สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 14-20 มิ.ย. 2563

สหภาพแรงงานการบินไทยร้อง ก.แรงงาน ขอความเป็นธรรมถูกเปลี่ยนสภาพการจ้าง

19 มิ.ย. 2563 ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นำคณะกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเข้าชี้แจงปัญหา และยื่นคำร้องไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของพนักงานการบินไทย หลังจากฝ่ายบริหารได้ออกประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทฉบับใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานใหม่ รวมทั้งเวลาพัก วันหยุด รวมถึงหลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด ตลอดจนวินัยและโทษทางวินัย การเลิกจ้าง ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และข้อกำหนดอื่นๆ เพื่อจะนำมาบังคับใช้กับพนักงานบริษัทการบินไทยหลังจากที่บริษัทหลุดพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ

โดย นายสุทธิ ได้มอบให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างผู้บริหารบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และสหภาพการบินไทย เพื่อหาทางออกและบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงาน ในเวลา 10.00 น. วันที่ 24 มิ.ย. 2563

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 16/9/2563 

ไทยเดินหน้า MOU เกาหลี ดันจ้างงานแรงงานไทยตามฤดูกาล

18 มิ.ย.2563 นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบถึงสถานการณ์การจ้างงานทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งทางภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งหามาตรการต่างๆเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานโดยเร็ว ขณะเดียวกัน กรมการจัดหางาน ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีงานทำทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ได้เร่งหารือกับประเทศคู่เจรจาในการขยายตลาดแรงงาน โดยเฉพาะกับสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นประเทศนิยมแรงงานไทย โดยกระทรวงแรงงานของไทยและกระทรวงแรงงานและการจ้างงานสาธารณรัฐเกาหลี ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลีตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) โดยกรมการจัดหางานทำหน้าที่เป็นผู้จัดส่งคนหางานไปทำงาน ในประเภทกิจการอุตสาหกรรมการผลิต งานเกษตร/ปศุสัตว์ และงานก่อสร้าง แต่อย่างไรก็ดี พบว่านายจ้างภาคเกษตรกรรมยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานประกอบกับต้องการแรงงานในฤดูกาลเพาะปลูกระยะสั้น เพียง 5 เดือนต่อปี ดังนั้น เพื่อให้ครอบคลุมกับความต้องการของนายจ้างเกาหลี รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการจ้างแรงงานไทย

กรมการจัดหางาน จึงได้เสนอให้ทางการเกาหลีใต้พิจารณาความเป็นไปได้ในการจ้างงานแรงงานไทยทำงานตามฤดูกาล เพิ่มเติม ภายใต้การจัดทำความตกลงโครงการจ้างงานตามฤดูกาลระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของสาธารณรัฐเกาหลีกับกรมการจัดหางาน ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ อยู่ในระหว่างจัดทำข้อสรุปร่างบันทึกฯ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการจ้างงานตามฤดูกาลของสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นประธาน ซึ่งจะหารือและหาช่องทางที่รัดกุมและดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของแรงงานไทย

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในระบบตามฤดูกาล นอกจากจะช่วยเพิ่มการจ้างงานแรงงานไทย แล้ว ยังสามารถลดอัตราการเข้าไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย หรือ ผีน้อย ได้ เช่นกัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 18/6/2563 

กรมจัดหางานประกาศเงื่อนไขรับต่างด้าวเป็นกรรมกร-ขายของหน้าร้าน

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน ประกาศกำหนดเงื่อนไขการรับคนต่างด้าวเข้าทำงานกรรมกร และงานขายของหน้าร้าน โดยแรงงานต่างด้าวที่จะทำงานดังกล่าวได้ จะต้องเป็นงานที่มีนายจ้าง และได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความตกลง หรือบันทึความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ (MOU) ตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงแรงงาน กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว คนต่างด้าวและนายจ้างจะมีความผิด ตามพระราชกาหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยคนต่างด้าวจะมีความผิดตามมาตรา 8 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท ก่อนผลักดันกลับประเทศ ส่วนนายจ้างจะมีความผิดตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามผู้นั้นจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ศาล มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 19/6/2563 

ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พ.ค. ขยับขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.63 อยู่ที่ระดับ 78.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 75.9 ในเดือนเม.ย.63 โดยค่าดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 รวมถึงการผ่อนคลายการห้ามออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิว) จากเดิมเวลา 22.00-04.00 น. เป็น 23.00-04.00 น. ส่งผลดีต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.50% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการลดลง

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ซึ่งกระทบต่อการค้า การลงทุน และการจ้างงาน ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดย่อมประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและการเข้าถึงสินเชื่อ นอกจากนี้ ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทมากกว่าประเทศคู่ค้า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการส่งออก

