'เพื่อไทย-ก้าวไกล-ศรีสุวรรณ' ค้านต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ ศบค. ไฟเขียวแล้วอีก 1 เดือน

  • ศบค. ระบุไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ เผย 'ประยุทธ์' ย้ำขยายระยะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อความมั่นคงด้านสาธารณสุข แจงการจัดทำมาตรการผ่อนคลายระยะ 3 แบ่งเป็น 5 ช่วง
  • เลขาธิการ ‘ก้าวไกล’ ซัด ‘ประยุทธ์’ หมดเวลาใช้อำนาจอย่างไม่รับผิดชอบ ย้ำ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ หมดอายุการใช้งานแล้ว ส.ส.พรรคระบุ ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฆ่าประชาชนสายอาชีพกลางคืน
  • 'เพื่อไทย' ชี้ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือนรัฐบาลได้ประโยชน์สูงสุด
  • 'ศรีสุวรรณ' ค้านต่ออายุด้วย

ภาพจากซ้ายไปขวา อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย, ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ เผย 'ประยุทธ์' ย้ำต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อความมั่นคงด้านสาธารณสุข

22 พ.ค.2563 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) วันนี้ ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุม โดยมี นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยระบุว่า ในประเทศไทย ผู้ป่วยรายใหม่เป็น 0 ราย ผู้ป่วยสะสม 3,037 ราย มีผู้หายป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 2,910 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยังคงที่ 56 ราย ผู้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลลดลงเหลือ 71 ราย แต่ในตัวเลขผู้ป่วยใหม่ 0 รายวันนี้ไม่ได้เป็น 0 แบบเต็มที่ เพราะเมื่อคืนนี้ State Quarantine แห่งหนึ่งยังมีผลตรวจที่ต้องรออย่างเป็นทางการ 

โฆษก ศบค. กล่าวว่า ที่ประชุม ศบค. เห็นชอบให้มีการเสนอข้อเสนอนี้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขยายต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากวันที่ 1 ถึง 30 มิ.ย.นี้ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 ของการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะหมดสิ้นเดือนนี้  ถ้าให้ยกเลิก พ.ร.ก.จะเกิดอะไรขึ้น ขณะนี้มีความมั่นใจในทุก ๆ เรื่องถึงแม้มี พ.ร.ก. ไม่ได้หมายความว่าเป็นที่สุด แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมีความเข้าใจว่าเป็นการทำเพื่อคนทุกคนและเพื่อประเทศไทย จึงประสบความสำเร็จถึงวันนี้
 
โฆษก ศบค. กล่าวว่า การจัดทำมาตรการผ่อนคลายในระยะที่ 3 แบ่งออกเป็น 5 ช่วง ดังนี้ ขั้นตอนที่  1 วันที่ 23-24 พฤษภาคม การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อประชุมคณะทำงานกลั่นกรองกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลายการบังคับใช้ ในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขั้นตอนที่ 2 วันที่ 25-26 พ.ค. ประชุมคณะทำงานกลั่นกรองกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ขั้นตอนที่ 3 วันที่ 27 พ.ค. ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ขั้นตอนที่ 4 ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ขั้นตอนที่ 5 มาตรการผ่อนคลายในระยะที่ 3 มีผลบังคับใช้ต่อไป

ซึ่งมติ ศบค. ดังกล่าวมาจาก พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้รายงานเรื่องเพื่อพิจารณา เรื่องการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ด้วยเหตุผล 3 ข้อ โดย ผอ.ศบค. ได้เน้นย้ำขยายเพื่อความมั่นคงด้านสาธารณสุข คือ 1. ยังคงมีความจำเป็นและต้องมีการบังคับใช้ พ.ร.ก. โดยการป้องกันการแพร่ระบาดในราชอาณาจักรของโรคโควิด-19 จะต้องสามารถดำเนินการต่อไปให้ได้อย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวโยงกับทางด้านสาธารณสุขการควบคุมโรค ไม่ใช่แค่นำ พ.ร.บ.โรคติดต่อมาใช้แล้วได้ผล  ซึ่งไม่เพียงพอ ยังต้องมีการประกอบกฎหมาย 40 กว่าฉบับ มาอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงจะปฏิบัติตรงนี้ได้  ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ  การเคลื่อนย้าย การใช้ยานพาหนะ อากาศยาน การตรวจคนเข้าเมือง และอื่น ๆ อีกมากมาย  2. การเตรียมรองรับในระยะต่อไป ประเทศไทยอยู่ระหว่างการกำหนดมาตรการผ่อนคลายในระยะที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นกิจกรรมและกิจการที่มีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการตามกฎหมาย เพื่อกำกับการบริการจัดการ เพื่อบริหารจัดการมาตรการผ่อนคลายให้เป็นระบบในเวลาที่เหมาะสม  3. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคยังคงไม่สิ้นสุด โดยมีข้อมูลว่า หลายประเทศยังคงมีการระบาดและมีจำนวนผู้ที่ติดเชื้อในระดับที่สูง  และเมื่อประเทศไทยได้จัดทำมาตรการครบทั้ง 4 ระยะแล้ว  จำเป็นจะต้องมีระยะเวลาเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศ อาทิ มาตรการด้านกฎหมาย  แผนปฏิบัติการในการบริหารวิกฤตการณ์เพื่อรองรับกับความเสี่ยงที่อาจจะมีการกลับมาแพร่ระบาดของโรค  

