พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง ชี้รายงานผลกระทบเขื่อนชะนะคาม ลอกมาจากเขื่อนอื่น

หลังลาวเสนอคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ก่อสร้างเขื่อนชะนะคาม ห่างจากเชียงคาน 2 กม. 'พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง' เรียกร้องรัฐบาลลุ่มน้ำโขง 'ไทย-ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม' ทบทวนนโยบายสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าซึ่งส่งผลกระทบ ชี้รายงานผลกระทบเขื่อนชะนะคามลอกเนื้อหามาจากรายงานเขื่อนปากลาย-เขื่อนปากแบง

แม่น้ำโขงที่แก่งคุดคู้ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ อ.เชียงคาน ในช่วงฤดูแล้ง โดยแก่งคุดคู้และอำเภอเชียงคานเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนชะนะคาม ซึ่งพื้นที่ก่อสร้างอยู่ห่างจากชายแดนไทย-ลาว ราว 2 กม. (ที่มาของภาพ: แฟ้มภาพ/มนตรี จันทวงศ์/13 มีนาคม 2557)

3 มิ.ย. 2563 เมื่อวานนี้ กลุ่มพันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง หรือ Save the Mekong ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำโขงจาก ไทย ลาว  กัมพูชาและเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศแม่น้ำโขง 4 ประเทศและคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง ทบทวนด้านพลังงานของภูมิภาคแทนเขื่อนไฟฟ้าที่สร้างผลกระทบ พร้อมชี้รายงานการศึกษาผลกระทบโครงการเขื่อนชะนะคามคัดลอกเขื่อนปากลายและปากแบง

ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เผยแพร่เอกสารแถลงข่าวเมื่อ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า สปป.ลาว ได้ยื่นเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนชะนะคาม โดยเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของประเทศสมาชิกแม่น้ำโขง 4 ประเทศ โดยเขื่อนดังกล่าวจะเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่ 6 ห่างจากชายแดนไทยด้าน อ.เชียงคาน จ.เลย 2 กิโลเมตร

ในแถลงการณ์ของพันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขงที่เผยแพร่เมื่อ 2 มิ.ย. ระบุว่า เขื่อนชะนะคามไม่ควรจะถูกสร้างเพราะมีมูลค่าการก่อสร้างสูง ไม่มีความจำเป็น และมีความเสี่ยง โดยเขื่อนแห่งนี้ผลิตไฟฟ้าได้ 684 เมกะวัตต์ มีมูลค่าค่าก่อสร้างกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 8 ปี หากเฉลี่ยเวลาในก่อสร้างแล้วเขื่อนจะติดตั้งพลังงานได้เพียง 90 เมกะวัตต์ต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับการติดตั้งพลังงานทางเลือกอื่นในภูมิภาค เช่น การติดตั้งพลังงานพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามพบว่า เฉพาะเดือน เม.ย. - ก.ค. มีกำลังการผลิตติดตั้งมากถึง 4,400 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าเขื่อนชะนะคามถึง 6 เท่า การสร้างเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่นเขื่อนชะนะคาม มีความเสี่ยงมากขึ้น ใช้เวลาก่อสร้างนาน ใช้เงินลงทุนสูง และจะกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างภาระ ความเสี่ยงต่างๆ นี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการสร้างเขื่อนที่กั้นแม่น้ำโขงในตอนบน ซึ่งจะทำให้การไหลและระดับน้ำไม่สามารถคาดการณ์ได้อันส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนชะนะคามและเขื่อนอื่นๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก

ประมวลข่าว "แม่น้ำโขง" ในประชาไท

ในแถลงการณ์ของพันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง ยังเรียกร้องให้ยกเลิกเขื่อนชะนะคามและเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักอื่นที่มีแผนจะสร้าง แทนที่จะมีการนำโครงการนี้เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือที่บกพร่องนี้ เราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลประเทศแม่น้ำโขงและคณะกรรมธิการแม่น้ำโขง ให้จัดการปัญหาตามข้อกังวลหลักต่อเขื่อนที่สร้างไปแล้ว ประเมินทางเลือกด้านพลังงานอย่างรอบด้านและโดยการมีส่วนร่วมจัดลำดับความสำคัญของการเดินหน้าเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาค ที่คำนึงถึงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงและความต้องการของชุมชนในภูมิภาค และจัดการปัญหาตามข้อกังวลหลักต่อกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า

กลุ่มพันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเอาแม่น้ำโขงมาแลกกับความต้องการด้านพลังงานและน้ำของภูมิภาค เพราะไทยซึ่งเป็นประเทศหลักที่จะรับซื้อไฟฟ้ามีพลังงานสำรองที่ล้นเกิน เมื่อ เม.ย. 2563 กระทรวงพลังงานของไทยระบุว่าในปี 2563 เรามีพลังงานสำรองที่อาจสูงมากถึง 40 % หรือประมาณ 18,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักทุกแห่งรวมกัน ขณะที่ มี.ค. 2563 กัมพูชาได้ประกาศเลื่อนการสร้างเขื่อนซำบอและสตรึงเตร็งออกไปอีก 10 ปี ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงอย่างถาวร และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและเท่าเทียมกันด้านพลังงานทางเลือกที่เคารพสิทธิของชุมชน ภูมิภาคแม่น้ำโขงมีศักยภาพและความยั่งยืนด้านพลังงานทางเลือกสูงมาก ประกอบกับต้นทุนและการผลิตที่ลดลงเทคโนโลยีด้านการกักเก็บและการส่งผ่านพลังงานที่พัฒนาขึ้น ยิ่งทำให้ต้องตะหนักถึงการเข้าถึงพลังงานและความมั่นคงของประชาชนและเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่ต้องทำลายแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่านั้นมาตรการประหยัดพลังงานและพลังงานทางเลือกที่ไม่ใช่เขื่อนยังสามารถเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางรวดเร็ว และมีต้นทุนถูกกว่าเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่รวมศูนย์อำนาจ

