หรือกฎหมายความมั่นคงจะทำให้ฮ่องกงกลายเป็น "สมรภูมิ" สงครามเย็นแห่งใหม่?

บทวิเคราะห์ใน The Diplomat โดยนักวิชาการด้านการเมืองเปรียบเทียบชี้ว่าเมื่อจีนออกร่างกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่เพื่อใช้กับฮ่องกง เป็นไปได้ว่าจะสร้างความเสียหายรุนแรง ฮ่องกงสูญเสียสถานะศูนย์กลางธุรกิจและสังคมเสรี ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์เลยแม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง แถมเสี่ยงต่อการก่อความขัดแย้งระหว่างจีนกับชาติตะวันตกจนเป็นสงความเย็นครั้งใหม่ และอาจจะลามสู่ไต้หวันกับทะเลจีนใต้

ชาวฮ่องกงชุมนุมเมื่อ 1 มกราคม 2020 ในภาพมีผู้ชูธงดำพิมพ์ข้อความ "Free Hong Kong, Revolution Now" (ที่มา: แฟ้มภาพ/Flickr/Etan Liam/CC BY-ND 2.0)

เมื่อไม่นานนี้ทางการจีนเพิ่งประกาศผ่านร่างกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่ใช้กับฮ่องกง ทำให้เกิดความหวาดหวั่นว่ามันจะจุดชนวนความขัดแย้งที่บานปลายกว่าเดิมหรือไม่

นักวิชาการด้านการเมืองเปรียบเทียบและผู้นำองค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กรในฮ่องกง ไบรอัน ซี.เอช. ฟง เขียนบทวิเคราะห์ใน The Diplomat ชี้ว่าสำหรับฮ่องกงแล้ว กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จากจีนถือเป็นสิ่งที่ทำลายสภาพความชอบธรรมทางกฎหมายในการปกครองในระบอบตนเองของฮ่องกงที่มีมายาวนานนับศตวรรษจนกลายเป็นรากฐานความสำเร็จทางเศรษฐกิจ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนในฮ่องกง

กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้ส่งผลน่าหวั่นใจต่อฝ่ายประชาธิปไตยในฮ่องกงว่าพวกเขาอาจจะตกอยู่ภายใต้การถูกกดขี่ข่มเหงจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมหนักขึ้น แต่ขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นข่าวร้ายสำหรับฝ่ายสนับสนันรัฐบาลจีนด้วยเช่นกัน เนื่องจากกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จะทำให้การตัดสินใจของจีนสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเป็นระบบที่มีอยู่เดิมในฮ่องกง นั่นทำให้ในอนาคตกลุ่มผู้นำฮ่องกงเองรวมถึงผู้ว่าการรัฐก็อาจจะถูกผลักออกไปอยู่ชายขอบการเมือง เนื่องจากจีนแผ่นดินใหญ่ใช้อำนาจโดยตรงได้มากขึ้น

ฟงวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายหนึ่งที่จะเสียหายจากกฎหมายฉบับใหม่นี้คือฝ่ายชาติตะวันตกเอง บริษัทจากชาติตะวันตกหลายแห่งจะสูญเสียฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจของตะวันตกแห่งเดียวในพื้นที่จีน ทั้งนี้ผลประโยชน์ทางธุรกิจของพวกเขาก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักการกฎหมายแบบของอังกฤษ สำหรับประเทศสหรัฐฯ มีบริษัทที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง 1,300 บริษัทและมีการลงทุนโดยตรง 82,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในตอนนี้การลงทุนเหล่านี้ก็อยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการแผ่ขยายอำนาจของจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว องค์กรประชาสังคมระหว่างประเทศต่างๆ สำนักงานสื่อสาขาย่อยในฮ่องกง และสำนักงานวิเคราะห์ข้อมูลของต่างประเทศก็เสี่ยงจะถูกถอนรากโดยอำนาจของจีนแผ่นดินใหญ่เช่นกัน

ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่เองก็เสี่ยงในด้านการสูญเสียทางการเงินและเศรษฐกิจถ้าหากเข็นกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้ออกมา จากการที่ฮ่องกงเป็นแหล่งทางการเงินที่สำคัญสำหรับจีน เป็นแหล่งทุนจากต่างชาติที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยิ่งในช่วงที่จีนเสี่ยงต่อการถูกถีบออกจากตลาดทุนสหรัฐฯ ยิ่งทำให้บริษัทจีนต้องหันมาหาฮ่องกงมากขึ้น ดังนั้นการผลักดันกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่จะเป็นการตัดขาดตัวเองจากโลกและสร้างความกดดันให้กับเศรษฐกิจจีนมากขึ้น จากที่จีนกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ 30 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว แน่นอนว่าการขยายอำนาจของรัฐบาลจีนในครั้งนี้จะส่งผลต่อชนชั้นนำในจีนแผ่นดินใหญ่บางส่วนที่นำสินทรัพย์ส่วนตัวมาฝากไว้ในฮ่องกง

การที่มันดูเหมือนจะไม่สร้างประโยชน์กับฝ่ายใดเลยเช่นนี้ ทำให้ทั้งฮ่องกงและประชาคมโลกประหลาดใจมากที่จีนเข็นกฎหมายฉบับนี้ออกมา ฟงบอกว่ามีข้อสันนิษฐานที่ฟังดูมีเหตุว่าทำไมจีนถึงทำเช่นนี้คือการที่จีนภายใต้รัฐบาลสีจิ้นผิงกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้านไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจภายใน แรงกดดันให้มี "การรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ" ภาวะของโลกที่มีการตัดขาดทางเศรษฐกิจ รวมถึงแรงโต้ตอบจากนานาชาติเกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 ที่เชื่อว่าการระบาดมีศูนย์กลางมาจากอู่ฮั่นด้วย อีกปัจจัยหนึ่งคือการกดดันจากสหรัฐฯ ในเรื่องภูมิศาสตร์การเมือง ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐบาลสีจิ้นผิงหันมาใช้วิธีการกล่าวหา "อำนาจจากต่างชาติ" แล้วหงายการ์ดชาตินิยม

