'เจ้าสัวสหพัฒน์' หวั่นสะดุดแนะอย่าเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ - โควิดระบาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโตมากกว่าปกติ

ประธานเครือสหพัฒน์ ชี้วิกฤตจากโควิด 19 รุนแรงกว่ายุคต้มยำกุ้ง 10 เท่า ระบุทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ทำดีแล้วเดินถูกทางแล้ว หากเปลี่ยนทุกอย่างสะดุดอีก ขณะที่โควิดระบาดตลาดบะหมี่สำเร็จรูปโตมากกว่าปกติ 'เวทิต โชควัฒนา' เชื่อมีโอกาสได้เห็นเลขรวม 2.2 หมื่นล้าน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

22 พ.ค.2563 สื่อหลายสำนัก เช่น มติชนออนไลน์ เดลินิวส์และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น รายงานท่าทีประธานเครือสหพัฒน์หรือ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ต่อสถานการณ์โควิด-19 และการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า วิกฤตจากโควิด19ครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าวิกฤติยุคต้มยำกุ้งในอดีตมากกว่า 10 เท่า เนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้งส่งผลกระทบเฉพาะภาคธุรกิจ บริษัทต่างๆของเอกชน ขณะที่โควิด ส่งผลกระทบไปหมดทั่วโลกทั้งภาคธุรกิจ บริษัท ภาครัฐบาล ประชาชน และที่สำคัญกระทบต่อชีวิตด้วย หากควบคุมไม่ดีจะพังกันไปหมด

ประธานเครือสหพัฒน์ ระบุอีกว่า จากปัญหาโควิดที่เกิดขึ้นนี้ โอกาสที่ประเทศไทยจะกลับมาดีขึ้นหรือเหมือนเดิมนั้นจะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเรื่องการเมืองก็มีส่วน หากมีการเปลี่ยนแปลงทีมเศรษฐกิจใหม่ก็จะทำให้ทุกอย่างสะดุดอีก ซึ่งตัวเองมองว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ทำดีแล้วเดินถูกทางแล้วในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

“ตัวอย่างเช่นในเรื่องของการใช้นโยบาย 4.0 ตรงนี้ทำให้เรื่องการแจกเงินให้กับคนกว่า 14 ล้านคน เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยีต่างๆและการใช้บิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยด้วยทำให้ช่วยลดความเดือดร้อนของคนในช่วงโควิดได้เร็วขึ้น หากเป็นการเอาเงินเข้าแบงก์แบบปกติ หรือมารับด้วยตัวเองคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี เป็นต้น” บุณยสิทธิ์ กล่าว

โควิดระบาดตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโตมากกว่าปกติ

ทั้งนี้เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังโควิด-19 ระบาดพร้อมกับมาตรการจำกัดการทำกิจกรรมของรัฐดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง มติชนออนไลน์ ช่อง 3 และผู้จัดการออนไลน์ เป็นต้น รายงานว่า เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เปิดเผยว่า บริษัท ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และร้านค้าปลีก ภายใต้โครงการพาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน นำมาม่าอัพทุกรสชาติ จำหน่ายในราคา 10 บาทต่อถ้วย จากราคา 13 บาท ตลอดเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกของมาม่าอัพในการลดราคา และบริษัทจะเสียรายได้ 50 ล้านบาท ที่จะประหยัดให้กับประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19ระบาด

สำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เวทิต ระบุว่า มีมูลค่า 19,000 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีการเติบโต 8% แบ่งเป็น แบบซองโต 20% และแบบคัพโต 10% โดยในส่วนของแบบซอง มาม่ามีแชร์ 48% ขณะที่แบบคัพ มาม่ามีแชร์ 55% โดย 2 เดือนที่ผ่านมานี้มาม่าได้เพิ่มกำลังผลิตอีกกว่า 30% จากปกติกำลังการผลิตอยู่ที่ 4 ล้านชิ้นต่อวัน รองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายนยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเติบโตมากกว่าปกติ แต่น้อยกว่าเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนสถานการณ์หลังจากนี้ตอบยากว่าจะเติบโตได้มากแต่ไหน แต่เชื่อว่าตลอดทั้งปีนี้มีโอกาสที่จะได้เห็นตัวเลขรวมถึง 22,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย

เวทิต กล่าวว่า การระบาดของโควิด ทำให้สถานการณ์การค้าและพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปมาก วิถีปกติใหม่(นิว นอร์มอล)จะมาแทนที่และมีอิทธพลต่อการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ทั้งการผลิต การค้า ตลาดแรงงาน ซึ่งขณะนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็กำลังศึกษาว่านิวนอร์มอลจากนี้คืออะไร เพื่อให้รัฐบาลได้มีการกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนให้ตรงเป้าหมายในอนาคต ภาพอุตสาหกรรมเดิมที่จะผลักดันต้องปรับใหม่รวมถึงนิวเอสเคริ์ฟ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์