โสภณ พรโชคชัย: ผมก็ (เคย) ชอบใส่ของหรูหรา

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ผมเห็นคน (อ้างว่า) ยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่วน ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า แก่ป่านนี้แล้วยังมีกิเลสบังตาขนาดนี้เลยหรือ คนแบบนี้จะทำงานเพื่อชาติได้อย่างไร แต่ก็นึกขึ้นมาได้อีกเหมือนกันว่า ผมก็เคยชอบใส่ของหรูหราเหมือนกัน

ผมคุยกับน้องเลขาฯ ของผมซึ่งทำงานกับผมมา 30 ปีแล้ว เธอเห็นผมกำลังเขียนบทความเรื่องยืมทรัพย์คงรูปคือการโกงอย่างหนึ่ง เลยพูดให้ผมระลึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนผมตอนอายุประมาณ 30-45 ปีก็เคยชอบใส่ของหรูหราแสดงฐานะเหมือนกัน น้องเลขาฯ บอกว่าครั้งหนึ่งภริยาผมซื้อปากกาด้ามหนึ่งให้ผมในราคา 1 หมื่นบาท เธอบอกว่า “แพงกว่าเงินเดือนหนูตอนนั้น” คือประมาณ 7,000 บาทเมื่อราว 20 ปีก่อน (แต่ตอนนี้เธอมีเงินเดือน 50,000 บาท)

  ต่อเรื่องข้างต้น ผมจำไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าภริยาเคยซื้อนาฬิกายี่ห้อดีๆ ให้ใส่หลายเรือนจนกระทั่งถึงโรเล็กซ์ (ที่ผมอ้างถึงภริยาบ่อยๆ เพราะปกติผมไม่ซื้อหาอะไรเองอยู่แล้ว แม้แต่เสื้อผ้า ภริยาก็เป็นคนซื้อให้หมดทุกอย่าง รวมทั้งอาหารการกิน ฯลฯ) แม้แต่แว่นตา เลนส์ตัดแสงอย่างดี ภริยาพาไปตัดแว่นอันละเกือบ 20,000 บาท ผมก็รู้สึกว่าใส่นาฬิกา เข็มขัด หรือกระเป๋ามีชื่อ มีแบรนด์แล้วก็ดูเท่ดี มีความมั่นใจ ดีใจที่ได้แสดงถึงการมีฐานะตามสมควร

  แต่สิ่งหนึ่งที่ภริยาและผมเห็นด้วยกันก็คือ ไม่ซื้อรถเบนซ์หรือรถหรูยี่ห้อดีๆ ใดๆ เพราะตระหนักดีว่ารถนั้นมีแต่จะลดราคาลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วอีกต่างหาก ผมถนัดแต่รถมือสอง รถมือหนึ่งที่เคยซื้อก็เป็นอีซูซุสเตชันแวกอน ซึ่งนั่งได้ทั้งครอบครัว ทั้งยายผม แม่ผม ผม ภริยาและลูกๆ และบางช่วงก็รวมน้องๆ ที่ตอนนั้น (เมื่อ 30 ปีก่อน) ยังไม่ได้แต่งงานอีกต่างๆ รู้สึกว่าดีใจอบอุ่นใจที่ได้ไปกันทั้งบ้าน

  ล่าสุดไม่นานมานี้ภริยาก็ซื้อรถเบนซ์กับเขาเหมือนกัน ทั้งนี้ทำตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง แต่ก็ไม่วายซื้อคันเล็กที่สุด เพราะตอนนี้อยู่ในสภาพ “รังว่างเปล่า” (Empty Nest) คือลูกๆ ก็โตแล้ว คนหนึ่งก็มีครอบครัวแล้ว เลยอยู่กันแค่สองตายายเป็นสำคัญ ผมคุยกับภริยาอยู่เหมือนกันว่าวันหน้า เราอาจจะซื้อรถสปอร์ตหรู 2 ที่นั่ง เพราะไม่มีใครมานั่งด้วยเหมือนแต่ก่อนแล้ว ความคิดของคนเราก็เปลี่ยนกันได้ตามยุคสมัย แต่ก่อนผมเกลียดคนขับรถสปอร์ตมาก เพราะผมเห็นว่าใจแคบเหลือเกิน นั่งได้แค่ 2 คน ต้องรถครอบครัวซี่จึงจะถูกต้อง แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว คนเราอาจเปลี่ยนทัศนคติส่วนตัวได้ แต่เปลี่ยนหรือทรยศต่ออุดมการณ์อันดีงามนั้นเปลี่ยนได้แต่คงไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามประสบการณ์ความหรูหราของผมนั้นยังแค่กะผีกริ้น ผมมีลูกค้าคนหนึ่ง เมื่อ 5 ปีก่อน ท่านใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชร และแหวนเพชรวงใหญ่มาหาผมที่บริษัท ในฐานะที่ท่านเป็นคนใจดี และรู้จักใช้บริการกันพอสมควร และผมก็ยกย่องท่านอยู่เสมอ ผมจึงได้ถามและทราบว่ามูลค่าเครื่องประดับที่ท่านใส่นั้นมหาศาลจนน่าตกใจ นาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชรเรือนนั้นราคา 5 ล้านบาท ส่วนแหวนที่ท่านใส่เป็นเพชรเม็ดใหญ่เม็ดเดียว 14 กะรัต สนนราคาตกถึง 14 ล้านบาท ผมจึงถามท่านเพิ่มเติมว่าท่านมากับใคร ท่านบอกมากับคนขับรถ ราคารถก็คงราว 10 ล้านบาท ผมจึงแนะนำไปว่าท่านควรมีผู้คุ้มกันอีกสักคนบนรถด้วย

