การเมืองผ่านอัตลักษณ์สรรค์สร้างและการเล่าเรื่อง: ประยุทธ์สอบได้ที่หนึ่ง ผมสอบได้ที่โหล่

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เพื่อให้เข้าใจถึงความหมายของอัตลักษณ์การเล่าเรื่อง (Narrative Identity) ในบทความนี้จึงมีการใช้รูปแบบภาษาเพื่อการเล่าเรื่อง (Narrative Storytelling) เพื่อการสื่อความเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์การเล่าเรื่องไปในตัว
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นเวลาที่ซึ่งหากย้อนไปก็เป็นเวลาถึง 6 ปีแล้วที่เขาบอกว่าเขาจะคืนความสุขให้ประชาชน กระนั้นเมื่อผมลองมองกลับมาดูความจริง พวกผมอาจจะไม่ได้มีความสุขมากนัก หากย้อนไปในช่วงนั้นผมเองก็คงกำลังจะใช้ชีวิตวุ่นๆ อยู่กับการสอบในช่วงมัธยมและวันต่อมาทุกอย่างสถานที่ราชการก็สั่งปิด เกิดเรื่องวุ่นๆ มากมายในวันนี้ และผมคิดว่าวันนี้เองคือจุดเริ่มต้นของหายนะประเทศไทย แต่กระนั้นผมเองในสมัยนั้นคงไม่สามารถเถียงกับอาจารย์ได้เพราะก็ยอมรับว่ามีหลายท่านเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารครั้งนั้นสังเกตได้จาก Social media ของอาจารย์หลายๆ คนที่เป็นเพื่อน ผมจึงได้แต่เรียนๆ ไป เล่นไป และตั้งคำถามทางการเมืองและสังคมในขณะที่คนรอบตัวผมมองว่าผมเป็น เนติวิทย์สอง ในสมัยนั้น และสิ่งหนึ่งที่สะดุดใจผมคือตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ผมมักได้ยินเรื่องความเก่งกาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาอยู่เสมอ ซึ่งในตอนนั้นเองสมัยมัธยม หากใครรู้จักผมดีจะรู้ว่าผมนั้นมีผลการเรียนค่อนข้างแย่มากๆ ผมเองนั้นก็เป็นทาสระบบการศึกษาเช่นกันซึ่งก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนกันไปเพื่อให้ได้มหาวิทยาลัยดีๆ ทำเกรดดีๆ เพื่อให้มีที่เรียนต่อ ผมยอมรับว่าช่วงชีวิตของผมนั้นตอนนั้นลำบากมาก

ครั้งในสมัยมัธยมผมศึกษาที่โรงเรียนสารวิทยา (กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก) และแน่นอนหลายๆ คนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นผมคงรู้กันดีว่าผมเรียนได้เป็นบ๊วยห้องตลอด (เอาจริงๆ ก็ตั้งแต่ประถมสมัยผมศึกษาที่ ไผทอุดมศึกษาแล้ว และจะบอกว่าตอนประถมนั้นผมเองอ่านออกเขียนไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ และมีพัฒนาการทางภาษาที่แปลกกว่าคนอื่น สมัย ป.2 ผมถูกส่งไปห้องบ๊วยสุดในสายชั้นและเช่นกัน ป.3 ผมกลับได้เข้ามาในห้อง Gifted ความสามารถพิเศษ โดยความสามารถของผมคือภาษาอังกฤษ กระนั้นผมก็เคยสอบตกอังกฤษอยู่ดี) ทั้งในสมัย ม.ต้น และ ม.ปลาย ผมเรียนในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ โดยมีวิชาโทคือภาษาญี่ปุ่น ห้องผมคือห้อง 12 ซึ่งในสารวิทยาอาจารย์ต่างขนานนามว่าห้องคิงส์ กระนั้น... จากใจผมเลยผมก็จะบอกว่าห้องอื่นมันเก่งกว่าผมเยอะครับ ฮ่าๆ ผมแค่ฟลุ๊คเข้ามาเพราะยอมรับว่ามันมีคนคะแนนสูงโคตรๆ เข้ามาก็จริงและแน่นอนก็มีคนคะแนนเรี่ยดินแบบผมหลุดเข้ามาเช่นกัน (ผมเองแหละ) และแน่นอนผมเองก็เป็นสายวิทย์กบฏ คือเป็นพวกทำคะแนนวิชาอื่นได้ดีหมดยกเว้นฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลข คณิต ฮ่าๆ ผมเลยกลายเป็นตัวโจ๊กของห้องไป เพราะทุกคนรู้ดีว่าผมนั้นไม่ฉลาดเอาซะเลย

