จดหมายถึงชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีน โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยเยล

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ถึงชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีน:

ฉันชื่อ ไอลีน หวาง นักศึกษาปีสามมหาวิทยาลัยเยล สาขาอักษรศาสตร์ภาษาอังกฤษ ฉันได้รับการขอ ให้เขียนสิ่งที่คิด หรืออาจจะเป็นบทกวีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันเชื้อสายจีนหลังจากดู Asian Americans สารคดีเรื่องใหม่ของพีบีเอส (PBS) 

แต่พอเริ่มนั่งเขียนฉันกลับพบว่ามันยากที่จะเขียนบทกวีในเวลาเช่นนี้ ฉันไม่ต้องการที่จะให้ความสนใจแต่กับประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนของเรา เรื่องราวของเรา และผู้คนของเรา โดยไม่พูดถึงการต่อสู้ ความเจ็บปวดและบาดแผลทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆนอกเหนือจากพวกเราที่ถูกกดขี่มาตลอดรวมทั้งณ เวลานี้ด้วย

จากเหตุการณ์การประท้วงในรัฐมินนิโซตาซึ่งถูกจุดประกายโดยการฆาตกรรมของนายจอร์จ ฟลอยด์ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวและเอเชียที่เหยียดผิว ฉันต้องการที่จะกล่าวถึง anti-blackness (ทัศนคติต่อต้านคนดำ) ในชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งหากไม่ถูกยกขึ้นมาตรวจสอบ ก็จะนำมาสู่หายนะของพวกเราทุกคน

พวกเราชาวอเมริกันเชื้อสายเอเซียได้รับการปลูกฝังความคิด  anti-blackness  และทัศนคติในทางลบต่อคนดำมาอย่างยาวนาน ในขณะที่ฉันโตมาในบ้านที่ใหญ่โต ฉันได้รับฟังญาติ ๆ เพื่อน ๆ ในครอบครัวหรือแม้แต่พ่อแม่ของฉันเองแสดงความคิดเห็นไปในทาง แบ่งแยกชนชั้นและเชื้อชาติ แถมบางครั้งเป็นความเห็นอย่างเปิดเผยเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นว่า “ชุมชนคนผิวดำ พวกเขาเติบโตขึ้นมาในย่านที่ไม่ดี” “พวกเขาก่ออาชญากรรมมากมาย” “ฉันว่าเธออย่าไปเป็นเพื่อนกับคนผิวดำจะดีกว่า” “ฉันไม่อยากให้เธอไปเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกร้องสิทธิของพวกคนผิวดำ”

ข้อความจากชุมชนเรานั้นชัดเจน: เราเป็นชนกลุ่มน้อยดีเด่น (model minority) – พวกเราเป็นแพทย์ นักกฎหมาย นักบวช ที่เงียบและเชื่อฟัง เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลเมืองผิวสีกลุ่มอื่นๆ  เราย่อมจะเข้าข้างกับชาวอเมริกันผิวขาวเพื่อกดขี่คนอื่นด้วยซ้ำไป

คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่อยู่รอบตัวฉัน (รวมถึงตัวฉันด้วย) ย่อมจะรู้สึกลังเลหรือปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในการสนทนาเกี่ยวกับการเหยียดสีผิวที่รุนแรงต่อชาวแอฟริกันอเมริกัน - ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญการตามล่าโดยกลุ่มหัวรุนแรงผิวขาว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกฆ่าในเวลากลางวันแสก ๆ ในละแวกบ้านของตัวเอง ถึงแม้ว่าลูก ๆ ของพวกเขาจะถูกฆ่าเพราะถือปืนของเล่นหรือขโมยหมากฝรั่ง ถึงแม้ว่าแม่ที่โศกเศร้าของพวกเขาจะปรากฏตัวทางโทรทัศน์ร้องห่มร้องไห้เพื่อขอความยุติธรรม ถึงแม้ว่า anti-blackness จะไม่ได้แตกต่างกับการที่พวกเราโดนกดขี่ในลักษณะของการเหยียดเชื้อชาติก็ตาม

พวกเราชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียมักจะคิดว่าตัวเองได้รับการยกเว้นจากการถูกเหยียดเชื้อชาติ เพราะพวกเราหลายคนอาศัยอยู่ในละแวกที่ร่ำรวย ส่งลูก ๆ ของเราไปยังมหาวิทยาลัยระดับสูงอันทรงเกียรติ และเข้าทำงานในสายอาชีพที่สะดวกสบาย  ตามที่กวี Cathy Park Hong เขียน เราเชื่อว่าเราเป็น“คนต่อไปในแถว.... ที่จะหายไป”เราเชื่อว่าเราจะเป็นคนต่อไปที่จะได้รับสิทธิพิเศษที่คนผิวขาวได้รับ และจะได้รับการปลดปล่อยจากภาระทั้งหมดที่มาพร้อมกับสีผิวของเรา

ที่เรามักจะลืมคือ ความเป็นจริงที่ว่า การอยู่รอดและการมีชีวิตปกติของเราในประเทศนี้มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติเสมอ เมื่อคนงานชาวจีนได้เข้ามาที่ประเทศอเมริกาในช่วงปี คศ 1800 พวกเขาถูกรุมประชาทัณฑ์ และถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม โดยมีกฏหมายกีดกันคนจีน (Chinese Exclusion Act) ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวในประวัติศาสตร์ที่ออกโดยรัฐบาลกลางที่ร่างมาเพื่อเน้นโจมตีกลุ่มชนชาติหนึ่งอย่างชัดเจน  เมื่อผู้อพยพชาวเอเชียกลุ่มแรกเช่น Bhagat Singh Thind พยายามที่จะสมัครเป็นพลเมืองชาวอเมริกัน พวกเขาทุกคนถูกปฏิเสธสิทธิ์ในการเป็นบุคคลตามกฎหมาย - ซึ่งได้รับอนุญาตให้เฉพาะ "คนผิวขาวอิสระ" เท่านั้น 

เมื่อ Pearl Harbor ถูกทิ้งระเบิด คน อเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นถูกทรมานและกักตัวไว้ในค่ายกักกัน 

เมื่อสงครามเย็นมาถึงจุดตรึงเครียดที่สุด ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่ถูกสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง ครอบครัวต่างสูญเสียงาน ธุรกิจและอาชีพ 

เมื่อ COVID-19 เข้าโจมตีสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียต่างถูกทำร้ายและก่อกวน เราถูกกล่าวหาว่าเป็น“ผู้ส่งต่อไวรัส”; เมื่อไม่นานมานี้ ฉันเองก็ถูกเรียกว่า "คนกินค้างคาว" 

ความเป็นจริงแล้วอเมริกาทำให้พวกเรารู้สึกเหมือนกับว่าเรามีประโยชน์และมีความหมายในประเทศนี้ แต่พอถึงเวลาแล้วเรากลับได้รับการเตือนจากประเทศอเมริกาว่า เราไม่ควรรู้สึกสบายใจเกินไป – นี่ไม่ใช่ประเทศของเราอย่างแท้จริง
 
