10 ปี พ.ค.53 : คำพลอย นะมี อิสรภาพพร้อมความทุพพลภาพ

10 ปี พ.ค.53: ผาสุข ทาบุดดา - เมีย ‘ดีเจต้อย’ ผู้ต้องโทษตลอดชีวิต คดีเผาศาลากลางอุบลฯ
10 ปี พ.ค.53: ธนูศิลป์ ธนูทอง ติดคุกฟรีปีกว่า “ต้องยกเลิกระบบกล่าวหา”

คำพลอย นะมี ปัจจุบัน อายุ 69 ปี เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงอุบลราชธานีในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เพื่อประท้วงการฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เขาถูกจับในข้อหาเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ตามภาพถ่ายที่เขายืนอยู่ริมฟุตบาธถนนศรีณรงค์ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด เมื่อวันที่  5 สิงหาคม 2553 ที่บ้านพักในอำเภอน้ำยืน อุบลราชธานีและถูกฝากขังไว้ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี

6 มิถุนายน 2554 ชายผู้กำยำล่ำสันซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีการเมืองมีอาการมีอาการพูดไม่ชัด ร่างกายอ่อนแรง และถูกนำตัวออกจากเรือนจำส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ผลการเอ็กซเรย์พบว่า สมองด้านขวาขาดเลือดส่งผลให้ร่างกายด้านซ้ายอ่อนแรง ทั้งหมดเกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบตัน ก่อให้เกิดอัมพฤกษ์  

ตลอดการรักษาตัว 8 วันที่โรงพยาบาล เขาถูกพันธนาการด้วยโซ่ที่ข้อเท้าซ้าย วันที่ 14 มิถุนายน 2554 เขาถูกนำตัวกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้ง และถึงแม้วันต่อมาทนายความจะยื่นเรื่องเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาล แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า

“การที่แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวได้นั้น เชื่อได้ว่า อาการคงจะดีขึ้นและภายหลังหากอาการถึงขั้นที่จะไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลอีก ทางเรือนจำมีหน้าที่ดำเนินการให้อยู่แล้ว อีกทั้งทางเรือนจำมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์คอยดูแลอยู่ด้วย หรือไม่อีกทางหนึ่งสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ดังเช่นที่ผ่านมา จึงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ขอและจำเลยทราบโดยเร็ว”

21 มิถุนายน 2554 คำพลอยถูกนำตัวออกจากเรือนจำส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขามีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะรุนแรง รับประทานอาหารไม่ได้ เขาถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้าซ้ายระหว่างนอนป่วยอยู่ที่เตียงคนไข้อายุรกรรมชาย

27 มิถุนายน 2554 เขาถูกส่งตัวเข้าห้องไอซียูหลังจากพบว่าสมองบวมและมีเลือดออกในสมอง

30 มิถุนายน 2554 ในที่สุดศาลก็ให้ปล่อยตัวชั่วคราวขณะที่เขาอยู่ในสภาพที่หลับไหลในห้องไอซียู

24 สิงหาคม 2554 เขาขึ้นฟังคำพิพากษาในสภาพเดินไม่ได้และสายตามองไม่เห็น ศาลพิพากษา ยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เขาไม่มีความผิด


คำพลอยในวันฟังคำพิพากษา

สิบปีต่อมา คำพลอย นะมี กลายสภาพจากชายกำยำล่ำสันเป็นคนซูบผอม ตาพร่าเลือนมองเห็นแสงรางๆ การเดิน การกินในชีวิตประจำวันอาศัย ปรารถนา นะมี ในวัย 58 ปี ภรรยาคอยดูแลใส่ใจตลอดมา

“ผมกินเงินเดือนสองตำแหน่งแล้วนะ” คำพลอยกล่าวก่อนจะสิ้นสุดการสนทนา “คือเบี้ยยังชีพคนชรากับเบี้ยคนพิการ”

ก่อนจะเป็นคนเสื้อแดง คำพลอยเล่าว่า เขารักความยุติธรรม ไม่ชอบคนเอาเปรียบ

“ผมเคยต่อยผัวที่ตีเมีย เห็นคนถูกรังแกเอาเปรียบผมจะเอาตัวเองเข้าไปสอดแทรกเสมอ”

ภรรยาของเขาเสริมว่า เขาเป็นนักเลงไม่ใช่อันธพาล พวกอันธพาลทั้งหลายพอเห็นหน้าคำพลอยก็จะพากันหวาดกลัว เพราะเขาตัวใหญ่ พูดน้อยและเอาเรื่องเมื่อเห็นคนถูกรังแก

“ผมเป็นเสื้อแดงเสรีชน เพราะเห็นความไม่เป็นธรรมที่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนถูกกระทำในตอนแรกๆ คือ ทักษิณทำอะไรก็ผิดไปหมดทั้งที่มันมีประโยชน์ต่อคนยากคนจน ผมเป็นเสื้อแดงเพราะมีเสื้อเหลืองไล่ทักษิณ ก็เลยรวมตัวกับคนที่คิดเหมือนกันไปชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ในเมืองอุบลฯ ก็ไปหลายครั้ง ขอให้มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง”

