แอมเนสตี้ฯ จี้สหรัฐฯ รับประกันสิทธิในการประท้วงปม 'จอร์จ ฟลอยด์' คุ้มครองตามกฎหมายสากล

แอมเนสตี้ สหรัฐฯ ออกแถลงการณ์กรณีการชุมนุมประท้วงจากการณีการเสียชีวิตของ 'จอร์จ ฟลอยด์' ย้ำแนวคิดแบ่งแยกเชื้อชาติและแนวคิดที่เชิดชูคนผิวขาว เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการสังหาร เรียกร้องรัฐบาลกลางควรจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับชาติเพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้อย่างรอบด้าน พร้อมรับประกันสิทธิในการประท้วง ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

1 มิ.ย.2563สืบเนื่องจาก วันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจมินนิอาโปลิส ได้เข้าทำการตรวจค้น จอร์จ ฟลอยด์ โดยในระหว่างการจับกุมได้ใช้เข่ากดทับที่คอฟลอยด์เป็นเวลาหลายนาที ทั้งที่ฟลอยด์ถูกล็อคมือไขว้หลังไว้ด้วยกุญแจมือ และร้องบอกตำรวจว่า "หายใจไม่ออก" และร้องขอชีวิตแล้วก่อนจะหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับพลเมืองสหรัฐและนำไปสู่การชุมนุมประท้วงไปมากกว่า 30 เมืองใหญ่ในสหรัฐฯ

ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากฝ่ายสื่อสารองค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ว่า เรเชล วอร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงต่อปฏิบัติการของตำรวจตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตำรวจสหรัฐฯ ทั่วประเทศต่างไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะต้องเคารพและอำนวยให้มีการใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น และทำให้ชีวิตของผู้ประท้วงตกอยู่ในอันตราย โดยในหลายเมืองมีปฏิบัติการที่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ เราจึงเรียกร้องให้ยุติการใช้กำลังของผู้รักษากฎหมายเช่นนี้โดยทันที เพื่อประกันและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในการชุมนุมประท้วง 

ฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ฯ กล่าวอีกว่า การใช้อุปกรณ์ปราบจลาจลขั้นวิกฤต อาวุธและอุปกรณ์ทางการทหาร เพื่อควบคุมผู้ชุมนุมประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการข่มขู่ผู้ประท้วงที่ออกมาใช้สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ ยุทธวิธีเช่นนี้ยังอาจเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ติดอาวุธราวกับจะออกไปปฏิบัติการในสนามรบ อาจจะกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่มีวิธีคิดว่าการเผชิญหน้าและสงครามความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตำรวจต้องมีส่วนร่วมในการลดความตึงเครียด ก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยควรลดแนวปฏิบัติที่ก้าวร้าวแบบทหาร และเข้าร่วมการเจรจากับแกนนำผู้ประท้วง เพื่อลดความตึงเครียดและเพื่อป้องกันความรุนแรง หรือเพื่อยุติความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ

“การใช้กำลังที่ไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุต้องยุติลงทันที และต้องมีการสอบสวนการใช้กำลังที่อาจไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุในทุกกรณีต่อผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดกฎหมายต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว" เรเชล กล่าว พร้อมระบุว่า เราเรียกร้องรัฐบาลกลาง และเมืองและรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ให้ดำเนินการโดยเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของการประท้วงเหล่านี้ และใช้มาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการสังหารอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายของตำรวจต่อคนผิวสีและคนอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ต้องถูกดำเนินคดี รัฐทุกแห่งในสหรัฐฯ ต้องออกกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้กำลังรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยให้ใช้เป็นมาตรการสุดท้ายเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่กำลังจะทำให้เสียชีวิต และรัฐสภาควรผ่านร่างกฎหมาย PEACE Act เพื่อกำหนดมาตรฐานในส่วนกลางและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูประดับรัฐ (PEACE Act ย่อมาจาก Police Exercising Absolute Care with Everyone เป็นร่างกฎหมายของรัฐบาลกลางซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขให้รัฐต่าง ๆ ต้องปฏิรูปการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง)  

แนวคิดแบ่งแยกเชื้อชาติและแนวคิดที่เชิดชูคนผิวขาวนั้น ฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ฯ มองว่า ปัจจัยเร่งให้เกิดการสังหารเหล่านี้ และสนับสนุนปฏิบัติการของตำรวจต่อการประท้วง รัฐบาลกลางควรจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับชาติเพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้อย่างรอบด้าน รวมทั้งกรณีการสังหารโดยตำรวจ สิทธิในการประท้วง และการยุติการเลือกปฏิบัติ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องยุติการพูดจาและนโยบายที่สนับสนุนความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติ

“รัฐบาลสหรัฐฯ ในทุกระดับต้องรับประกันสิทธิในการประท้วง ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ” เรเชลกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติม

ย้อนกลับไปปี 2561 "โคลิน เคเปอร์นิก" (Colin Kaepernick) เป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงมากขึ้น ในช่วงก่อนฤดูกาลของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลในลีกระดับชาติ (American National Football League) โคลินคุกเข่าลงระหว่างการเปิดเพลงชาติสหรัฐฯ เป็นการแสดงท่าทีอย่างเคารพเพื่อเรียกร้องให้ประเทศนี้คุ้มครองและปกป้องสิทธิของคนทั้งปวง การกระทำที่กล้าหาญเช่นนี้เป็นการตอบโต้กับการสังหารคนผิวดำจำนวนมากโดยตำรวจ กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างไม่ใช้ความรุนแรงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

“การคุกเข่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ทางกายภาพ ผมต้องการท้าทายว่ายังมีการกีดกันและละทิ้งคนออกจากแนวคิดที่สนับสนุนเสรีภาพ อิสรภาพ และความยุติธรรมที่มีสำหรับทุกคน การประท้วงเช่นนี้มีรากเหง้ามาจากการหลอมรวมระหว่างความเชื่อทางศีลธรรมและความรักในเพื่อนมนุษย์ของผม” โคลินกล่าว

ในปีเดียวกันนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้มอบรางวัล Ambassador of Conscience award หรือ “รางวัลทูตแห่งมโนธรรมสำนึก” ให้กับโคลินในฐานะนักกีฬาและนักกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก และเขาได้กล่าวในการรับรางวัลครั้งนี้ว่า

“ผมขอขอบคุณแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสำหรับรางวัลนี้ แต่ความจริงแล้ว ผมควรได้รับรางวัลนี้พร้อมกับคนอีกจำนวนมากทั่วโลก ที่ช่วยกันต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากน้ำมือของตำรวจ และการใช้กำลังปราบปรามจนเกินกว่าเหตุ ผมอยากอ้างคำพูดของมัลคอม เอ็กซ์ (Malcolm X)  ซึ่งเคยบอกไว้ว่า เขา ‘พร้อมจะเข้าร่วมกับทุกคน ไม่ว่าจะมีสีผิวใด ตราบที่คนเหล่านั้นต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เลวร้ายซึ่งดำรงอยู่ในโลก’ ผมขอร่วมมือกับทุกท่านในการต่อสู้กับความรุนแรงจากการกระทำของตำรวจ”

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์