'มิ่งขวัญ' อภิปรายตำหนิรัฐบาลบริหาร ศก.ล้มเหลว วิปฝ่ายค้านเชื่อไม่มีฟรีโหวต-โหวตสวน

'มิ่งขวัญ' อภิปรายตำหนิรัฐบาลบริหาร ศก.ล้มเหลว ชี้ 2 เดือนใช้เงินงบกลาง 5 แสนล้านบาทหมดเกลี้ยง ขาดการวางแผนรับมือ COVID-19 จนต้องขอกู้เงิน 1.99 ล้านล้านบาท แนะตั้งบุคคลภายนอกตรวจสอบการใช้เงิน 'ประยุทธ์' ปัดรัฐบาลทำเศรษฐกิจพัง ย้ำไม่มี COVID-19 ไม่ต้องกู้เงิน ด้านประธานวิปฝ่ายค้านเชื่อไม่มีฟรีโหวต-โหวตสวน

30 พ.ค. 2563 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ซึ่งถือเป็นวันที่ 4 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายระหว่างการประชุมสภาสมัยสามัญ วันที่ 4 เกี่ยวกับการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพื่อแก้ปัญหาเยียวยาผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยระบุว่า ขณะนี้ผ่านการอภิปรายมาแล้ว 4 วัน อยากตั้งคำถามว่าที่ผ่านมาในหลายรัฐบาล และคนประเทศไทย เคยผ่านการะบาดของโรคมาแล้วหลายครั้ง ทั้งโรคซาร์ส และโรคไข้หวัดนก แต่ก็ผ่านมาได้ แต่ทำไมการรับมือกับโรค COVID-19 ถ้าภาษาวัยรุ่นต้องถามว่าคนไทยมาถึงจุดนี้อย่างไร จุดที่ขอกู้เงินสูงที่สุดประวัติศาสตร์ 1.99 ล้านล้านบาท

เพราะนับแต่ช่วงปลายปี 2562 การเรื่องของไวรัสที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ของจีน และรัฐบาลได้ออกมายอมรับว่ามีการระบาดของโรคนี้ และจากนั้นโรคระบาดทั่วโลก ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้รับมืออะไร และเริ่มมีปัญหาขึ้นเมื่อองค์การอนามัยโลก ประกาศให้เป็นโรคติดต่อรุนแรง ทำให้เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น เกิดการทุจริตทำให้เกิดการขาดแคลนหน้ากากอนามัยคนต้องไปต่อคิวยาวเพื่อหาซื้อหน้ากากอนามัย

รัฐบาลเพิ่งตั้งศูนย์ศบค.ขึ้นมา และยังมีหลายเรื่องที่คนไทยยังจำไว้ว่าการบริหารงานแบบนี้ทำให้ต้องเกิดการกู้เงิน 1.99 ล้านล้านบาท ต้องจดจำเรื่องการงดวันสงกรานต์ของไทย จากนั้นมีการประกาศปิดห้าง ปิดกิจการ ทำให้ผู้คนแตกตื่นโกลาหล คนดิ้นรนออกนอกกทม.ในวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา

“คำสั่งที่บอกว่าสงกรานต์ไม่ใช่วันหยุดสงกรานต์ จึงเท่ากับศูนย์ และกิจการทุกกิจการถูกปิด ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้น ถ้าจะตั้งคำถามว่ารัฐบาลไม่ทำงานเป็นทีมหรือ ผู้ว่าฯกทม. โฆษกรัฐบาล”

นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า รัฐบาลแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน วิสัยทัศน์ผู้บริหารไม่ชัดเจน โดยผลกระทบจากพ.รก.ฉุกเฉินฯ ทำให้เกิดการแจกอาหารน้ำดื่ม ตู้ปันสุข เพราะคนไทยมีน้ำใจ เป็นสิ่งที่ดี แต่คำถามว่าจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีเงิน  รัฐบาลจึงเริ่มมาตรการแจกเงิน 5,000 บาทต่อคน 3 เดือน แต่ตั้งข้อสังเกตว่าปี งบประมาณ 63 เราใช้งบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท แต่รายได้ที่จัดเก็บ 2.7 ล้านล้านบาท และงบขาดดุล 4.6 ล้านบาท ซึ่งถ้าจำไม่ผิดทีมเศรษฐิจเคยให้ข่าวเศรษฐกิจจะโตบวก 3-4 แต่ไม่ได้เห็นแน่นอน เพราะทั้งโลกก็ติดลบ ถือเป็นอะไรที่ซ้ำเติมเพราะไทยบริหารเศรษฐกิจก็มีปัญหา มาเจอโรคระบาด และเศรษฐกิจโลกไม่ดีอีก

