ธนาธรชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้รายละเอียดน้อยยิ่งต้องตรวจสอบเข้มข้น

26 พ.ค. 2563 ทีมสื่อคณะก้าวหน้า รายงานว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำคณะก้าวหน้า เผยแพร่คลิปวีดีโอผ่านเฟสบุ๊ค เชิญชวนประชาชนติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ พ.ร.ก.เกี่ยวกับการใช้เงินถึง 3 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563, 2. พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 และ 3. พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 ซึ่งจะมีการอภิปรายกฎหมายทั้ง 3 ฉบับระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค. นี้

ธนาธร กล่าวว่า เนื้อหาและความสำคัญของ พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับ ที่จะอภิปราย และขอมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ ที่ตราขึ้นในรูปแบบ พ.ร.ก.นั้น ให้รัฐบาลกระทำการใช้เงินได้ก่อนเนื่องจากมีความเร่งด่วนของปัญหา ก่อนที่ขออำนาจสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติในภายหลัง โดยทั้ง 3 ฉบับนี้ วงเงินรวมกัน 1.9 ล้านล้านบาท นี่คือการใช้เงินของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงสำคัญกับอนาคตของประเทศ ถ้าใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตอบสนองความต้องการประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีการทุจริตคอรัปชั่น ในอนาคตลูกหลานของเราก็จะต้องมาเป็นผู้ใช้คืน ตรงกันข้ามถ้าใช้อย่างดี มีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ไม่ทุจริต ไม่เอาไปช่วยเหลือเจ้าสัวรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศและพาประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ ดังนั้น เป็นความจำเป็นของประชาชน ของ ส.ส.ที่ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นผู้แทน ที่จะต้องทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ เสนอแนะ ทำให้การใช้เงินในครั้งนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด .

ธนาธร กล่าวว่า พ.ร.ก. ฉบับแรก รายละเอียดคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับนี้คือแบ่งเงินเป็น 3 ก้อน ก้อนแรกจำนวน 45,000 ล้านบาท นำไปเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข ก้อนที่สองจำนวน 550,000 ล้านบาท นำไปเยียวยาพี่น้องประชาชน ก้อนที่สามจำนวน 400,000 ล้านบาท นำไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พ.ร.ก.ฉบับที่สอง คือ ปล่อยกู้ให้ SMEs วงเงิน 5 แสนล้านบาท เนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับนี้คือเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SMEs โดยไม่ล้มละลาย ไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้กู้กับธนาคารพาณิชย์หรือจะให้กู้ในรูปแบบการซื้อตั๋วเงิน ในอัตราดอกเบี้ย 0.01 % ต่อปี แล้วธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs ในอัตราดอกเบี้ย 2 % ต่อปี ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าข่ายจะได้รับสิทธิในกฎหมายฉบับนี้ คือจะต้องมีวงเงินสินเชื่ออยู่กับธนาคารพาณิชย์ไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ.วันที่ 31 ธันวาคม 2562 สามารถเข้าไปขอกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินที่คงค้างอยู่กับธนาคาร ทั้งนี้ใน 6 เดือนแรกยังไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเป็นผู้รับดอกเบี้ยนั้นไว้

"และสุดท้าย พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ จะมีกองทุนใหม่ตั้งขึ้นมาเพื่อซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ของบริษัทเอกชน กองทุนมีความใหญ่โต 4 แสนล้านบาทจะใช้โดยคณะกรรมการลงทุน ที่ถูกตั้งมาโดยกฎหมายนี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้คณะกรรมการลงทุนจะซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนอันใดต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ประการแรกเป็นหนี้ใหม่ที่ตราขึ้นมาเพื่อไถ่ถ้อนหนี้เดิมที่ครบกำหนดเท่านั้น ประการที่สอง ต้องเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้น ประการที่สาม กองทุนนี้ไม่สามารถซื้อหุ้นกู้ได้เกิน 20 % ของมูลค่าหุ้นกู้ชุดนั้นที่ออกมาทั้งหมด และประการสุดท้ายหุ้นกู้ที่ออกมาต้องมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ ที่รับประกันโดยบริษัทที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรับรองเท่านั้น" ธนาธร กล่าว .

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในคลิปดังกล่าว ธนาธร ยังได้ยกตัวอย่าง พ.ร.ก.ฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ฯ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า มีเอกสาร 7 หน้า จำนวน 148 บรรทัด 10,375 ตัวอักษร ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนเงินกู้ เฉลี่ยหน้าละ 1.4 แสนล้านล้านบาท หรือบรรทัดละ 6,800 ล้านบาท หรือตัวอักษรละ 96 ล้าน ทั้งนี้ จะเห็นว่า เอกสารที่แนบมา หรือตัว พ.ร.ก. เอง มีรายละเอียดน้อยมากกับเม็ดเงินที่ใช้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ประชาชน เป็นหน้าที่ตัวแทนประชาชน ซึ่งก็คือ ส.ส.ในสภา ที่จะตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์ทั้งเนื้อหาและกระบวนการการใช้เงินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

"อยากให้พวกเราติดตามการอภิปรายของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานผม เชื่อว่าจะทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้อย่างสมเกียรติของการเป็นผู้แทนอย่างที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทำได้มาแล้วในนามของพรรคอนาคตใหม่ มาช่วยให้กำลังใจพวกเขาด้วยกัน มาร่วมกันตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนะการใช้เงิน 1.9 ล้านล้าน บาท เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของประชาชน เพื่อให้เงินก้อนนี้เป็นประโยชน์กับประเทศไทย และพาประเทศไทยไปข้างหน้า ไม่เช่นนั้นแล้ว เงินก้อนนี้จะเป็นภาระไปชั่วลูกชั่วหลาน" นายธนาธร กล่าว

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์