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 91.5 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.8 ในเดือนเม.ย.63 เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐในระยะต่อไป จะส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่หลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เช่นกัน ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศกลับมาขยายตัว อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนียังต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังไม่ดี

นายสุพันธุ์ ยังกล่าวว่า ผู้ประกอบการได้มีข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ ดังนี้ 1.เร่งผลักดันการใช้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 5 แสนล้านบาท รวมทั้งให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการ SMEs 2.ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดย่อมให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 3.ผลักดันให้ทุกหน่วยงานภาครัฐใช้ระบบ Online ในการออกใบอนุญาต และรับชำระค่าธรรมเนียม รวมทั้งบริการอื่นๆ

ที่มา: อินโฟเควสท์, 18/6/2563 

กสร.ผุดโครงการ 'คลินิกศาลแรงงานร่วมใจ วิถีใหม่-สู้ภัย โควิด'

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมศาลแรงงานกลาง ผุดโครงการ “คลินิกศาลแรงงานร่วมใจ วิถีใหม่-สู้ภัย โควิด” ช่วยเหลือให้คำปรึกษาข้อกฎหมาย ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง การรับฟ้อง แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หวังลดภาระค่าใช้จ่าย ลดการเดินทางมาศาล เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ก.ย. 2563

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ร่วมเปิด โครงการ ศาลแรงงานเคลื่อนที่ภายใต้ชื่อ “คลินิกศาลแรงงานร่วมใจ วิถีใหม่-สู้ภัยโควิด”

นายอภิญญา กล่าวว่า โครงการนี้ กสร.ร่วมกับศาลแรงงานกลาง จัดขึ้นเพื่อให้บริการสร้างการรับรู้และเข้าใจถึงสิทธิหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ในรูปแบบศูนย์บริการด้านกฎหมายเคลื่อนที่ โดยจะให้บริการให้คำปรึกษา ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง การรับคำฟ้องแก่นายจ้าง ลูกจ้าง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19

ด้านนายโชติวัฒน์ กล่าวว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายจ้าง ลูกจ้าง และประชาชนที่มีข้อสงสัยหรือต้องการความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน รวมทั้งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้าง ลูกจ้างจากสถานการณ์โควิด-19 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ที่สำคัญเพื่อให้เป็นไปตามหลักวิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal ในการลดความแออัดในการเดินทางมายังศาลของประชาชน

“ขอเชิญชวนผู้สนใจใช้บริการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมสวัสดิการฯ และนิติกรจากศาลแรงงานกลาง ให้คำปรึกษา และคอยไกล่เกลี่ยคดีความจะฟ้องร้องกันในช่วงที่มีการเลิกจ้างหรือยุติกิจการในช่วงโควิด-19 จากข้อมูลตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดโควิด-19 มีแรงงานมาปรึกษาและเตรียมฟ้องร้องนายจ้างจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เป็นจำนวนที่ก้าวกระโดด จึงอยากใช้โอกาสนี้ในการให้ข้อมูลด้านกฎหมายแก่ 2ฝ่าย โดยเฉพาะ ลูกจ้าง แรงงาน ที่ต้องถูกเลิกจ้าง ได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา” นายโชติวัฒน์ กล่าว

สำหรับโครงการคลินิกศาลแรงงานร่วมใจ วิถีใหม่-สู้ภัย โควิด จะใช้พื้นที่ของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในสาขาต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน เดือนละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 8 ครั้ง จะเน้นในพื้นที่ที่มีการรวมตัวของแรงงานลูกจ้างจำนวนมาก เริ่มเปิดให้ บริการครั้งแรกที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 เขตดินแดง (สรพ. 5) ในวันที่ 17 มิถุนายน

ครั้งที่ 2 วันที่ 22 มิถุนายน ณ สรพ.3 (เขตประเวศ)

ครั้งที่ 3 วันที่ 3 กรกฎาคม ณ สรพ.10 (เขตมีนบุรี)

ครั้งที่ 4 วันที่ 13 กรกฎาคม ณ สรพ.7 (เขตตลิ่งชัน)

ครั้งที่ 5 วันที่ 3 สิงหาคม ณ สรพ.3 (เขตประเวศ)

ครั้งที่ 6 วันที่ 11 สิงหาคม ณ สรพ.10 (เขตมีนบุรี)

ครั้งที่ 7 วันที่ 1 กันยายน ณ สรพ.8 (เขตพระนคร)

และครั้งสุดท้ายในวันที่ 15 กันยายน ณ สรพ.5 (เขตดินแดง)

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2246 7589 หรือสายด่วน 1506 กด 3

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 17/6/2563 

กมธ.แรงงาน รับจดหมายเปิดผนึกจากตัวแทน สนท. ขอเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองนักศึกษาฝึกงาน

17 มิ.ย. 2563 ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับจดหมายเปิดผนึกจากตัวแทนสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนท.) และคณะ ขอเร่งผลักดันกฎหมายการคุ้มครองนักศึกษาฝึกงาน ระบุ คณะ กมธ. พร้อมผลักดันเต็มที่หวังเกิดกฎหมายดูแลนักศึกษาฝึกงานอย่างเป็นรูปธรรม

นายสุเทพ อู่อ้นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับจดหมายเปิดผนึกจากนางสาวจุฑาทิพย์ศิริขันธ์ ตัวแทนสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และคณะ เพื่อขอให้เร่งผลักดันกฎหมายการคุ้มครองนักศึกษาฝึกงานโดยนางสาวจุฑาทิพย์ ระบุว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายคุ้มครองนักศึกษาฝึกงานส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิ์หลายประการอาทิ การไม่จ่ายค่าตอบแทน ไม่มีสวัสดิการ เกิดการเสียชีวิตระหว่างฝึกงานเมื่อพิจารณาแล้วจึงเห็นความสำคัญและมองว่า การละเมิดสิทธิ์และความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาควรจะหมดไปจากสังคมไทย จึงได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อเรียกร้องไปยังผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะหากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายที่มากขึ้นจึงขอให้เร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการคุ้มครองนักศึกษาฝึกงานให้เร็วที่สุด

ด้าน ประธานคณะ กมธ.แรงงานกล่าวว่า ประเด็นข้างต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเกิดปัญหาเกี่ยวกับแรงงานขึ้นมากมายและต่อเนื่อง โดยยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไม่มีมาตรการรองรับ/ดูแล ส่วนปัญหาที่เกิดกับนักศึกษาฝึกงานถือเป็นปัญหากดทับที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานไม่มีกฎหมายและระเบียบรองรับตลอดจนไม่ได้รับการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา ทั้งนี้คณะกมธ. จะพยายามผลักดันไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีกฎหมายดูแลนักศึกษาฝึกงานให้เห็นเป็นรูปธรรม

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 17/6/2563 

Grab เลิกจ้างพนักงาน 360 คน ยืนยันปีนี้ไม่มีประกาศเลิกจ้างอีกแล้ว

แอนโทนี ตัน ซีอีโอ แกร็บ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงพนักงาน เกี่ยวกับวิกฤตที่แกร็บ ต้องเผชิญจากสถานการ์โควิด-19 ทำให้มีการประกาศเลิกจ้างพนักงาน 5% ของบริษัท หรือราว 360 คน โดยยืนยันว่า ภายในปีนี้จะไม่มีการประกาศเลิกจ้างอีก

โดยภายในจดหมาย ระบุถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงแกร็บ และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจต้องใช้เวลายาวนานมาก

ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา แกร็บ ได้มีการทบทวนค่าใช้จ่าย ตัดงบประมาณ ลดค่าตอบแทนผู้บริหาร แต่ก็ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องมีการปรับขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้รับมือกับความท้าทายหลังโควิด-19 ได้

ส่งผลให้แกร็บ มีการเตรียมเปิดตัวโครงการต่างๆ นอกเหนือจากธุรกิจหลัก ควบรวมหน่วยงานภายใน ปรับขนาดทีมงานให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ โดยจะหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจเดลิเวอรีเป็นหลัก

“ขอรับรองกับทุกคนว่าภายในปีนี้แกร็บจะไม่มีการประกาศเลิกจ้างพนักงานอีก และด้วยแผนธุรกิจล่าสุดที่วางไว้เพื่อรองรับความท้าทย และบรรลุเป้าหมาย ขอแสดงความมั่นใจว่าจะไม่ต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่เจ็บปวดอีกในระยะเวลาอันใกล้”

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 16/6/2563 

กทม.แจงปมไม่จ่าย 38% 'ครูอาสา' เหตุรับเงินจากประกันสังคมแล้ว

16 มิ.ย. 2563 นายเฉลิมพล โชตินุชิต ผอ.สำนักงานพัฒนาสังคม กทม. กล่าวว่า ในส่วนของเงินครูอาสาที่ระบุว่าทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่ได้จ่ายเงินอีก 38% จากกรณีที่มีการปิดศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร(ชั่วคราว) ขอชี้แจงว่า สำนักพัฒนาสังคมฯ ได้จัดทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ขอความร่วมมือเร่งรัดการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้กับอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กฯ ในฐานะนายจ้างเรียบร้อยแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 มี.ค. และวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งเห็นชอบให้เพิ่มอัตราและปรับระยะเวลาได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ดังนี้ 1.ได้รับ 50% ของค่าจ้างที่นำส่งประกันสังคม เป็น 62% ของค่าจ้างที่นำส่งประกันสังคม ระยะเวลา 3 เดือน 2.กรณีว่างงานอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งบางรายได้รับเงินชดเชยในอัตราที่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ในอัตราไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 3เดือน และ 3.ลดอัตราเงินสมทบนายจ้าง (เหลือ 4%) และผู้ประกันตน (เหลือ 1%) เป็นเวลา 3 เดือน