“เพราะแค่ 2 เดือน งบกลาง 5 แสนล้านบาทหมดแล้วเพราะเพิ่งอนุมัติงบปี 2563 มาเพราะงบกลางต้องไว้ใช้ในยามฉุกเฉินแต่มาบอกว่าเงินหมดแล้ว และผมขอตำหนิท่านรุนแรง ฝีมือบริหารด้านเศรษฐกิจห่วยแตก ”
นายมิ่งขวัญ ระบุว่า แต่มาขอเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่นำไปใช้กับทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข  4.5 หมื่นล้านบาท แต่อีก 9.5 แสนล้านบาทนำไปอะไร ถ้าบอกว่าเอาแจกประชาชน อยากฟ้องให้ประชาชนจับตา ถ้าส.ส.จะนั่งในห้องนี้ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ไม่มีสีเสื้อ มีสภาฯไว้ตรวจสอบ รู้สึกสงสารพี่น้องประชาชน ตั้งแต่เกิดมาไม่เจอคนไปนั่งต่อคิวเข้าแถวยาวหลายกิโลเมตรเพื่อขอปันส่วนอาหาร และหาคิวข้าวกลางวันหลายๆที่ เพราะฉะนั้น 9.5 แสนล้านบาท ถ้าคิดแบบไม่ใช้สมอง 1 แสนล้าน ให้กระทรวงสาธารณสุข ส่วนอีก 9 แสนล้านบาทที่เหลือ อย่ามุบมิบโมเม

“บริหารล้มเหลวตรงอื่นแล้วอย่าเอาตรงนี้มาโปะ ถ้าจะแจกให้แจกให้เห็น เป็นรัฐบาลประวัติศาสตร์แจกเงินแล้วโดนด่า บอกว่าเป็นการแจกเงินแบบ Manual ดังนั้นขอให้มีการตั้งกมธ.มาจากบุคคลภายนอก และเชี่ยวชาญขึ้นมาตรวจสอบ และต้องมีถึง 3 ชั้น ”
นายมิ่งขวัญ อีกว่า ส่วนที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ อ้างเรื่องการส่งออกทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่ว่าได้ราคาดี เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ มาแล้ว แต่ขอบอกว่าทุเรศมาก ทำไมไม่ทำให้ปีนี้คนไทยได้กินมังคุด ทุเรียน ลิ้นจี่ดีๆ ราคาถูก เพราะเมื่อส่งออกไม่ได้ แต่กลับไปขายในห้างแพงๆเหมือนเดิม ดังนั้นคนกลางเสียสละสักปีไม่ได้หรือ คนไทยไม่ได้กินผลไม้ดีๆ มาเป็น 10 ปีแล้ว ขอใช้คำวัยรุ่นว่า จะสะเดิร์ฟเอาผลประโยชน์ตรงนี้ไปทำไม

“สิ่งที่เป็นห่วงคือการเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์คนบางคนไม่มีเงิน แต่ 4-5 ปี รวยเป็นแสนล้าน รัฐบาลนี้มีอะไรแปลก เคยอภิปรายว่าเศรษฐกิจโตไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฎว่าเจ้าสัวกลุ่มหนึ่งโตมหาศาล ครั้งนี้ตึงน่าจะกลัวไว้ก่อน”