 ความหรูหรานั้น เป็นเครื่องแสดงถึงความสำเร็จในชีวิตโดยไม่ต้องไปปริปากบอกใคร แค่ขับรถหรู แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง บางคนอาจใส่นาฬิกา แถมด้วยสร้อยคอ แหวน ฯลฯ ก็เป็นการแสดงถึงฐานะอย่างหนึ่ง เมื่อพบเห็นคนชอบแสดงออก (Show Off) อย่างนี้ เราก็ควรอนุโมทนาสาธุกับความสำเร็จของพวกเขา ไม่พึงไปอิจฉาริษยาเขา ไม่พึงไปแข่งบุญแข่งวาสนากัน ไม่พึงไปแช่งให้เขาถูกจี้ปล้น เป็นต้น แต่สำหรับคนที่ถึงขนาด (อ้างว่า) ไปยืมนาฬิกาเพื่อนใส่วน คงไม่เหมาะ หรือบางคนไปเช่าของหรูๆ มาใส่เพื่อสร้างภาพ อันนี้คงไม่สมควรจริงๆ

อย่างไรก็ตามถึงวันนี้ก็เป็นเวลานับสิบปีมาแล้วที่ผมเลิกหรู แหวนเลิกใส่มานานแล้ว เพราะเคยหลุดหายโดยบังเอิญ (ไม่ได้ถอดให้ใคร) สร้อยคอห้อยพระก็ไม่ห้อยเพราะรู้สึกรำคาญ (แต่นับถือพระอยู่ในใจ) นาฬิกาก็เลิกใส่แล้ว ดูเวลาจากมือถือแทน กระเป๋าเดินทางเล็กๆ หรูๆ ยี่ห้อดังใบละ 50,000 บาท ที่ภริยาซื้อให้หิ้วไปต่างประเทศ ก็เลิกใช้ ใช้แต่กระเป๋าของแถม บางครั้งถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ถือถุงผ้า เป็นต้น

อันที่จริง เราต้องยืนหยัดในความคิดที่ไม่ “นิยมวัตถุ” (ไม่ใช่ “วัตถุนิยม” หรือ Materialism ซึ่งเป็นปรัชญาแขนงหนึ่ง) เน้นความเรียบง่าย เน้นสาระ ที่สำคัญเราต้องยืนหยัดแนวคิดที่ว่าความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ของคนเรานั้น ไม่ต้องอาศัยอาภรณ์ราคาแพงมาประดับบารมี เราต้องไม่ใช่ดาวนพเคราะห์ที่ต้องอาศัยอย่างอื่นมาช่วยส่องสว่าง เราต้องเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเองจากการทำสิ่งดีๆ หรือมีดีในตัวเองมากกว่า เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมที่ดีต่างหาก

ถ้าเรายึดมั่นในศีล ก็จะเป็นดั่งสวมอาภรณ์อันวิจิตรยิ่ง ทำให้เรามีชื่อเสียงระบือไปทั่วกว่าการมีแก้วแหวนจินดา <1>

 

อ้างอิง

<1> ในพระไตรปิฎกเขียนไว้ว่า “(ศีล) เป็นอาภรณ์อันประเสริฐ. . .เป็นเหตุให้ผู้มีศีล มีชื่อเสียง ระบือไปทั่วทุกทิศ” 12. ทวาทสกนิบาต 1. สีลวเถรคาถา ภาษิตของพระสีลวเถระ https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=26&siri=378

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์