กระนั้นในช่วงนั้นเองช่วงที่ประยุทธ์ได้ทำการยึดอำนาจไปเรียบร้อยก็มีข่าวต่างๆ มากมายรวมถึงชีวประวัติของพลเอกประยุทธ์ออกมาด้วย ซึ่งเมื่อผมได้ลองอ่านก็ยอมรับว่าตกใจว่าตอนแรกเขาคงดูเป็นคนเก่งในระดับหนึ่งเหมือนกันเพราะหลายๆ สำนักเขียนเช่นเดียวกันว่าท่านเคยสอบได้ที่ 1 ของรุ่นบาง สอบได้คะแนนสูงบ้าง เก่งอังกฤษและคณิตศาสตร์มากๆ อีกทั้งยังเป็นหนอนหนังสือบ้าง แต่พอผมโตขึ้นผมได้มีโอกาสเห็นพลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็นผู้นำที่สง่ามีความรู้พร้อมด้วยปัญญาและทักษะการสื่อสารกระนั้น กลับไปเป็นเรื่องตลก (ตลกมากกว่าความโง่ของผมเสียอีก) ที่นายกเรากลับพูดภาษานานาชาติไม่ได้เอาเสียเลย และยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาภายในประเทศอีกด้วย เลยทำให้สงสัยว่า เอ๊ะ ที่ 1 ของ จปร. กับ ที่ 1 สายสามัญมันต่างกันรึเปล่านะ

ทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์การเล่าเรื่อง

หากศึกษาในมุมมองจิตวิทยาผนวกกับมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา เราจะพบว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะสร้างอัตลักษณ์ของตัวเราขึ้นมาเพื่อทำให้เราไม่เหมือนคนอื่นและในเวลาเดียวกันสังคมก็มีอิทธิพลที่สร้างเราให้เป็นเราเช่นเดียวกัน อัตลักษณ์ทำให้เกิดบุคลิกภาพ ความเป็นตัวตน และเรื่องราวต่างๆ ซึ่งถ้ามองดูแล้วมันก็คือภาพลักษณ์อย่างหนึ่งนั้นเองครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราสามารถสังเกตได้ว่า ผู้นำหรือคนดังหลายๆ ท่านต่างมีอัตลักษณ์ผ่านการเล่าเรื่องหรือชีวประวัติที่น่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งนั้นทำให้เราสนใจในตัวคนคนนั้นด้วยครับ ซึ่งก็เหมือนหนังสือครับ แต่ละหนังสือมีวิธีการเล่าเรื่องต่างกันไป มีโครงสร้างเรื่องและคอนเทนต์ต่างกันด้วยเช่นกัน ถ้าคอนเทนต์เราถูกใจคนหมู่มากก็จะมีคนอยากได้หนังสือเล่มนั้นมาครอบครองถูกไหมครับ เราอ่านเป็นณุปแบบการเล่าเรื่องด้วยอัตลักษณ์เช่นในละครทั่วไป เช่นเรื่องราวของพระเอกหรือนางเอกที่เคยผ่านความยากลำบากก่อนขึ้นมายิ่งใหญ่หรือสมหวังหรือจะเป็นในฝั่งของตัวร้ายว่าภูมิหลังของตัวร้ายเกิดอะไรขึ้นและทำไมถึงต้องร้ายอะไรแบบนี้เป็นต้นครับ
 