นอกจากนี้ยังระบุประเด็นสำคัญอีกว่า ปัญหาและข้อบกพร่องร้ายแรงในกระบวนปรึกษาหารือของข้อตกลงแม่น้ำโขงที่มีการจัดมาแล้วนั้น ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นการรับรองคุณภาพของข้อมูลที่ส่งไปเพื่อขอให้มีการจัดกระบวนการปรึกษาหารือนั้น ทางกลุ่มพันธมิตรฯ พบว่า เนื้อหารายงานส่วนมากของรายงานผลกระทบข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และผลกระทบสะสมของเขื่อนชะนะคามถูกคัดลอกมาจากรายงานของเขื่อนปากลาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็พบว่า 

“รายงานของเขื่อนปากลายนั้นลอกข้อมูลจากเขื่อนปากแบงเป็นส่วนมาก” 

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้อบกพร่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขและถูกเพิกเฉยจากบริษัทที่ปรึกษาและนักวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้จัดทำนั้น ในอนาคตกลุ่มเหล่านี้ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบต่างๆ อีกในอนาคต และทางกลุ่มขอย้ำว่า หากไม่มีการปฏิรูปที่สำคัญ ก็ไม่มีอะไรที่จะแสดงให้เห็นว่ากระบวนการปรึกษาล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นนี้จะต่างจากที่เคยทำมามากนัก หรือจะสามารถรองรับมาตรฐานขั้นต่ำของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ไม่ต้องพูดถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้จะได้รับผลกระทบ ภาคประชาสังคม และสาธารณะ

รายงาน: น้ำโขงผันผวน ความสูญเสียท้ายน้ำ ใครต้องรับผิดชอบ?, มนตรี จันทวงศ์, 20 มี.ค. 2557

รอยต่อ 'ป่ารอยต่อ' #1: เครือข่ายทุนพลังงานไทย-จีน ที่บริจาคเงินให้มูลนิธิฯ, 19 มี.ค. 2563

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Nikei ASEAN Review ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. 2563 มีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะของลาว ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า รัฐบาลลาวกำลังเผชิญภาวะหนี้สินจากการกู้ยืมเงินกองทุนของรัฐบาลจีน ขณะนี้รัฐบาลลาวกำลังประเมินท่าทีว่าจะจัดการขายกองทุนของรัฐบาลหรือไม่ ธนาคาร Societe Generale  ของฝรั่งเศลระบุว่า 80% ของหนี้เมื่อปี 2562 ของลาวมามีผลจากสกุลเงินตราต่างประเทศและถูกควบคุมจากภายนอกและเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้สาธารณะนั้นเป็นของจีนอย่างเดียว 
ร่องรอยการลงทุนของเศรษฐกิจจีนที่ปรากฎในลาว เช่นการลงุทนโครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ การสร้างเขื่อนขนาดเล็กและใหญ่บนแม่น้ำต่างๆ การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างทั่วประเทศของลาว 

การทำถนนไฮเวย์จากคุนหมิง-เวียงจันทร์ที่ลาวถือหุ้น 30 % และลาวต้องจ่ายเงินงวดแรกจำนวน 250 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ผ่านกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำของจีน ลาวยังมีการสร้างเขื่อนทั้งขนาดเล็กและใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงแผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก โดยคาดว่าในลาวจะมีเขื่อนผลิตไฟฟ้ามากถึง 400 แห่งทั่วประเทศ

แกรี่ ลี ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ International Rivers กล่าวว่า เขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ ใช้เงินกู้ลงทุนมหาศาล 

การเพิ่มขึ้นของเขื่อนไฟฟ้าในลาวยิ่งจะทำให้เกิดภาระหนี้สินบานปลายและกลายเป็นความกดดันของประเทศ

เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานกลุ่มติดตามการลงทุนเขื่อนในลาวกล่าวว่า แม้กรณีโครงการเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อย รัฐบาลลาวก็ต้องทำสัญญาก็ยืมเงินจากธนาคารส่งออกและนำเข้าของเกาหลีใต้เพื่อมาเป็นหุ้นส่วนในโครงการดังกล่าว ซึ่งนับเป็นหนี้ตั้งแต่เริ่มต้นของโครงการแล้ว

อนึ่ง โครงการเขื่อนชะนะคาม (Sanakam dam) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 684 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง เมืองชะนะคาม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ผู้พัฒนาโครงการคือ บริษัท ต้าถัง โอเวอร์ซี พาวเวอร์จำกัด (Datang) สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับผู้พัฒนาโครงการเขื่อนปากแบง ในแขวงอุดมไซย สปป.ลาว เขื่อนมีเป้าหมายที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับประเทศไทย รัฐบาล สปป.ลาวในฐานะเจ้าของโครงการได้ส่งเอกสารต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อขอให้มีการจัดกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามข้อตกลงแม่น้ำโขงปี 2538 เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์