อีกตัวอย่างเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ได้เป็นที่ยอมรับในประเทศเราอย่างแท้จริง: เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน คศ 1982 ในระหว่างที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของดีทรอยต์กำลังตกต่ำจากการแข่งขันกับอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น วินเซนท์ ชิน (Vincent Chin)  ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนอายุ 27 ปีเข้ามาในบาร์เพื่อเฉลิมฉลองงานแต่งงานที่กำลังจะมาถึงของเขา Ronald Ebens คนงานโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งตกงาน และ Michael Nitz ลูกเลี้ยงของเขาก็อยู่ที่บาร์นั่นเช่นกัน พวกเขาเดินตาม วินเซนท์ ชิน ในขณะที่เขาออกจากบาร์และเลี้ยวเข้ามุมในลานจอดรถของแมคโดนัลด์ หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้ารุมทุบตี วินเซนท์ ชิน ด้วยไม้เบสบอล จนกระทั่งด้ามโลหะของเขาแตกกระจาย “ เป็นเพราะคนอย่างพวกแก - - พวกเราถึงไม่มีงานทำ”พวกเขาพูดกับ วินเซนท์ ชิน ที่นอนตายอยู่ตรงนั้น ต่อมาเมื่อข่าวการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเริ่มแพร่กระจาย ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนต่างเดือดดาลออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม Ebens และ Nitz ฆาตกรของ ชิน โดนเพียงแค่ข้อหาฆาตกรรมระดับที่สองเท่านั้น และในที่สุดบทลงโทษก็เป็นเพียงค่าปรับ $3,000 และไม่ต้องติดคุก ผู้พิพากษามณฑล Charles Kaufman กล่าวว่า “บุคคลทั้งสองท่านนี้ไม่ใช่คนที่ควรจะส่งไปเข้าคุก”

ถ้าสองคนนี้ไม่สมควร แล้วใครล่ะจะสมควร?

หลังจากดูสารคดี Asian Americans จบแล้ว ฉันยังถูกหลอนโดยคลิปวิดีโอของลิลี่แม่ของชิน เธอเป็นผู้หญิงจีนร่างเล็ก ลักษณะเหมือนคุณยายหรือแม่หรือป้าของฉัน ใบหน้าของเธอต่อหน้ากล้องนั้นดูทรมาน เธอร้องขอและอ้อนวอนด้วยเสียงที่โหยหวนเหมือนดั่งสัตว์ในป่า“ฉันต้องการความยุติธรรมสำหรับลูกชายของฉัน”แต่ในคลิปวิดีโอของลิลี่ทั้งหมด เธอถูกล้อมรอบไปด้วยนักต่อสู้ และ นักเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิพลเมืองคนดำ เช่น Jesse Jackson พวกเขาปกป้องเธอจากนักข่าวที่พยายามใช้ประโยชน์และเอาเปรียบจากความเศร้าของเธอ หลังจากนั้นพวกเขาเดินขบวนบนถนนกับนักเคลื่อนไหว และนักกิจกรรมชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ถือป้ายเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงของพวกเหยียดสีผิว

แม้ว่าเรา ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย จะไม่สามารถเปรียบเทียบความท้าทายที่พวกเราเผชิญกับความโหดร้ายที่รุนแรงกว่าที่ชาวแอฟริกันอเมริกันประสบได้ แต่เราเป็นหนี้สูงสุดกับพวกเขา เป็นเพราะการทำงานของคนผิวดำชาวอเมริกัน - ผู้เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง – ทำให้ในปัจจุบันชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียไม่ได้ถูกเรียกว่า “โอเรียนท์” หรือ “ไชน่าแมน” อีกต่อไป 
เป็นเพราะคนผิวดำชาวอเมริกันได้เรียกร้องให้ยุตินโยบายเกี่ยวกับการเหยียดผิวในการซื้อขายบ้านและอสังหาริมทรัพย์ พวกเราจึงได้รับอนุญาตให้อยู่ในละแวกเขตเดียวกันกับคนผิวขาว 

เป็นเพราะคนผิวดำชาวอเมริกันเป็นผู้ผลักดันกฎหมายต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในการแปลงสัญชาติ ทำให้คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียได้รับสัญชาติอเมริกันและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการภายใต้กฎหมาย

เป็นเพราะการต่อสู้ของนักเคลื่อนไหวคนดำที่เรื่องราวของ วินเซนท์ ชิน ยังถูกจดจำแม้ถึงกระทั่งวันนี้ 

การที่พวกเราได้รับอิสรภาพและเป็น“ชนกลุ่มน้อยดีเด่น” ที่สามารถใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้  ไม่ใช่เพราะพวกเราเป็นที่คนดีหรือคนทำงานหนัก ความเป็นจริงแล้วเรามาถึงจุดนี้ได้เพราะการต่อสู้และการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่โดนกดขี่กลุ่มอื่น ๆ เป็นเวลาหลายปี
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม คศ 2020 จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ธนบัตรปลอม 20 ดอลลาร์ที่ร้านขายของชำในมินนิอาโปลิส 