เมษายน 2553 เขามาชุมนุมที่กรุงเทพฯ พร้อมกับคนเสื้อแดงทั่วประเทศ หลักๆ ไปปักหลักอยู่ที่สวนมิสกะวัน และแยกราชประสงค์

“ตอนจะออกเดินทางไปชุมนุม ผมมีเงินติดตัวแค่ร้อยสองร้อยเท่านั้น แต่มีเพื่อนบ้านที่มีอุดมการณ์เดียวกันเอาเงิน เอาข้าว เอาเสบียงมาสมทบช่วยพร้อมอวยพรให้ชนะ ค่ำวันที่ 10 ผมไปที่แยกคอกวัวหลังจากการปะทะจบลง วันต่อมาก็ได้ไปร่วมแห่โลงศพทั่วกรุงเทพฯ เคยไปเป็นการ์ดช่วยอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ปีนออกจากโรงแรมด้วย”

“ผมเห็นศพคนตายเต็มไปหมด เห็นคนถูกยิงจนขมองเปิดแล้วโกรธมาก อยากมีปืนยิงสู้กับพวกมัน มันข่มเหงกันมากเกินไป แต่เราก็มีแต่มือเปล่า”

เมียเขากล่าวเสริมว่า ตอนนั้นโทรศัพท์หาผัวก็ได้ยินแต่เสียงปืน

เดือนพฤษภาคม 2553 การใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามปราบปรามคนเสื้อแดงก็ยังดำเนินไปหลายจุดในกรุงเทพฯ ทั้งที่สี่แยกราชประสงค์ ชุมชนบ่อนไก่และไม่มีทีท่าว่าจะจบลง คำพลอยและคนเสื้อแดงอุบลราชธานีทยอยเดินทางกลับอุบลราชธานี

“ตอนบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผมกับคนเสื้อแดงที่อำเภอน้ำยืนรวมตัวกันแล้วเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี หลักๆ คือต้องการเรียกร้องให้อภิสิทธิ์เลิกใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามปราบปรามคนเสื้อแดง อยากให้เขาเลิกฆ่าประชาชนประชาชนที่กรุงเทพฯ และผมก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจถ่ายรูปไว้ตอนเดินอยู่ริมถนนด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด”

“ผมไม่ได้เผาศาลากลางจังหวัด ผมอยู่ข้างนอก”

เขาได้แต่ยืนดูศาลากลางที่ถูกไฟลุกไหม้ ซึ่งตรงกับคำพากษาหน้า 19 ที่ว่า จำเลยที่ 21 นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 21 เข้าร่วมชุมนุมด้วย โดยยืนฟังอยู่คำปราศรัยอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนด้านหน้าศาลากลางจังหวัด แต่เมื่อมีการเผายางรถยนต์ จำเลยที่ 21 ก็เดินทางกลับ

5 สิงหาคม 2553 วันที่เขาถูกจับเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 3 เดือนแล้ว โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบมาที่บ้าน 1 คนรถ พร้อมเอาภาพถ่ายและหมายจับมาให้ดู เขายอมรับว่าบุคคลในภาพนั้นคือตนเองจึงถูกควบคุมตัวขึ้นรถไปที่สภ.น้ำยืนและส่งต่อกองเมืองโดยไม่สวมกุญแจมือ

“ตอนถูกจับผมคิดว่า “กูดังแล้ว” ตำรวจบอกผมว่า เขาก็เป็นเสื้อแดงเหมือนกัน พนักงานสอบสวนก็บอกว่าเขาก็เป็นเสื้อแดงเหมือนกัน ทนายความบอกว่า ไม่น่าจะมีอะไร เพราะไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ”

เขาเล่าว่า ตอนอยู่ในคุก พยายามออกกำลังกายตลอดและกลายเป็นว่าเขาออกกำลังเกินวัย

“ก่อนจะล้มป่วยนั้นผมปวดหัวมาก โบราณเขาเรียกว่าปวดหัวดิบ แต่ที่จริงเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ”

เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 2 ครั้ง และครั้งที่ 2 นี่เองที่เขานอนปวดหัวอยู่บนเตียงคนไข้หน้าห้องอายุรกรรมชายนานถึง 7 วันก่อนที่เส้นเลือดในสมองจะแตกในเวลาต่อมาและถูกนำส่งห้องไอซียู

“ครั้งที่สองผมไม่รู้เลยว่าหลับไปนานแค่ไหน รู้แต่ว่า เมื่อรู้สึกตัวก็มองไม่ค่อยเห็นและไม่มีแรงจะเดิน มันก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ความคิดของผมก็ยังเหมือนเดิม คือ ต้องการความยุติธรรมทางการเมือง ผมรักความยุติธรรม ผมรักทักษิณ จะให้เป็นสีอื่นก็ไม่เอา ผมจะเป็นเสื้อแดง”

“ความปรารถนาลึกๆ ของผมคือ อยากให้เศรษฐกิจประเทศนี้ดีขึ้น อยากให้ทักษิณกลับมา เพราะเขาจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เอาจริงๆ ชีวิตผมไม่เคยทุกข์ยากลำบากเท่ายุคประยุทธ์มาก่อน”

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์