ผลกระทบช่วง COVID-19 ต่อการจ้างงานของพ่อแม่ในออสเตรเลีย ส่งผลเสียต่อเด็ก ๆ

การตกงาน ถูกลดชั่วโมงการทำงาน หรือถูกลดเงินค่าจ้าง ของพ่อแม่ในออสเตรเลีย นอกจากสร้างความตึงเครียดในครอบครัวแล้ว ยังส่งผลเสียต่อเด็ก ๆ ในด้านต่าง ๆ เช่น เสี่ยงต่อการออกจากการศึกษาเล่าเรียนกลางคัน-เรียนซ้ำชั้น-ไม่ได้รับการศึกษาต่อ เพิ่มมากขึ้น


ที่มาภาพประกอบ: Eden, Janine and Jim (CC BY 2.0)

แม้ออสเตรเลียจะถูกยกให้เป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวจากภาวะการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อ COVID-19 แต่กระนั้นเศรษฐกิจภายในประเทศก็ได้ผลกระทบอย่างหนักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายสิบปี มีชาวออสเตรเลียที่กำลังเดือดร้อนทางการเงินอันเนื่องมาจากการตกงาน ถูกลดชั่วโมงการทำงาน หรือถูกลดเงินค่าจ้าง จำนวนมาก

โดยจากสถิติอัตราว่างงานในออสเตรเลียเมื่อเดือน พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาเป็นร้อยละ 7.1 ชาวออสเตรเลียสูญเสียตำแหน่งงานในเดือน พ.ค. 2563 ถึง 227,700 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2544 อัตราการมีส่วนร่วมทั้งในส่วนของการทำงานและการหางานทำ ลดต่ำลงมาเหลือร้อยละ 62.9 เป็นตัวเลขในระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2544 ส่วนจำนวนชั่วโมงการทำงานในเดือน พ.ค. 2563 นั้น ลดลงมาจากเดือน เม.ย. 2563 ร้อยละ 0.7 และลดต่ำลงมาถึงร้อยละ 10.2 ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย (ABS) ระบุว่าระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. 2563 มีชาวออสเตรเลียประมาณ 2.7 ล้านคนตกงาน หรือถูกลดชั่วโมงการทำงาน -- อัตราตัวเลขต่าง ๆ เกี่ยวกับการจ้างงานเหล่านี้ เป็นผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การปิดทำการของธุรกิจจำนวนมากในออสเตรเลีย

นอกจากนี้มีรายงานผลวิจัยล่าสุดพบว่าระดับความเครียดจากเรื่องการจ้างงาน (สาเหตุมาจากการตกงาน ถูกลดชั่วโมงการทำงาน หรือถูกลดเงินค่าจ้าง) ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในหมู่ครอบครัวต่าง ๆ นอกจากพ่อแม่วัยทำงานแล้ว ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเด็ก ๆ ซึ่งอาจจะกลายเป็นผลกระทบในระยะยาวเลยก็เป็นได้

ข้อมูลจากสถาบันวิเคราะห์นโยบายสาธารณะมิตเชลล์ (Mitchell Institute) แห่งมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ระบุว่าจากจำนวนเด็กนักเรียนชาวออสเตรเลียราว 615,000 คน ที่ประสบกับความเครียดในการจ้างงานของครอบครัวในปี 2559 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านคน ในปี 2563 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั่วประเทศถึงร้อยละ 130 แต่สำหรับในบางพื้นที่นั้นรุนแรงมากขึ้นโดยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 200 ถึง 300 เลยทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าความเครียดที่เพิ่มขึ้นในการจ้างงานของครอบครัวนี้ จะนำไปสู่จำนวนเด็กที่มีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อการเรียนซ้ำชั้น ไม่ได้รับการศึกษาต่อ หรือไม่เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น

จากรายงานพบว่าเกือบจะทุกครอบครัวได้รับผลกระทบ แต่ครอบครัวของผู้ที่มีรายได้ต่ำจะมีความยากลำบากมากกว่า