เรื่องราวของประยุทธ์ จันทรโอชา ในฐานะผู้นำไทย

และแน่นอน อัตชีวประวัติในความเก่งกาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานั้นก็คงน่าดึงดูดให้คนหลายคนสนใจในตัวเค้าเลยทีเดียวก็ว่าได้ กระนั้นผมก็ตั้งคำถามเช่นกันว่าเขานั้นเก่งจริงๆ อย่างคำล้ำลือหรือไม่ กระนั้นผ่านมาถึง 6 ปี แล้ว พวกเราคงจะได้เห็นผลงานที่รัฐบาลและตัวลุงเองได้แสดงออกสู่สายตานานาชาติมากมาย ซึ่งผมก็ยอมรับโดยส่วนตัวว่า “เด็กบางคนอาจจะพูดภาษาอังกฤษหรือมีความฉลาดทางปัญญาหรืออารมณ์มากกว่าลุงอีกเยอะ” เราสามารถพบได้ตามแหล่งข่าวทั่วไปในโลกอินเตอร์เน็ตทั้งการพูดภาษาอังกฤษของลุง หรือการใช้ภาษาของลุงในหลากหลายเหตุการณ์ แต่กระนั้นก็น่าเป็นห่วงไม่น้อยว่าผู้นำไทยเราจะรอดไหม (และจากที่สังเกตมาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วตอนนี้ก็เหมือนอนาคตประเทศก็ร่อแร่ทุกที ถามว่าผู้นำหรือคนเก่งบนโลกทุกคนมีอัตลักษณ์การเล่าเรื่องไหม ก็ต้องบอกว่ามีหมดครับ แต่จะเล่าเรื่องขายของเกินจริงหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เอาจริงๆ ผมว่ามันอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมที่เชิดชูคนเก่งที่ภายนอกหรือภาพลักษณ์ภายนอกมากกว่าความสามารถด้วยล่ะครับ เพราะก็ต้องยอมรับยังมีคนเห็นด้วยกับแนวทางการบริหารของพลเอกประยุทธ์และคณะอยู่เยอะพอสมควรซึ่งอาจจะเป็นด้วยเหตุผลทางขั้วการเมืองหรือความชอบส่วนตัวในความเป็นหทารหรือความรักชาติอะไรแบบนี้ด้วยซึ่งมันเป็นแบรนด์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีเลยทีเดียวล่ะครับ เรียกได้ว่าฐานเสียงของคุนลุงก็ยังมีค่อนข้างเยอะเช่นกันแล้วพวกเขาเหล่านั้นล้วนเหยื่อของการตลาดหรือแบรนด์ดิ่งของรัฐบาลทั้งสิ้น นับว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเลยทีเดียวของอัตลักษณ์สร้างสรรค์ของพลเอกประยุทธ์ แต่กระนั้นแน่นอนไม่มีใครมองสิ่งของสิ่งเดียวกันเหมือนกันแน่ๆ หลายคนมองมันคือความหวังของประเทศไทย แต่ผมมองเห็นหายนะ ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษของคุณลุงเท่านั้น กลับกันผมกลับสงสัยว่าที่ 1 ของรุ่นทำไมได้แค่นี้หรือกระนั้นภรรยาคุณลุงเอกก็สอนภาษาอังกฤษ ทำไมไม่มีพัฒนาการบ้างเพราะต้องยอมรับว่าในระดับนานาชาติ การที่ผู้นำสื่อสารภาษานานาชาตินับได้ว่าเป็นแต้มต่อให้กับประเทศ หากตัดเรื่องลุงใช้ภาษาอังกฤษผิด (ซึ่งเอาจริงๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นทีมงานลุงเตรียมให้) เพราะเอาจริงๆ ผมไม่ค่อยใส่ใจเรื่องไวยากรณ์หรือภาษาอังกฤษในตำรามากสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่อยากเห็นในฐานะผู้นำที่กล้าพูดความจริงและซื่อสัตย์ต่อทั้งประชาชนในประเทศและประชาคมโลกเพื่อให้ประเทศไทยไม่ดูเป็นตัวตลกไปมากกว่านี้ในยามที่เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังจะพังพินาศในอีกไม่ช้า (แต่ผมอยากจะชมอย่างหนึ่งว่าเพลงเพราะดีนะครับ น่าจะไปเป็นนักดนตรีนักร้องนักแต่งเพลงน่าจะรุ่งนะครับ)