'ประยุทธ์' ปัดรัฐบาลทำเศรษฐกิจพัง ย้ำไม่มี COVID-19 ไม่ต้องกู้เงิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงกรณี ส.ส.ได้กล่าวถึงการบริหารงานด้านเศรษฐกิจล้มเหลว โดยระบุว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ได้ยินหลายท่านกล่าวว่า "รัฐบาลทำเศรษฐกิจพัง จนต้องมากู้" ขอให้มองด้วยความเป็นธรรมว่า เศรษฐกิจในประเทศที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับนี้ และตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้พยายามทำให้ดีขึ้นอย่างเต็มที่ จะไปเทียบย้อนหลัง 10 ปี 20 ปี ก็ต้องต่างกันอยู่แล้ว เพราะสถานการณ์มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ขณะนี้เศรษฐกิจของโลกตกต่ำ รวมกับปัญหาสงครามทางการค้า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่แต่ทั่วโลกก็มีเศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ประเทศเราเป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วนตัวก็ระวังทุกอย่าง ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน ต้องทำประชาพิจารณ์ หรือการฟังความคิดเห็นจากสภา ระเบียบเราเยอะมาก ซึ่งก็ไม่เคยฝ่าฝืนอะไร แม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราติดอยู่ตรงนี้พอสมควร แต่รัฐบาลก็พยายามแก้ไขด้วยพหุภาคี รัฐบาลวางแผนไปข้างหน้าเสมอ ทำเพื่ออนาคตของประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อดูแลประชาชน

“หากไม่มีเหตุการณ์ COVID-19 ก็คงไม่ต้องมากู้เงินวันนี้ แต่มันเป็นสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน อย่าเอาอันนั้นมาพันอันนี้ อันนี้มาพันอันนั้น ไม่อย่างนั้นอภิปรายเท่าไหร่ก็ไม่จบ”
พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า วันนี้ที่ประชุมมาร่วมอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในสถานการณ์ COVID-19 หลายคนก็ยังพูดกลับไปกลับมาว่ากู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท แต่ความจริงไม่ได้กู้ 9 แสนล้านบาท ซึ่งกังวลว่าประชาชนจะเข้าใจผิด เพราะเงินอีก 9 แสนล้านบาท เป็นของ ธปท.เป็นเงินคนละเรื่องกัน

ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งดูแลและเยียวยาประชาชนอย่างเร่งด่วน แต่การเยียวยาเงิน 5,000 บาท เพียง 3 เดือนก็มีปัญหามากแล้ว หากสถานการณ์ยังยาวต่อเนื่องจะทำอย่างไร จึงต้องนำไปสู่การผ่อนปรนระยะที่ 3 และนำไปสู่การใช้กฎหมายเพื่อรับมือกับการผ่อนปรนให้เป็นมาตรฐานทั่วประเทศ เพื่อทำให้เกิดความสมดุลทั้งเศรษฐกิจและสาธารณสุข ที่ผ่านมารัฐบาลแทบไม่ได้ใช้เงินเลย มีบางอย่างที่ต้องสำรองจ่ายเร่งด่วน เมื่อได้เงินส่วนนี้มาก็จะไปชดเชยอย่างเงินคงคลังที่ใช้จ่ายไปพลางก่อน แต่หากกู้เงินไม่ได้ หรือกู้เงินช้า ระบบก็จะพังไปหมด

"ตอนนี้ไทยมีระบบการเงินการคลังที่เข้มแข็งมาก ผมอาจไม่เก่ง แต่คนของผมเก่ง และผมจริงใจในการแก้ปัญหา เรามาร่วมมือกันได้ไหมในสถานการณ์พิเศษช่วงนี้ หากสถานการณ์ปกติ อะไรก็ได้ที่รัฐบาลทำก็ค้านทุกเรื่อง ผมถามว่าประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน ไม่มีใครเก่งกว่าใครหรอก”

ส่วนเรื่องการทุจริต ต้องเป็นเรื่องที่มีหลักฐาน พิสูจน์ได้ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม มีการอภิปรายว่ารัฐบาลจะทุจริต ต้องถามไปว่ารู้ได้อย่างไร แสดงว่าก่อนหน้านี้เคยมีการทุจริตหรือไม่ แล้วหากมีการทุจริตจริงก็ขอให้ทุกคนช่วยกันแก้ไขในตอนนี้ แต่การแก้ปัญหาทุจริตก็ต้องแก้จากข้างล่างขึ้นข้างบน ทั้งงบท้องถิ่น งบกลุ่มจังหวัด ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ พร้อมจะจับตาดูและตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้ง สตง.จับตาก่อนแล้ว ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. โดยยืนยันว่า ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบ ส่วนที่มีสถิติทุจริตมาก อาจไม่ใช่เพราะเกิดการทุจริตมากแต่เพราะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากขึ้นเท่านั้น