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวท่านหนึ่งที่อาศัยอยู่ทางใต้ของบริสเบน ระบุว่าชั่วโมงของเธอถูกตัดเหลือเพียง 2 วันต่อสัปดาห์ เธอมีความกังวลใจเกี่ยวกับเด็ก ๆ อยู่ตลอดเวลาทำให้เธอมีความเครียด

"ฉันเป็นห่วงว่าจะไม่สามารถซื้อชุดนักเรียน จ่ายค่าอาหารกลางวัน จ่ายค่าเดินทางไปและกลับจากโรงเรียน - ทุกอย่างต้องใช้เงิน - เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา" เธอระบุ

ส่วนลูกสาววัย 13 ปี ของเธอระบุว่า "ฉันพบว่ามันยากมากสำหรับคุณแม่ได้ทำงานน้อยลง มันน่าเศร้าเพราะถ้ามันทำให้แม่เจ็บปวดและมันก็จะทำร้ายเราทั้งคู่ด้วย แม่เป็นห่วงฉันมากและถ้าไม่มีแม่เราจะไม่มีอะไรเลย ฉันหวังว่าแม่จะได้งานกลับมาแล้วเราทั้งคู่ก็จะโอเค"


จำนวนครัวเรือนที่มีความเครียดจากการจ้างงานในออสเตรเลียปี 2559 และ 2563

คู่ภรรยา-สามีอีกคู่หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในชานเมืองเบลมอนต์ ทางตะวันออกของบริสเบน ทั้งคู่มีลูกชาย 2 คน ในวัย 6 และ 9 ปี โดยดัชนีความเครียดจากการจ้างงานในเมืองของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากร้อยละ 230 ตามการสร้างแบบจำลองล่าสุด

ผู้เป็นภรรยาระบุว่าเธอเป็นหนึ่งในบรรดาแม่ ๆ หลายคนในพื้นที่ของเธอที่ตกงานเนื่องจาก COVID-19 สำหรับเธอถือเป็นการว่างงานครั้งแรกในรอบ 25 ปี เธอบอกว่าแต่ก็ยังรู้สึกโชคดีที่สามีของเธอยังทำงานอยู่ แต่กระนั้นจากการที่เธอสูญเสียงานก็ทำให้รายได้ของครอบครัวลดลง

"เราต้องมีการใช้จ่ายที่รัดกุม" เธอกล่าว โดยการควบคุมรายจ่ายของครอบครัวนี้ย่อมกระทบถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเด็ก ๆ แม้ว่าลูก ๆ ของเธอจะเรียนโรงเรียนรัฐบาล แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะต่าง ๆ "เดิมทีลูกชายของฉันจะจัดฟันในปีหน้า แต่ถ้าหากฉันยังไม่ได้ทำงาน มันก็จะต้องเลื่อนออกไป" เธอกล่าว

เคท โนเบิล ผู้มีส่วนร่วมในรายงานฉบับนี้ กล่าวว่าผลกระทบต่อเด็กๆ นั้นมีนัยสำคัญ

“เห็นได้ชัดว่า เรากำลังประสบความตื่นตกใจอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดหลากหลายกับครอบครัวและประชาชนอย่างถ้วนหน้า ดังนั้น โดยเฉพาะเด็กๆ ที่โลกของพวกเขากลับตาลปัตร เด็กๆ จำนวนมากถูกตัดขาดจากโรงเรียนชั่วคราว กิจวัตรและความแน่นอนในชีวิตของพวกเขาถูกพลิกคว่ำลงอย่างชิ้นเชิง เมื่อเพิ่มความเครียดจากการจ้างงานของครอบครัวเข้าไปอีก ก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ” โนเบิล กล่าว

รายงานยังพบความสัมพันธ์กันในเชิงสาเหตุและผล ระหว่างการเรียนและพัฒนาการของเด็กๆ กับสถานะด้านการจ้างงานของพ่อแม่ นอกจากนี้ยังพบว่าเด็ก ๆ ในครอบครัวที่ประสบภาวะตกงาน มีแนวโน้มสูงกว่าคนอื่นร้อยละ 15 ที่จะเรียนซ้ำชั้น