ดีเร็ก โชว์วิน (Derek Chauvin) เจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวจับฟลอยด์แลกดเข่าลงที่คอของเขาเป็นเวลานานแปดนาที วิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์เผยให้เห็นถึงเวลาสามนาทีที่ ฟลอยด์ที่นอนอยู่บนกองเลือดของเขาเอง อ้อนวอนขอชีวิตโดยการบอกว่าเขาไม่สามารถหายใจได้ แทนที่จะรับฟัง โชว์วิน
กลับกดเข่าไว้ที่คอเขาเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันนายโทว์ ทาว (Tou Thao) เจ้าหน้าที่ตำรวจชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียก็ยังยืนมองการฆาตกรรมอยู่ข้างหลังอย่างไม่แยแส เขาทำตัวเปรียบเป็นเหมือนผู้ชม เงียบและไม่พูดอะไรออกมาเลยในขณะที่ฟลอยด์หยุดดิ้นรนอย่างช้าๆ
 
ฉันเห็นความเงียบแบบนี้จากชาวอเมริกันเชื้อสายเอเซียรอบตัวฉัน ฉันมีความผิดหวังอย่างยิ่งในชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีนซึ่งนิ่งเงียบกับการสังหารคนผิวดำชาวอเมริกันนั้นดั่งคนหูหนวก ในขณะที่นักเคลื่อนไหวผิวดำและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ จำนวนมากได้มารวมตัวกันเพื่อสนับสนุนการประท้วงในมินนิอาโปลิส แต่ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนจำนวนมากเลือกที่จะ“หลีกเลี่ยง”การต่อสู้นี้ 

ที่ตลกก็คือ ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนนี้เป็นกลุ่มเดียวกันที่ออกมาพูดต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติคนเอเชียจากเหตุ COVID-19 แต่กลับเงียบอย่างน่าสงสัยเมื่อถึงเรื่องการฆาตกรรมของฟลอยด์ (แล้วยังมีเรื่อง Ahmaud Arbery, Breonna Taylor, Tamir Rice, Sandra Bland, Trayvon Martin, Michael Brown, Freddie Gray และคนผิวดำชาวอเมริกันคนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกฆ่าเพียงเพราะว่าเกิดเป็นคนผิวสี) ฉันไม่เห็นพวกเราแบ่งปันความเห็นอกเห็นใจให้กับคุณแม่ผิวดำที่ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ขอร้องเหมือนดั่ง ลิลลี่ ชิน เมื่อหลายปีที่แล้ว เพื่อขอความยุติธรรมสำหรับลูกชายของเธอ 

ฉันไม่เห็นพวกเราเดินขบวนกับผู้ประท้วง และฉันไม่เห็นพวกเราออก มาบริจาคให้กับองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งโดยคนผิวดำใดๆทั้งสิ้น

ฉันไม่เห็นความโกรธแค้นของพวกเราเมื่อนักฆ่าพวกนี้ ที่เหมือนนักฆ่าของ Vincent Chin ไม่ได้รับโทษจำคุกหลังการสังหารชาวอเมริกันผิวดำผู้บริสุทธิ์ 

ฉันไม่เห็นเราส่งต่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไปยังกลุ่มผู้ประท้วงดำที่ถูกฉีดพ่นด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง – ทั้ง ๆ ที่เพียงสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ผู้ประท้วง COVID-19 ผิวขาวที่ติดอาวุธปืนอย่าง AR-15s กลับไม่ได้รับการต่อต้านจากตำรวจแต่อย่างใด 

แต่ฉันเห็นพวกเราชาวจีนอเมริกันเรียกพวกเขาว่า“พวกอันธพาล”“จอมจลาจล”“โจร” – คำสบถแบบเดียวกับที่ชาวอเมริกันผิวขาวเคยเรียกพวกเรา 

