะ 4 ในอนาคตว่า กลุ่มสีแดงเป็นกลุ่มกิจการหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการระบาด มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและส่งผลเศรษฐกิจและสังคมในเกณฑ์ปานกลาง มีโอกาสที่จะเปิดได้ในอนาคต หากได้รับความร่วมมือ ดูแล ควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อได้ แต่ต้องอยู่ในหลักการของชีวิตวิถีใหม่ ดังนั้นเจ้าของกิจการสามารถมีแนวคิดในการออกแบบร้านหรือนวัตกรรมต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานสาธารณสุขมีความมั่นใจว่า การเปิดกิจกรรมเหล่านี้จะไม่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคหรือการแพร่เชื้อได้ เพื่อเตรียมความพร้อม รอวันกลับมาเปิดกิจการได้ดังเดิม

สำหรับรายงานข้อมูลสรุปการใช้งาน www.ไทยชนะ.com  ยอดสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการมีร้านค้าลงทะเบียน 60,853 ร้าน ผู้ใช้งาน 3,660,081 คน แบ่งจำนวนการเข้าใช้งานออกเป็น เช็คอิน 5,562,344 ครั้ง เช็คเอ้าท์ 4,052,259 ครั้ง และการประเมินร้านค้า 2,617,781 ครั้ง โดย 10 จังหวัด ผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนร้านค้าสูงสุด ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 2.ชลบุรี 3.นนทบุรี 4.สมุทรปราการ 5.ปทุมธานี 6.เชียงใหม่ 7.นครราชสีมา 8.ภูเก็ต 9.ขอนแก่น และ 10.สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ 

ผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนร้านค้าสูงสุด 10 ประเภทกิจการ ได้แก่ 1. ร้านอาหาร/เครื่องดื่มฯ 2.  ห้างสรรพสินค้าฯ 3. ซูเปอร์มาร์เก็ตฯ 4. ธนาคาร 5. การให้บริการ 6. การจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค 7.คลินิกเสริมความงาม/ร้านเสริมสวย 8.ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม 9. สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต  และ 10. ร้านขายยา 661 ร้าน  ตามลำดับ

ผู้รับบริการเข้าใช้บริการสูงสุด 10 ประเภทกิจการ ได้แก่ 1. ห้างสรรพสินค้าฯ 2. ซูเปอร์มาร์เก็ตฯ 3. ร้านอาหาร/เครื่องดื่ม 4. ธนาคาร 5. การจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค 6. ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม 7. การให้บริการ 8. สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต 9. ร้านขายยา และ 10. คลินิกเสริมความงาม/ร้านเสริมสวย ตามลำดับ โดยจังหวัดที่มีผู้รับบริการเข้าใช้บริการสูงสุด 10 จังหวัด ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 2.นนทบุรี 3.สมุทรปราการ 4.ปทุมธานี  5.ชลบุรี 6.เชียงใหม่ 7.ภูเก็ต 8.นครราชสีมา 9.สงขลา และ10.นครปฐม ตามลำดับ  ทั้งนี้ ผู้ที่รับบริการที่ได้เช็คอินแล้ว จะต้องเช็คเอ้าท์ด้วย จะได้มีพื้นที่ว่างให้ผู้รับบริการท่านอื่นได้เข้ารับบริการ และมีสถิติการเข้าใช้งานที่เหมาะสม 

สำหรับ 10 ประเภทกิจการ ที่ผู้รับบริการประเมินร้านค้า ได้แก่ 1. ร้านอาหาร/เครื่องดื่มฯ 2. ห้างสรรพสินค้าฯ 3. ซูเปอร์มาร์เก็ตฯ 4. ธนาคาร 5. การจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค 6. ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม 7. การให้บริการ 8. คลินิกเสริมความงาม/ร้านเสริมสวย 9. สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต และ 10.ร้านขายยา ตามลำดับ โดยมีการให้คะแนน 5  ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงที่สุดเป็นจำนวนมากที่สุด ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ

โฆษก ศบค. เผยจำนวนชุดตรวจตามมาตรการผ่อนคลาย โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ซึ่งมีการวางกำลังชุดชุดตรวจตามมาตรการหลัก แบ่งออกเป็น ชุดตรวจร่วม 90 ชุดตรวจ ชุดตรวจทั่วไป 1,896 ชุดตรวจ และชุดตรวจส่วนกลาง 74 ชุดตรวจ และชุดตรวจตามมาตรการเสริม โดยชุดตรวจจังหวัดจะมี กรุงเทพมหานคร ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ ศูนย์ปฏิบัติการตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ และชุดตรวจเฉพาะจะมีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบ 

ขณะที่รายงานผลจากการปฏิบัติการจากการประกาศมาตรการเคอร์ฟิว สรุปข้อมูลตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. – 19 พ.ค. โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงพบว่า  มีผู้กระทำความผิดกรณีชุมนุมมั่วสุม 3,986 ราย ดำเนินคดีแล้ว 3,877 คดี ได้รับการตักเตือน 109 ราย และผู้กระทำความผิดกรณีออกนอกเคหสถาน 30,683 ราย ดำเนินคดีแล้ว 26,422 คดี ได้รับการตักเตือน 4,261 ราย ขอความร่วมมือให้ทุกคนลดการกระทำผิดเรื่องยาเสพติด และการตั้งวงดื่มสุรา

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์