อัตลักษณ์การเล่าเรื่องที่ยังจำเป็นต่อสังคมไทย

หากเรามองดูแล้วจะพบว่าหลายๆ สิ่งบนโลกนี้ รวมถึงอัตลักษณ์ของบุคคลก็ล้วนถูกสร้าง (Constructed) ขึ้นทั้งนั้น แล้วยิ่งหากผู้นำอยากเป็นที่ชื่นชอบของใครสักคนละก็ การมีเรื่องราวที่น่าสนใจก็จะดึงดูดฐานเสียงได้ครับกระนั้นมันอาจจะไม่ใช่ตัวตนของผู้นำคนนั้นจริงๆ เราจึงไม่แปลกที่จะมองว่าผู้นำบางท่านเฟค เอาจริงๆ ไม่เพียงแต่ผู้นำแต่อาจจะรวมดึงดาราหรือบุคลที่มีชื่อเสียงอีกด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ยังจำเป็นต่อประเทศไทยที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและชนชั้น หากถามว่าทำไมเราต้องศึกษาเรื่องอัตลักษณ์นี้ คำตอบก็คือเพราะการเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจเรื่องราววัฒนธรรมของชาติเรารวมถึงปัญหาคาราคาซังซึ่งแน่นอนล้วนเกี่ยวข้องกันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ในระบบสังคมยอมรับว่าทุกสังคมต้องมีผู้นำ กระนั้นผู้นำอย่างไรกันล่ะที่เราต้องการ และหากเท้าความไปยังต้นบทความเกี่ยวกับ วันครบรอบ 6 ปี ก็คงเป็นหนึ่งในตัวชี้ว่าผู้นำของเราทำล้มเหลวมากขนาดไหน กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าเรามีกันเป็นล้านกว่าคน แน่นอนเราไม่มีทางเห็นชอบให้มีผู้นำคนเดียว เราจึงมีการแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้นำที่ดีที่สุด (Best leadership Selection) ซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มประชากรของพื้นที่นั้นๆ ตัวแปรและปัจจัยอาจจะต่างกันด้วยกรอบทางวัฒนธรรมหรือพื้นฐานทางความคิด เราอาจจะต้องการหัวหน้าที่เก่งเรื่องการใช้กำลังมากกว่าในสังคมหนึ่ง แต่อีกสังคมหนึ่งอาจจะต้องการหัวหน้าที่เก่งเรื่องสติปัญญา ซึ่งในทางสังคมวิทยา สังคมมนุษย์ในปัจจุบันนั้นเป็นรูปแบบสังคมที่ซับซ้อน (Complex Society) และจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีสติปัญหา (Intellectual Leader) ในการพากลุ่มประชากรรอด (Group or Population Survival) หากเราเอากลไกนี้ไปเชื่อมโยงกับวิชารัฐศาสตร์เราก็จะพบว่าทำไมเราถึงต้องมีการเลือกตั้ง การแข่งขันนโยบาย หรือการทำเพื่อคัดคุณสัมบัติของผู้นำต่างๆ นั้นก็เพราะว่ามันคือหนทางรอดของประชากรทั้งหมู่เหล่านั้นกลุ่มนั้นๆ หากถามว่าประเทศหรือระบบสังคมหรือกลุ่มนั้นไม่มีผู้นำได้ไหม ในมุมมองผมผมมองว่าไม่ได้ ทั้งในทางสังคมวิทยาและทางฟิสิกส์เราอธิบายปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งเดียวกันด้วยวลีว่า "nature abhors a vacuum" หากแปลแล้วก็คือ “ธรรมชาติเกลียดพื้นที่ที่ว่างเปล่า”