“ผมย้ำเสมอว่าอย่าทุจริต ให้ทำงานอย่างโปร่งใส รัฐมนตรีทุกคนก็ตอบได้ทุกวัน ท่านฟังหรือเปล่า หรือท่านถามแล้วก็ไป มีแต่คนพูด ไม่มีคนฟัง ถ้าออกไปฟังข้างนอก ผมก็ยอมรับได้ แต่ท่านชอบว่ารัฐบาลไม่ฟัง ผมขอถามท่านกลับบ้าง ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมันไม่ปกติ เงินก้อนนี้เป็นเพียงก้อนหนึ่งในการแก้ปัญหาเท่านั้น”

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ได้ลุกขึ้นประท้วงนายกรัฐมนตรีเป็นการใช้วาจาเสียดสีต่อรัฐสภา กรณีนายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อด้านนอกว่า ที่ประชุมมีแต่ผู้พูดไม่มีผู้ฟัง และอ้าง ส.ส.ไม่มีใครฟัง แล้วยังได้มากล่าวย้ำในสภาว่า สมาชิกไม่อยู่ในที่ประชุม ไม่มีใครฟัง ซึ่งถือเป็นความเสียหายในสภาโดยรวม โดยจะไม่ขอให้นายกฯ ถอนคำพูดเพราะไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอยู่ในบริเวณที่ประชุม แต่อาจจะออกไปพักผ่อนข้างนอก

“คนที่ต้องฟังมากที่สุด คือ ครม.ที่ต้องมาฟังอยู่ตรงนี้ เพราะต้องขออนุมัติร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ แต่รัฐมนตรีอภิปรายจบก็ออกไปแล้ว นั่นต่างหากที่เสียหาย”

อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ ได้ฝากให้ประธานสภาฯ เชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาในห้องประชุมด้วย พร้อมย้ำว่า หากอีก 30 นาทียังพบว่ามีจำนวนสมาชิกบางตาจะขอใช้สิทธิ์นับองค์ประชุมต่อไป

ประธานวิปฝ่ายค้านเชื่อไม่มีฟรีโหวต-โหวตสวน

นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยภาพรวมการอภิปรายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 3 วันที่ผ่านมาว่า เป็นที่น่าพอใจ การประชุมเรียบร้อยดี ทั้งสองฝ่ายไม่มีการประท้วงหรือตรีรวนกัน คุมเวลาได้ดี รวมถึงดูเหมือนว่าประชาชนก็พอใจเช่นกัน ทั้งนี้พอใจการอภิปรายอย่างมากโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ทั้ง ส.ส.ใหม่และเก่า ที่นำเสนอข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ไม่เป็นการแสดงเอกสารประกอบการอภิปรายถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีทุกคนก็ใช้โครงสร้างในการพูดที่กระชับได้สาระครบถ้วน ส่วนการพิจารณาในวันนี้ (30 พ.ค.63) กลุ่มที่ต้องพิจารณาสินเชื่อซอร์ฟโรน (soft loan ) ซึ่งจะมีอาจารย์มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ร่วมด้วย เชื่อว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการประชุมจะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย 

นายสุทิน กล่าวถึงการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลว่าถือว่าข้อมูลยังไม่ชัดเจน ไม่ให้ความสนใจหรือตอบรับข้อเสนอของทางฝ่ายค้านที่ต้องการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบใช้จ่ายงบประมาณวงเงิน 1 ล้านล้านบาทความต้องการให้มีการรายงานผลต่อสภาผู้แทนราษฎรทุก 3 เดือน รวมถึงการเสนอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขพ.ร.ก.กู้เงิน จากการประเมินท่าทีถือว่ายังผิดหวังอยู่ ขณะเดียวกันเป็นที่น่าสังเกตว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายรัฐบาลหลายคนกลับเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ ซึ่งต้องดูต่อไปว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องนี้ ซึ่งการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นอกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้วจากที่สังเกต ยังมี ส.ส.หลายคนจากหลายพรรคเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เชื่อว่าแรงกดดันจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและสังคมที่ตอบรับเรื่องนี้ ก็ถือว่ายังมีความหวังที่จะจัดเสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการสำเร็จ ต่อข้อถามถึงทิศทางการลงมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นายสุทิน กล่าวว่า จะหารือเพื่อให้มีมติร่วมกัน เชื่อว่า ไม่มีฟรีโหวต หรือ โหวตสวน 

ที่มาเรียบเรียงจาก: Thai PBS [1] [2] | สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์