ฉันเห็นพวกเรา แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของฉัน ได้แค่หัวเราะขำ tweet ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เขียนว่าจะทำการส่ง กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ ไปยังมินนิโซตา ราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลกและไม่ใช่ภัยคุกคามร้ายแรง

ฉันเคยจินตนาการว่าเราจะอยู่ที่ไหนถ้าคนแอฟริกันอเมริกันไม่ได้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวของคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย เราคงยังถูกเรียกว่าโอเรียนทัล (oriental) เราคงจะอยู่ในละแวกคล้ายสลัมที่ถูกแบ่งแยกจากคนขาว และเข้าโรงเรียนที่ถูกแบ่งแยกเช่นกัน เราคงจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ที่พวกเราได้เรียนอยู่ และคงไม่ได้ทำอาชีพการงานที่สะดวกสบายของเรา เราคงจะยังเป็นมนุษย์ต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย 

เรา - และคนอื่น ๆ – คงจะไม่หลงเหลือความทรงจำในเรื่องราวสำคัญต่าง ๆ อย่างเช่นเรื่องราวของ Vincent Chin

ฉันขอเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนทุกคนดูสื่อเช่นสารคดี Asian Americans เพื่อสะท้อนให้เห็นไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ของเรา แต่ยังสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ที่เราแบ่งปันกับชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ด้วย – การปลดปล่อยของเรานั้นเกี่ยวพันกับการปลดปล่อยของชาวอเมริกันผิวดำ ชาวพื้นเมืองอเมริกัน ชาวอเมริกันเชื้อสายลาติน และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ อีกมากมาย 

พวกเราไม่ได้เป็นข้อยกเว้นของประวัติศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับจอร์จ ฟลอยด์  ที่เกิดขึ้นกับคนงานเหมืองชาวจีนในปี 1800 และที่เกิดขึ้นกับวินเซนต์ ชิน จะเกิดขึ้นได้อีกกับพวกเราและชนกลุ่มน้อยทั้งหมด  หากพวกเรายังคงเงียบงันต่อการกดขี่ต่อไป ความเงียบที่ไม่เคยช่วยเราปกป้องเราได้เลยไม่ว่าจะตอนนี้หรือในอนาคตข้างหน้า

ประวัติของเราไม่มีเพียงแค่ เป็นสายเลือดของแพทย์ ทนายความ หรือ วิศวกร แต่ยังเป็นประวัติของ นักเคลื่อนไหว ผู้ต่อต้าน นักต่อสู้ และผู้รอดชีวิต บ่อยครั้งที่ฉันคิดถึง ยูริ โคจิยาม่า ชาวญี่ปุ่นอเมริกัน ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งต่อมากลายเป็นนักกิจกรรมด้านสิทธิพลเมืองที่โดดเด่น และกลายเป็นผู้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักกิจกรรมผิวดำเช่น Malcolm X

“เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน”ยูริ โคจิยาม่าเคยกล่าวไว้

ฉันขอปฏิเสธการเรียกร้องความยุติธรรมของชุมชนของเราที่มาพร้อมกับการละเลยความยุติธรรมของผู้อื่น ความยุติธรรมที่กดขี่และข่มเหงชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ นั้นไม่ใช่ความยุติธรรมที่แท้จริงแต่อย่างใด ในช่วงเวลาที่ชนกลุ่มน้อยที่ได้รับสิทธิพิเศษอย่างพวกเราหลายคนเริ่มเข้าพูดจาและมีความคิดร่วมกับกลุ่มชาวผิวขาวหัวรุนแรง - ซึ่งได้คุกคามชุมชนทั้งหมดของเรามานานหลายศตวรรษ - ฉันอยากถามว่า: คุณอยู่ข้างใคร
 

หมายเหตุ: แปลมาจากบทความ A Letter from a Yale student to the Chinese American Community (https://chineseamerican.org/p/31571?fbclid=IwAR0piNysSFdQK9EKGIVk9TWNaxpaV1ZWZfaTRXPy4vCo4zAXCqoqfDEgCgk)

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์