แม้ในเบื้องต้นวลีนี้ถูกคิดค้นในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แต่กระนั้นก็ถูกนำมาใช้อธิบายวิทยาศาสตร์สังคมหรือสังคมศาสตร์เช่นกัน ประชากรจะไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีผู้นำชี้ทาง ซึ่งในกลุ่มประชากรทุกกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำได้อยู่แล้ว แต่เพียงแค่ระบบสังคมจะสร้างโอกาสหรือระบบภายในสังคมจะผลักดันให้เกิดการฉายแสงของเพชรเม็ดงามนั้นออกมาได้อย่างไรเท่านั้นเองซึ่งนั้นเป็นวิธีการปฏิบัติของแต่ละกลุ่ม กระนั้นผมขอเสริมว่า ในการเลือกผู้นำที่เหมาะสมนั้นอย่างน้อยเราควรมีส่วนร่วมในการคัดเลือกโดยชอบธรรม มิใช่การชุบมือเปิบมายึดและขึ้นตัวเองเป็นหัวหน้า แบบนั้นจะเป็นสังคมที่ค่อนข้างแย่เลยทีเดียว ลองจินตนาการถึงหัวหน้าห้องที่ยึดอำนาจในห้องดูสิ เราคงไม่ชอบแน่ๆ และอย่างน้อยสมัยผมศึกษาสมัยมัธยมปลาย ผมเองก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องเช่นกันอาจจะเพราะผู้คนเชื่อในศักยภาพผมหรืออาจจะดวงแต่กระนั้นมันจะมีกระบวนการคัดเลือกของมันที่ทุกฝ่ายตกลงยินยอมกันอันเป็นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย กระนั้นสำหรับสังคมไทยผู้นำอาจจะไม่พอ เพราะในมุมมองผม คนไทยอาจจะต้องการฮีโร่อีด้วยซึ่งเราเรียกมันว่า Hero Archetype เป็นบุคลิกที่ใครหลายคนฝันหา กระนั้นหากเรามองมาดูในสังคมที่โหดร้ายในปัจจุบัน เรามีฮีโร่กันจริงๆ หรอ ฮีโร่มีจริงไหมนะหรือเป็นเพียงภาพยนตร์ที่ผู้แต่ง แต่งขึ้นมาเพื่อทดแทนโลกในอุดมคติที่เสียไปและไม่เคยมีอยู่จริงในสังคม 

หลายๆ คนมองพลเอกประยุทธ์เป็นฮีโร่เลยก็ว่าได้เพราะเขาเข้ามาสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ ในช่วงเวลานั้นส่วนผมเองนั้นตอนนั้นได้แต่ งง ว่าเขาเป็นใครและทำแบบนี้ได้ยังไงในเมื่อเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอยู่ (เพราะตอนนั้นกำลังเรียนวิชาสังคมศึกษาพอดี) แต่ไปอยู่ มา 6 ปี ผมก็เชื่อแล้วว่ามันสงบจริงๆ แหละครับ สงบชนิดที่ว่าเศรษฐกิจและประเทศนิ่งตายไปข้างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ฮีโร่ลุงตู๋อาจจะไม่ได้เป็นฮีโร่กับใครหลายคนเช่นกัน รวมถึงผมด้วย ผมมองเขาเป็นตัวร้ายหรือตัวโกงมากกว่า แต่ด้วยอะไรหลายๆ สิ่งทำให้ภาพลักษณ์ลุงตู๋เป็นฮีโร่ซึ่งส่วนที่สร้างมันขึ้นมาก็คืออัตลักษณ์การเล่าเรื่องด้วยนี้แหละครับ มากไปกว่านั้นอาจจะไม่ใช่ลุงตู๋เพียงคนเดียวแต่อาจจะรวมถึงคนอื่นๆ ด้วยที่ใช้อัตลักษณ์การเล่าเรื่องเพื่อทำให้ตัวเองดูดี ทำให้ทุกคนเชื่อด้วยโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เชื่อไหมครับว่าประเทศไทยเรายังมีบุคคลที่เรียกได้ว่ายิ่งกว่าฮีโร่อีก ก็คือคนที่ เก่งมันทุกวิชา เก่งรอบด้านทุกอย่าง เก่งประดุจเทพเจ้าส่งมาเกิด เรียกได้ว่าเป็นสมมุติเทพ (Divine God) เลยก็ว่าได้ครับ (เออ... ผมหมายถึงลุงตู๋และผองเพื่อนน่ะครับ อย่าคิดไปไกลสิครับ อิอิ) ซึ่งแท้จริงแล้วเราสามารถตื่นขึ้นจากความลวงนั้นได้โดยการศึกษาครับอย่างแรกคือเราต้องเปิดใจ (และยอมรับว่าประเทศเราแม่งเป็นแบบนี้จริงๆ ว่ะ มันอาจจะดูชังชาติซึ่งใครหลายคนไม่ชอบแต่มันก็คือความจริง) แล้วเรียนรู้มันครับ