ดังนั้นกรณีที่ กทม.ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก 38% ได้เนื่องจากอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กได้รับเงินสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคม 62% แล้วตามมติคณะรัฐมนตรีและเป็นไปตามแนวทางของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งสามารถรับประโยชน์ทดแทนได้ทางเดียว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ปิดศูนย์ฯ ได้ขออนุมัติและเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานเบิกจ่ายค่าตอบแทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กให้สามารถปฎิบัติงานในศูนย์ฯเด็กและได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวนในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยให้จัดหาอาหารกลางวันอาหารเสริม(นม) เตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ รวมทั้งได้ทำอาหารกลางวันและให้ผู้ปกครองมารับในช่วงที่ศูนย์ฯปิดชั่วคราว

ส่วนการเบิกจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันตามงบอุดหนุนของกระทรวงมหาดไทย นายเฉลิมพล ชี้แจงว่า ตามปกติแล้วทางคณะกรรมการชุมชนซึ่งเป็นผู้ดูแลศูนย์ฯ จะนำเอกสารสำคัญทำเรื่องขอเบิกจ่ายเงินเดือนละ 1 ครั้งที่ฝ่ายพัฒนาสังคม และทางคลังของสำนักเขตแต่ละแห่งจะเป็นผู้ทำการจ่ายเงินให้ โดยขณะนี้ตนได้แจ้งไปทางเขตให้มีการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวฯในทุก 15 วัน

ที่มา: เดลินิวส์, 16/6/2563

ปลัดแรงงานสั่งดูแล 28 แรงงานไทยถูกลอยแพในอุซเบกิสถาน

16 มิ.ย. 2563 นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย ซึ่งกลับจากการทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน จำนวน 28 คน ที่ถูกนายจ้าง-บริษัทจัดหางาน ลอยแพ และงดจ่ายเงินเดือน ตั้งแต่ มี.ค.2563 ว่า ได้สั่งการเร่งด่วนให้ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิของกรมการจัดหางาน ดำเนินการช่วยเหลือและดูแลแรงงานไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหากเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ทางกรมการจัดหางานจะดำเนินการสอบปากคำ รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 ต่อไป โดยตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ พ.ศ. 2549 แรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ จะได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนฯ เป็นค่าพาหนะ (ในต่างประเทศ) ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 30,000 บาท

ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุเพิ่มเติมว่า แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายและสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จะได้รับการสงเคราะห์และช่วยเหลือหากประสบปัญหาในต่างประเทศ ตามอัตราที่กองทุนฯกำหนด ส่วนเรื่องค่าจ้างค้างจ่ายในต่างประเทศจะประสานกรมการกงสุล เพื่อติดตามจากนายจ้างต่อไป

ที่มา: Thai PBS, 16/6/2563 

สำนักงบประมาณ อนุมัติงบโครงการ “อว.สร้างงาน ระยะที่ 2” แล้วกว่า 883 ล้านบาท สามารถจ้างงานมากถึง 32,718 อัตราทั่วประเทศ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณ ได้จัดสรรงบประมาณ 883,386,000 บาท ให้กระทรวง อว.ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานในสังกัด 70 แห่ง ดำเนินการโครงการ อว.สร้างงานระยะที่ 2 ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดโรคโควิด - 19 แล้ว 32,718 อัตราครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท รวมระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - กันยายนนี้ เพื่อสร้างงานรองรับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตและส่งเสริมพัฒนาทักษะการทำงานในด้านต่างๆ ให้แรงงาน ที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของหน่วยงานใน อว.ที่ดำเนินการตามชุมชน ทั้งชุมชนเมืองและชุมชนชนบท ขณะนี้หน่วยจ้างงานทั้ง 70 แห่ง อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครงาน ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 -2610 -5330-5331 และเว็บไซต์ของหน่วยจ้างแต่ละแห่งซึ่งกำลังทยอยลงประกาศ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 16 - 17 มิถุนายนนี้ จะเดินทางลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการสร้างงานให้ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด - 19 ที่จังหวัดขอนแก่น ในโครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชน ที่ทำการเทศบาลตำบลบ้านแฮด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “อว.สร้างงานระยะที่ 1” พร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเกี่ยวกับการร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฐานราก ในโครงการจ้างงานของ อว. และโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย และวันที่ 17 มิถุนายน 2563 เดินทางไปมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ติดตามความก้าวหน้าโครงการยุวชนอาสา พร้อมมอบสิทธ์เข้าร่วมโครงการยุวสตาร์ทอัพให้กลุ่มนักศึกษาที่มีศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจ

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 15/6/2563

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์