'ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ' เสียชีวิตจากมะเร็ง - เปิดบทขอโทษทายาท 'หะยีสุหลง' ผู้ถูกอุ้มหาย จากทายาท 'จอมพลผิน'

'ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ' เสียชีวิตด้วยวัย 72 ปี หลังจากรักษาตัวจากโรคมะเร็งมานานกว่า 5 ปี พร้อมเปิดบทขอโทษทายาท 'หะยีสุหลง' ผู้ถูกอุ้มหาย จากทายาท 'จอมพลผิน' และมุมต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่เขาชี้ว่า “สมรภูมิสุดท้ายที่เราต้องรบกับมัน”

11 มิ.ย.2563 สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรือ “อาจารย์โต้ง” บุตรของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เสียชีวิตด้วยวัย 72 ปี หลังจากรักษาตัวจากโรคมะเร็งมานานกว่า 5 ปี ซึ่ง ธิษะณา ชุณหะวัณ บุตรของไกรศักดิ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค 'Tisana Choonhavan Marchal' โพสต์ว่า  “คุณพ่อ Kraisak Choonhavan ได้จากโลกนี้ไปแล้ววันที่ 11 มิถุนายน 2563 เวลา 19:10 น. หนูภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้เกิดเป็นลูกพ่อทุกชาติไป”

ไกรศักดิ์ เป็นอดีตอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.นครราชสีมา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน นอกจากนี้ยังเคยเป็นคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย และเป็นผู้แทนพิเศษของรัฐบาลไทย ในการประชุมเพื่อแก้ปัญหา กรณีพิพาทในประเทศกัมพูชา ร่วมเจรจาสันติภาพในประเทศกัมพูชา, ลาว, เวียดนาม ผลักดันนโยบายแปรสนามรบเป็นสนามการค้า รวมทั้งหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (ที่มา วิกิพีเดีย)

เคยขึ้นเวที กปปส. แต่วิจารณ์ คสช.ปมละเมิดสิทธิฯ

ไกรศักดิ์ เคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ บีบีซีไทย รายงานตอนหนึ่งว่า ก่อนการรัฐประหาร 2549 ไกรศักดิ์เป็นคนหนึ่งที่ร่วมวิจารณ์และต่อต้านทักษิณ ชินวัตร และ ก่อนรัฐประหาร 2557 เคยขึ้นเวที กปปส. แต่ก็ถอยออกมาเมื่อเห็นว่าการเคลื่อนไหวส่อแววเรียกทหารออกมาปฏิวัติ

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไกรศักดิ์ก็ออกมาวิจารณ์รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ขอโทษทายาท 'หะยีสุหลง' ผู้ถูกอุ้มหาย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเผยแพร่ข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ 'ชีวิต มุมมอง ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ' ระบุสิ่งที่ไกรศักดิ์ เล่าในหนังสื่อว่า วันที่ 13 ส.ค. 2559 ครอบครัวของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ได้จัดงานรำลึกครบรอบ 62 ปีการสูญหายของหะยีสุหลงที่บ้านของเขาในจังหวัดปัตตานี สมาชิกครอบครัวของหะยีสุหลงซึ่งมีความสนิทสนมกับตน โดยเฉพาะพี่เด่น โต๊ะมีนา ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาช่วงเดียวกับตนและเป็นบุคคลที่ตนเคารพนับถือมาก คือ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา เชิญตนไปร่วมงานด้วย ตนก็เลยใช้โอกาสนี้ขอโทษครอบครัวของหะยีสุหลงในนามของครอบครัวชุณหะวัณ เพราะหะยีสุหลงหายตัวไปภายใต้รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเข้ามาบริหารประเทศหลังการรัฐประหารปี 2490 ที่นำโดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ และอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้นก็คือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ลุงเขยของตน ช่วงเวลานั้นมีนักการเมือง ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นสูญหายหรือเสียชีวิตหลายคน รวมทั้งหะยีสุหลงด้วย และตนก็เชื่อว่าลุงเขยของตนเป็นคนออกคำสั่ง