โนเบิล ยังระบุว่าโรงเรียนจำเป็นต้องให้การสนับสนุนเด็กๆ เพิ่มขึ้นเพื่อลดผลกระทบแง่ลบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กๆ

"ความเป็นจริงคือ พวกเขาไม่ได้มีความสามารถอย่างแท้จริงที่จะรับมือการเพิ่มขึ้นอย่างมากของภาวะเปราะบางของนักเรียนในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนั้น สิ่งที่เราน่าจะได้เห็นเมื่อโรงเรียนกลับมาทำการเรียนการสอนเกือบเป็นปกติ นั่นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่นักเรียนจำนวนมาก และพวกเขาจะเริ่มมีความรู้สึกถึงความมั่นคงและปลอดภัยกลับมา และกลับมาใส่ใจกับการเรียนได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นจะไม่เกิดขึ้นกับนักเรียนทุกคน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องพยายามทำให้มั่นใจได้ว่า จะมีกลไก เงินทุน และการสนับสนุนไว้พร้อม เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถสนับสนุนบทบาทนั้นได้" โนเบิล ระบุ

วัยรุ่นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ


ที่มาภาพประกอบ: John Englart (CC BY-SA 2.0)

การศึกษาจากสถาบันวิเคราะห์นโยบายสาธารณะมิตเชลล์ (Mitchell Institute) แห่งมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่าวัยรุ่นมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะออกจากการศึกษาเล่าเรียนกลางคัน และไม่เรียนต่อในมหาวิทยาลัย หากพวกเขามีพ่อแม่ที่ตกงาน

นอกจากนี้เอ็มมา คิง จากสภาบริการทางสังคมแห่งรัฐวิกตอเรีย ระบุว่าว่าความท้าทายทางการเงินนั้นยังไม่จบลงง่าย ๆ

"ครอบครัวอาจเคยคิดว่าพวกเขามีความสามารถในการหารายได้ให้พอกับรายจ่าย แต่ตอนนี้ กลับพบว่าต้องเลือกว่าจะหาอาหารมาวางบนโต๊ะได้ไหม หรือจะเปิดไฟได้หรือเปล่า เด็ก ๆ อาจจะสามารถไปโรงเรียนได้ แต่พวกเขาจะสามารถมีส่วนร่วมในการเรียนได้อย่างเต็มที่หรือไม่ เด็ก ๆ จะสามารถจ่ายค่าไปเข้าค่ายพักแรมกับโรงเรียนได้ไหม เด็ก ๆ จะไปโรงเรียนโดยมีอาหารอิ่มท้องหรือเปล่า สิ่งเหล่านั้นเป็นประเด็นที่สำคัญมาก" คิง ระบุ

เธอบอกอีกว่าจำเป็นต้องมีกลยุทธ์หลังจากสิ้นเดือน ก.ย. 2563 นี้ไปแล้ว เมื่อโครงการช่วยอุดหนุนเงินค่าจ้างของรัฐบาลจะสิ้นสุดลง

“เรารู้ว่ามีการสนับสนุนให้ขณะนี้เกี่ยวกับเงินจ๊อบคีพเปอร์และเงินจ๊อบซีกเกอร์ แต่ความช่วยเหลือนี้มีกำหนดจะสิ้นสุดลงราวเดือน ก.ย. และฉันไม่รู้ว่าผู้คนจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อถึงจุดนั้น” คิง ผู้แทนจากสภาบริการทางสังคมแห่งรัฐวิกตอเรีย ระบุ

ที่มาเรียบเรียงจาก
Coronavirus employment stress soars and set to impact future of nation's school leavers (Anna Hartley, ABC News, 7 June 2020)
เด็กๆ อาจได้รับผลเสียระยะยาวจากพ่อแม่ตกงานเพราะโควิด (เอสบีเอส ไทย, 12 มิ.ย. 2563)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์