แต่กระนั้น หากประชากรไทยยังไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ประชากรส่วนใหญ่ก็ยังจะตกอยู่ภายใต้ภาพลวงตาของอัตลักษณ์สรรค์สร้างนั้นอยู่ดีครับ หากลองเอาไปเปรียบเทียบกับหนังผมก็ขอเปรียบเทียบกับหนังเรื่อง เดอะ เมทริกซ์ (The Matrix) ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ยังติดอยู่ในเมทริกซ์และไม่สามารถถอดปลั๊กได้นั้นเองครับ หากคุณกำลังอ่านบทความนี้ผมก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นเหมือนยาเม็ดสีแดงให้กับคุณนะครับ

ท้ายที่สุด ที่โหล่ไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง ที่หนึ่งไม่ได้แปลว่าเทพ

ผมก็คงจะบอกว่ามันก็จริงแหละครับ ผมเองสอบได้ที่โหล่ไม่ก็อันดับท้ายมาตลอดตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ที่ไผทอุดมศึกษาจนถึงโรงเรียนสารวิทยาแล้วล่ะครับ แต่โชคดีที่ผมค่อนข้างอยู่ในสังคมเด็กเก่ง (แต่กระนั้นถ้าไปเทียบกับโรงเรียนอื่นก็ตายครับ ฮ่าๆ ) ซึ่งมันอาจจะสะท้อนว่าผมไม่ได้โง่เสียหมด แต่ผมก็ยอมรับผมเป็นคนที่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษหรือเป็นจีเนียสอะไรครับ เพราะคนที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตผมนี้ยอมรับว่าแต่ละคนเก่งหลุดโลกกันทั้งนั้นเลย เกรดมันอาจจะสะท้อนความสามารถได้มันก็จริง แต่ก็อย่าลืมว่าเกรดเป็นระบบวัดผลที่ถูกสร้างขึ้นมาแม้มันจะมาตรฐานเพียงใดแต่มันยอมมีคนในคนจำพวกหนึ่งในสังคมที่เกรดไม่สามารถใช้วัดเขาได้ครับ (อยากลองให้ดูเรื่อง Divergent เรื่องที่ว่าด้วยหญิงสาวที่ไม่สามารถอยู่ภายใต้กรอบที่สังคมในอนาคตกำหนดไว้ได้เพียงเพราะเธอแตกต่างเกินไป)

เกรดอาจจะชี้ว่าลุงตู่สอบได้คะแนน 80 เปอร์เซ็นต์มาตลอดเป็นท็อปรุ่น ผมก็ยอมรับครับเขาก็คงมีความสามารถในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่การทำเกรดแต่รวมไปถึงการทำรัฐประหารสำเร็จแล้วนำประเทศสู่ความมืดได้ขนาดนี้... หากลุงตู่เก่งเลขและอังกฤษและสอบได้ที่ 1 ของ รุ่นมาตลอด ผมเองคงเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเขาเลยครับ และสิ่งที่ตรงกันข้ามอีกอย่างก็คือ ผมไม่ชอบเผด็จการที่มายึดอำนาจของประชาชน และนี้คือคำพูดของเด็กคนหนึ่งที่สอบได้อันดับท้ายๆ ของห้องมาโดยตลอดที่อยากบอกลุงครับ มันอาจจะเป็นเพราะระบบการศึกษาไทยของเราเองก็ได้ครับที่มันทำให้คนอย่างผมกลายเป็นที่โหล่และคนอย่างพลเอกประยุทธ์กลายเป็นที่หนึ่ง ซึ่งนั้นคืออีกเรื่องที่ถ้ามีโอกาสเราคงต้องมาสังคยานาระบบการศึกษากันอีกยาว ผมเองก็คงไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมในทันทีครับ แต่ผมหวังว่าบทความนี้จะจุดประกายบางอย่างให้กับผู้อ่าน เชื่อไหม เพื่อนสมัยประถมของผม (ไผทอุดมศึกษา) นั้น ผมเองเรียกได้ว่าโดนครูด่าทุกวันเพราะเรียนโง่เกินไป เพื่อนผมเองก็เช่นกันครับ แต่กระนั้นถึงแม้ผมและเพื่อนถึงจะเป็นไอ้บ๊วยท้ายห้องแต่กระนั้นเมื่อจบการศึกษา เพื่อนประถมผมหลายคนก็เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในหลากหลายวงการวิชาชีพเช่นเข้าศึกษาต่อในจุฬา-ธรรมศาสตร์ หรือบางส่วนก็เลือกที่จะเป็นแพทย์ส่วนมากก็ศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นส่วนใหญ่ครับ และหนึ่งในนั้นคือเพื่อนร่วมชะตาเดียวกันกับผมที่เคยโดนครูด่าว่าโง่เป็นบ๊วยห้องนั้นแหละครับที่ปัจจุบันกำลังจะเป็นแพทย์เพื่อไปช่วยเหลือผู้อื่น ส่วนมัธยมก็ไม่ต่างกันแต่ด้วยโรงเรียนผม (โรงเรียนสารวิทยา กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก) มีระบบที่มีกลิ่นอายของความเป็นทหาร อีกทั้งยังมีระบบโซตัสอยู่ เพื่อนๆ ผมรุ่นของผมก็เตรียมศึกษาในแวดวงตำรวจและทหารก็มีครับ (และแน่นอนคนพวกนี้สอบได้คะแนนอันดับดีกว่าผมตลอด) และบางส่วนก็เลือกต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ กระจายไปทั่วประเทศครับ