‘ก้าวไกล’ ซัด ‘ประยุทธ์’ หมดเวลาใช้อำนาจอย่างไม่รับผิดชอบ ย้ำ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ หมดอายุการใช้งานแล้ว

ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นหลังจากที่ประชุม สมช. มีมติต่ออายุการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือนว่า สถานการณ์ในประเทศขณะนี้ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะประกาศใช้อำนาจต่อไป สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ยุติสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บรรยากาศกลับคืนสู่สภาวะปรกติและฟื้นฟูความเสียหายโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจของประชาชน ในอนาคตหากมีการระบาดระลอก 2 มั่นใจว่าด้วยศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยและความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันตัวเองและผู้อื่นจะสามารถรับมือต่อสถานการณ์ในอนาคตได้ 

“สองเดือนที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่าในการสร้างความตระหนักรู้ของประชาชน จึงจะต้องออกคำสั่งวางกรอบให้เดินกันตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าการใส่แมส การพกเจลล้างมือ กลายเป็นพฤติกรรมปกติไปแล้ว ประชาชนตระหนักดีถึงปัญหาและสามารถปรับตัวกับวิถีใหม่ เพื่อไม่ให้รับหรือกระจายเชื้อได้เป็นอย่างดี มีการปรับสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้จึงไม่เหลือเหตุผลใดในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปอีก อนาคตของประเทศไทยควรถูกกำหนดขึ้นจากประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ประโยชน์เพื่อความมั่นคงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 

ชัยธวัช กล่าวไปว่า หมดเวลาแล้วกับการใช้อำนาจโดยไม่รับผิดชอบต่อประชาชน พ.ร.ก.ฉุกเฉินควรหมดอายุไปได้แล้วนับแต่นาทีนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ มุ่งเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาล ไม่ว่าประชาชนที่ตกงาน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เป้าหมายการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็คือ การทำให้ประชาชนหลายล้านคนกลับมามีงานทำ มีรายได้ และฟื้นฟูผู้ประกอบการรายย่อย วางแผนเปิดได้โรงเรียนตามปกติและมีมาตรการที่ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ไม่ใช่การใช้อำนาจออกคำสั่งแล้วจบไป แต่ไม่คำนึงถึงประชาชนเช่นนี้

ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฆ่าประชาชนสายอาชีพกลางคืน

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นหลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน โดย ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือศบค. ก็ให้ความเห็นชอบอ้างถึงช่วงเตรียมผ่อนคลายระยะที่ 3 และ 4 ไม่อยากให้เกิดโควิด-19 ระบาดซ้ำ ซึ่งหมายความว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะยืดออกไปจนถึง 30 มิ.ย. และอาจส่งผลกระทบทันทีต่อธุรกิจสีแดงที่ถูกสั่งปิดบริการมาตั้งแต่ปลายมีนาคมที่ผ่านมา ในขณะที่การช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึงเพียงพอ และขณะนี้ธุรกิจอื่นๆ เริ่มเปิดทำการและแต่เดิมคาดหมายว่าภายใน 15 มิ.ย.นี้จะถึงคิวธุรกิจกลางคืนและงานบริการเฉพาะอื่นๆ หากแต่ต้องมาชะงักลงอีกครั้งเพราะการขยายของ พ.ร.ก.ดังกล่าว

ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวตัวว่า ตนในฐานะตัวแทนประชาชน ผู้มีความเข้าใจในธุรกิจบันเทิงรวมทั้งผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ในธุรกิจกลางคืนเป็นจำนวนมาก ขอเสนอหนทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยรัฐจะต้องเริ่มต้นด้วยการมองให้เห็นก่อนว่า ในโมงยามค่ำคืนมีประชาชนที่ทำมาหากินอยู่อีกมากมายนับแสนนับล้านชีวิต และล้วนเป็นอาชีพที่ส่งเสริมรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลมาตลอดเสนอ 3แนวทางเพื่อเยียวยาบุคคลที่อยู่ในอาชีพเหล่านี้

1.ในเมื่อรัฐบาลเมินเฉยต่ออาชีพกลุ่มนี้ ภาคเอกชน เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจราตรี ทั้งหมด เพราะไม่ใช่เพียงผู้ประกอบอาชีพในธุรกิจดังกล่าว อาทิ ผู้ให้บริการ นักร้อง นักดนตรี นักแสดงตามสถานบันเทิง ฯลฯ เท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ ได้ทำงานและกลับมามีรายได้อีกครั้ง แต่รัฐยังต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการเลือกรูปแบบการพักผ่อนของประชาชนอีกด้วย เรื่องนี้ครอบคลุมประโยชน์ของคนทุกเพศอย่างเท่าเทียม 

2.บริการในรูปแบบอื่นๆ เช่น เสริมสวยและสปา ต้องสร้าง แพลทฟอร์ม (platform) ออนไลน์ ที่สามารถจองบริการจากพนักงานในรูปแบบบริการนอกสถานที่ เช่น ทำผม ทำเล็บ บริการนวด โดยเจ้าของกิจการจะต้องเน้นเป็นพิเศษถึงสุขภาพของผู้ให้บริการ ให้ลูกค้าได้มั่นใจในความปลอดภัยและธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้หลังจากหยุดชะงักมาค่อนข้างนาน

3. ในอีกทางหนึ่ง ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องคิดหาหนทางสร้างอาชีพใหม่ให้กับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งวิถีทางหลังโควิด-19 หรือ New Normal หลายคนยังไม่มีโอกาสกลับไปทำอาชีพที่เคยทำ แทนที่จะให้แต่เงินสงเคราะห์ ต้องคิดเรื่องสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะยาวด้วย

'เพื่อไทย' ชี้ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือนรัฐบาลได้ประโยชน์สูงสุด

โพสทูเดย์รายงานท่าทีของพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคอย่างเพื่อไทย ว่า อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า สถานการณ์ของรัฐบาลในขณะนี้ กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธารอบด้านจากการบริหารไร้ประสิทธิภาพในแทบทุกมิติ พยายามเอาจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละคน 2 คน บางวันเป็น 0 มาขังประชาชน 67 ล้านคน ปิดโรงเรียน แต่เปิดห้าง เยียวยาล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ล่าช้าไม่ทันสถานการณ์ ห้ามคนทำมาหากิน ออกมาตรการใดมาประชาชนก็เกิดคำถามและไม่เชื่อมั่น หวาดระแวงกลัวรัฐบาลล้วงข้อมูลส่วนตัว กระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรืออาจนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่

การต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน รัฐบาลมีแต่ได้กับได้ แต่ความเสียหายเกิดกับประชาชน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ผล คือ ความร่วมมือร่วมใจของประชาชน ไม่ใช่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผลสำรวจพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของประชาชนใน 6 ประเทศกลุ่มอาเซียนพบว่า คนไทยมีพฤติกรรมการใส่หน้ากากอนามัยและการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์สูงสุดในอาเซียน เทียบกับเพื่อนบ้านเกรงว่าประชาชนจะไม่กลัว เลยไปเทียบกับประเทศที่มีการติดเชื้อและเสียชีวิตมากๆ เพื่อจะข่มขู่ประชาชนว่าการ์ดอย่าตก และใช้เป็นข้ออ้างขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปเรื่อยๆให้นานที่สุด สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ยุติสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด เพื่อให้บรรยากาศกลับคืนสู่สภาวะปกติ ฟื้นฟูความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน

“22 พฤษภาคม 2563 ครบ 6 ปีรัฐประหาร ผ่านการเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจมา 1 ปี วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่แก้ไข มีแต่ความพยายามแช่แข็งประเทศ หลบหลังโควิด กระชับและรักษาอำนาจที่ยึดมาไว้ให้นานที่สุด ” นายอนุสรณ์ กล่าว