"ผมกล่าวคำขอโทษต่อหน้าสมาชิกครอบครัวของหะยีสุหลงราว 80 กว่าคน ผมยอมรับว่าครอบครัวผมมีส่วนในเรื่องนี้ แล้วก็เล่าข้อมูลเท่าที่ผมรู้ให้ฟัง ครอบครัวเขาต้องอยู่กับความเศร้าโศกมานานหลายสิบปี ทุกปีก็จะจัดงานรำลึกกัน ผมเชื่อว่าการได้รับรู้ข้อมูลและคำขอโทษจากปากผมจะทำให้ทายาทของหะยีสุหลงสบายใจขึ้น ตัวผมเองก็รู้สึกสบายใจด้วยที่ได้ขอโทษออกไป และถ้ามันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ผมก็พร้อมจะไปขอโทษครอบครัวอื่นๆ อีกที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของบุคคลในครอบครัวผมในอดีต" ไกรศักดิ์ กล่าว 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุด้วยว่า หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ เป็นผู้นำศาสนาในจังหวัดปัตตานีที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวาง เขาก่อตั้งขบวนการประชาชนปัตตานีขึ้นในปี 2490 เพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องการปกครองตนเอง ขอสิทธิในการใช้ภาษาและวัฒนธรรมรวมทั้งการใช้กฎหมายอิสลาม ปี 2491 เขาถูกตัดสินจำคุกในข้อหากบฏในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม การคุมขังหะยีสุหลงทำให้เกิดการประท้วงและจลาจลหลายครั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  สองปีหลังจากได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกเมื่อปี 2495 เขาได้หายตัวไปพร้อมกับลูกชายคนโตและผู้ติดตามอีก 2 คนที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2497 ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเขาถูกฆาตกรรมโดยตำรวจ ซึ่งขณะนั้น พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ การหายตัวไปของหะยีสุหลงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนการเรียกร้องสิทธิของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเปลี่ยนการต่อสู้แบบสันติวิธีไปสู่การก่อตัวของขบวนการติดอาวุธ

มุมมองของไกรศักดิ์เพิ่มเติมที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมดึงออกมาเผยแพร่จากหนังสือเล่มดังกล่าว : 

การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: “สมรภูมิสุดท้ายที่เราต้องรบกับมัน”

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะต่อสู้ในตอนนี้ คือ การปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคืออยากเห็นการยกเลิกกฎหมายเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ผมอยากเห็นกฎหมายนี้มันพังทลายไปต่อหน้าต่อตาผมเลย เพราะผมเป็นคนชอบถ่ายทำภาพยนตร์ ผมเคยถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีหลายเรื่อง อย่างเรื่องเขื่อนน้ำโจนและสารคดีเรื่อง พลเมืองจูหลิง ที่ทำร่วมกับมานิต ศรีวานิชภูมิ และ อิ๋ง กาญจนวณิชย์ ผมก็นึกอยากจะกลับมาทำอีก อยากทำหนังเชิงการเมือง แต่ตราบใดที่ยังมีการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์อยู่ ก็คงไม่ได้ฉาย ผมคิดว่าภาพยนตร์มันมีพลังและเป็นการส่งเสริมงานศิลปะหลายแขนงมากและมันเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างเงินให้ประเทศไทยได้เป็นแสนล้านนะ ถ้าเราสนับสนุนมันให้ดี แต่ที่ผ่านมาหนังไทยดีๆ หลายเรื่องถูกสั่งห้ามฉายโดยคณะกรรมการเซ็นเซอร์ (คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดิทัศน์) ตั้งแต่เรื่อง ทองปาน หนังของอิ๋ง เค (สมาณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์) หลายเรื่อง เช่น คนกราบหมา เช็คสเปียร์ต้องตาย หนังเรื่อง แสงศตวรรษ ของอภิชาติพงษ์ วีรเศรษฐกุล ถูกสั่งให้ตัดฉากหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาลและฉากที่หมอจูบกับแฟนในโรงพยาบาล เรื่องล่าสุดคือ อาบัติ ที่ถูกสั่งให้ตัดฉากเณรดื่มเหล้าและจูบสีกาออก ภาพยนตร์ที่รัฐสนับสนุนมีอยู่แบบเดียวคือ เรื่องที่ปลูกฝังความคิดแบบชาตินิยม เช่น หนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การรบระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนถึงเผด็จการในด้านวัฒนธรรมอย่างชัดเจน  