ฟงมองว่าเหตุนี้เองที่ทำให้จีนหันมาโจมตีฮ่องกง เพราะผู้ประท้วงชาวฮ่องกงมีภาพลักษณ์เอียงข้างตะวันตกและต้องการการปกครองตนเองมากขึ้น เป็นฉากที่ดีที่รัฐบาลสีจิ้นผิงจะเบ่งอำนาจชาตินิยมใส่ เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลสีจิ้นผิงจะสนใจเรื่องการปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อครอบครองฮ่องกงมากกว่าเรื่องผลประโยชน์ การปลุกกระแสชาตินิยมนี้เองยังเห็นได้จากการที่พวกเขาเพิ่มงบกองทัพเพื่อพยายามรุกไล่ไต้หวันหนักขึ้นด้วย

หรือจะเป็นการเปิดฉากสงครามเย็นครั้งใหม่

การใช้อำนาจของจีนเหล่านี้ทำให้ฟงมองว่ามันเป็นการที่รัฐบาลสีจิ้นผิงเลือกใช้ฮ่องกงเป็น "สมรภูมิ" เพื่อเอาชนะคะคานกับตะวันตก เทียบกับหลายสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยประธานเหมาเจ๋อตงที่จีนมีความอดกลั้นต่อฮ่องกงมากเพื่อ "การวางแผนระยะยาว ใช้ประโยชน์สูงสุด" และในต่อมาสมัยรัฐบาลเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมาจนถึงสมัยหูจินเทาก็เริ่มหันมาใช้คำขวัญว่า "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ความอดกลั้นต่อเสรีภาพทางการเมืองของฮ่องกงนี้เองทำให้จีนได้รับเอกสิทธิ์ในการเข้าถึงทุนต่างชาติและการค้าผ่านทางพื้นที่นี้ อีกทั้งยังวางให้ฮ่องกงกลายเป็นเสมือนเมืองกันชนทางภูมิศาสตร์การเมืองตั้งแต่ยุคสงครามเย็นมาจนถึงหลังสงครามเย็น

แต่ในตอนนี้จีนภายใต้สีจิ้นผิงกลับหันมาใช้การเมืองแบบปลุกปั่นชาตินิยมแทน ฟงระบุว่ากเป็นเพราะรัฐบาลสีจิ้นผิงไม่ได้สนใจจะใช้ฮ่องกงเป็นรัฐกันชนกับตะวันตก แต่กลับจะใช้เป็นสนามรบในสงครามเย็นครั้งใหม่กับสหรัฐฯ กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้ก็เปรียบเสมือนเป็นการเปิดกล่องแห่งปัญหาความยุ่งเหยิงสารพันออกมา ผูกมัดให้ทั้งฮ่องกง จีน และชาติตะวันตกอยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์ครั้งใหม่

แน่นอนว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้ทำให้เกิดการโต้ตอบจากฝ่ายประชาธิปไตยในฮ่องกงโดยทันที ซึ่งฟงประเมินว่ามีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายรัฐบาลฮ่องกงและรัฐบาลจีนจะโต้ตอบผู้ประท้วงด้วยความก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น แต่ขบวนการต่อต้านจากประชาชนจะบานปลายกินเวลายาวนานหลายเดือน ฝ่ายจีนอาจจะเล่นงานทางการเมืองด้วยการหาเรื่องตัดสิทธิ สนช. ฮ่องกงฝ่ายประชาธิปไตยในการเลือกตั้งเดือน ก.ย. และอาจจะถึงขั้นทำให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งไปอีก ฮ่องกงยังส่อเค้าเกิดวิกฤตทางการเงินมากขึ้น จากการที่ทุนพากันแห่หนีออกจากประเทศ ไม่ว่าจะทุนภายในใน ทุนจีน หรือทุนตะวันตก ส่วนหนึ่งจากความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ มีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจด้วย

นอกเหนือจากฮ่องกงแล้ว ฟงยังเตือนว่าในความเป็นไปได้ระดับเลวร้ายที่สุดจีนอาจจะเล่นการเมืองชาตินิยมจัดในแบบที่โหมกระพือความขัดแย้งออกไปไกลกว่าเดิม อย่างเช่นลามไปเล่นงานไต้หวัน หรือลามมาถึงทะเลจีนใต้ จนทำให้เป็นไปได้ว่าจะเกิดสงครามระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั่งทำให้ถึงแม้ว่าฮ่องกจะดูเหมือนเป็นเกาะเล็กๆ ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ก็มีความสำคัญมากเกินกว่าจะละเลย ฟงมองว่า "การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของฮ่องกงจะเป็นการต่อสู้ชี้ชะตาระเบียบโลกเสรีทั้งหมด" นั่นทำให้หลายคนสนับสนุนการโต้ตอบต่อจีนของสหรัฐฯ และประเทศสัมพันธมิตรในวิกฤตของฮ่องกงตอนนี้

เรียบเรียงจาก

Hong Kong Is Becoming Ground Zero in the New Cold War, The Diplomat, 25-05-2020

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์