'ศรีสุวรรณ' ค้านต่ออายุ

เช่นเดียวกันวันนี้ (22 พ.ค.63) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ว่า ทางสมาคมฯออกแถลงการณ์คัดค้านการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตามที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกมาแถลงผลการประชุมเพื่อพิจารณาการต่อพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 31 พ.ค.63 ว่า ที่ประชุมมติเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน โดยอ้างว่าสถานการณ์โลกยังน่าเป็นห่วงอยู่ ประเทศไทยแม้จะประสบความสำเร็จแต่การผ่อนคลายแต่ละระยะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการระบาดรอบที่ 2 และจะมีการผ่อนคลายระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีเครื่องมือในการควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคติดต่อโคโรน่า 2019 (COVID-19) หรือ ศบค.ในวันนี้และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคาร ที่ 26 พ.ค.63 นั้น

ข้ออ้างในการต่ออายุ พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคติดต่อโคโรน่า 2019 ได้ทุเลาลงไปมากแล้ว จนกลายเป็นการติดเชื้อโดยปกติเหมือนโรคติดเชื้ออื่นๆทั่วไปแล้ว เพราะหากจะให้ตัวเลขการติดเชื้อเท่ากับ “ศูนย์” อย่างต่อเนื่อง สังคมไทยก็คงต้องรอไปจนถึงชาติหน้าเท่านั้น เพราะโรคดังกล่าวไม่มีทางหมดไปจากประเทศไทยและโลกนี้ตามที่แพทย์ผู้รู้ได้ให้ความเห็นไว้

ทั้งนี้การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปจะกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการผ่อนคลายให้กิจการบางประเภทสามารถดำเนินการได้แล้วภายใต้กฎ New Normal ก็ตาม แต่ทว่าธุรกิจต่างๆส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นธุรกิจของกลุ่มนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลใช่หรือไม่ อีกทั้งคนที่เสนอและออกคำสั่ง มิได้มีผลกระทบใด ๆ เลย ยังคงได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน และเบี้ยประชุมกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ยิ่งมีการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยิ่งมีการจัดประชุมรับเบี้ยประชุม มีการตั้งด่านตรวจเคอร์ฟิวส์รับเบี้ยเลี้ยงกันทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างไม่ละอาย แต่กลับอ้างว่าเสียสละ  กลายเป็นแหล่งบ่อเงินบ่อทองให้กับหน่วยงานบางหน่วยไปโดยปริยาย ซึ่งรัฐบาลไม่เคยประกาศให้ประชาชนรับรู้ได้ว่านับแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นต้นมา มีการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนคนทั้งประเทศเพื่อการดังกล่าวไปแล้วเท่าไร

นอกจากนั้น การบังคับตามข้อกำหนดของ พ.ร.ก.มีการเลือกปฏิบัติหรือบังคับกันแต่เฉพาะกับประชาชน คนธรรมดาทั่วไป หากแต่คนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งใหญ่โตกลับเพิกเฉยเสีย ดังกรณีที่ พล.อ.ประวิทย์ เดินทางไปปลูกป่าที่เชียงใหม่ มีข้าราชการ นักการเมืองแห่แหนกันไปร่วมเสนอหน้าเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่จังหวัดเชียงใหม่มีข้อกำหนดว่าถ้าคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะจาก กทม.เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่จะต้องถูกกักตัว 14 วัน แต่ทว่าคณะของ พล.อ.ประวิทย์ ถูกกักตัวหรือไม่ สมช.ตอบได้หรือไม่

ดังนั้น การเสนอต่ออายุ พ.ร.ก.จึงไร้เหตุผลใดๆ ที่จะต่ออายุต่อไป ควรกลับไปใช้กฎหมายเดิม คือ พรบ.โรคติดต่อ 2558 ตามปกติต่อไป หากยังคิดว่ามีความสามารถหรือศักยภาพที่จะจัดการได้จริงตามที่คุยโวไว้ โดยไม่ต้องพึงเครื่องมือคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกต่อไป เว้นแต่จะใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้างในการใช้และรักษาฐานอำนาจของพวกตนไว้เท่านั้น

แถลงมา ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2563

นายศรีสุวรรณ จรรยา

เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์