สิ่งที่ผมเรียกร้องไม่ใช่แค่เรื่องยกเลิกการเซ็นเซอร์หนังอย่างเดียว แต่หมายถึง free speech ทั้งหมด รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ของกฎหมายอาญาก็ต้องแก้ไข ต้องอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันได้ ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ไทยได้ ผมเคยเขียนบทความเรื่องสถาบันกษัตริย์กับการเมืองไทย โดยอ้างอิงจากงานของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ แล้วก็มานำเสนอที่จุฬาฯ ปรากฏว่าผมโดนวิจารณ์อย่างหนักเลยว่าเป็นความคิดที่อันตราย

คนไทยถูกสอนให้เชื่อ ให้รักชาติแบบจอมปลอมมาไม่รู้กี่สมัยแล้ว เราต้องพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาได้ ไม่ใช่ว่าใครพูดถึงนิดหน่อยหรือเอามาทำหนังก็ไม่ได้ ถูกสั่งให้ตัดออกหมด ผมไม่เห็นว่าการพูดถึง 6 ตุลาจะเสียหายตรงไหน เวลามีการจัดอันดับเรื่องความฉลาดของคนไทย เราถึงอยู่อันดับท้ายๆ เพราะเราพูดไม่ได้ เราไม่รู้เลยหรือรู้น้อยมากว่าอดีตของเราเป็นยังไง เพราะรัฐกีดกัน ไม่อยากให้รู้ ไม่อยากให้พูดถึงวิวัฒนาและการล้มลุกคลุกคลานของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย คนรุ่นใหม่ก็ไม่รู้ ตอนผมเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตร ถามเด็กปี 1 ว่ารู้เรื่อง 14 ตุลา 6 ตุลามั้ย นิสิตบอกว่าไม่รู้

สังคมไทยเป็นสังคมที่พูดความจริงทั้งหมดไม่ได้ ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนจนหาความจริงแทบไม่เจอเราเป็นประเทศเดียวที่หลักฐานต่างๆ โดนทำลาย ทำลายทั้งในทางกายภาพและความรับรู้ โดยกดมันเอาไว้หรือทำให้ประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวบางอย่างถูกลืมไป ผมต้องการอย่างเดียวคือความจริง หรืออย่างน้อยก็สิ่งที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด ผมคิดว่าการที่เราสามารถเล่าความจริงได้ เขียนความจริงได้มันเป็นความสุขที่สุดของมนุษย์นะ สังคมไหนที่มีความจริงที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน เราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ไม่มีการมองว่าฝ่ายที่ยึดถือความจริงคนละชุดกับเราเป็นฝ่ายตรงข้าม ต้องกำจัดออกไปหรือต้องลงโทษลงทัณฑ์เสียให้เข็ดหลาบ วิธีคิดแบบนี้มันดึกดำบรรพ์ เหมือนสมัยยุคมืด

การอยู่ในสังคมที่พูดความจริงทั้งหมดไม่ได้ ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมันทำให้ผมรู้สึกเดือดอยู่ในใจ และทำให้ผมรู้สึกผิดหวังว่าสิ่งที่เราต่อสู้กันมาทั้งหมดมันไม่ได้ประสบผลอะไรเลย แต่เราก็ยังต้องสู้กันต่อ โดยเฉพาะเรื่องเผด็จการทางวัฒนธรรมและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งผมคิดว่าเป็นสมรภูมิสุดท้ายที่เราต้องรบกับมัน ต้องต่อสู้ให้สำเร็จให้ได้ในช่วงที่ผมยังมีชีวิตอยู่

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์