หากให้ลุงตู่มาทำข้อสอบแข่งกับผมผมก็ว่าผมอาจจะสอบตกอยู่ดีนะครับ ผมไม่เก่งวิชาอะไร แต่ถ้าวิชาความเป็นมนุษย์อันนี้ผมว่าผมอาจจะไม่สอบตกก็ได้ครับ ใครจะไปรู้ล่ะจริงไหม 

บทความนี้จึงขออุทิศให้การวันครบรอบ 6 ปีแห่งการรัฐประหารและคำสัญญาว่าจะคืนความสุขให้กับประเทศไทยของคณะ คสช. ที่ได้ทำรัฐประหารไปเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งตอนนั้นผมเป็นเพียงนักเรียนหัวเกรียนสอบได้ที่โหล่ ที่ได้แต่ตั้งคำถามต่อสังคมแต่ตอนนี้ผมเป็นนักศึกษาแล้ว ผมก็อยากจะเขียนบทความนี้เพื่อให้ความทรงจำว่า 6 ปี เราเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง และเราจะเริ่มเปลี่ยนอะไรได้บ้างในฐานะเยาวชนท้ายห้องอย่างผม 6 ปี ถึงมันจะนานแต่เราจะไม่มีวันลืมครับ

 

กี่ยวกับผู้เขียน
นาย พันธ์กวี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่เคยสอบตกนับไม่ถ้วนในสมัยประถมและมัธยม
 

อ้างอิง
แผนผังอธิบาย อัตลักษณ์การเล่าเรื่อง
https://www.researchgate.net/profile/Maik_Arnold/publication/272495701/figure/fig1/AS:854554816020482@1580753153764/Approach-to-narrative-identity.png
ซุปเปอร์ตู่
https://i.pinimg.com/originals/e1/77/ab/e177ab5b3616de81ede78818ffe05f64.jpg
ประยุทธ์กับเอกสารเล่าเรื่องผลการเรียน
https://lh3.googleusercontent.com/proxy/akvjaZPnTO1sh7cAu-Wn2sHqPsSgMEnhpCh6L3LpF4w8IGHCvIvh60b_hNFBp-iFXyXJNmzIDiAIKL_bNZoo4hvHQbFzhsvVhVwsRLqJk-Sn9H5Vug8ceZ49MIzK2-_mVGg
เรารักลุงตู่ จากทวิตเตอร์ 
https://pbs.twimg.com/media/CBvkNGfUoAA5Zra.png
ตัวตนที่แท้จริงของลุงตู่
https://i.ytimg.com/vi/8U5v5MXucl4/hqdefault.jpg

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์