กก.หลักประกันสุขภาพฯ ชี้ CPTPP ทำให้ไทยสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้อง ประกาศ CL ยายากยิ่งขึ้น

กก.หลักประกันสุขภาพ ชี้ การเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP จะทำให้ไทยประกาศใช้การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา (CL) ได้ยากขึ้นเพราะเปิดช่องให้เจ้าของสิทธิโต้แย้งฟ้องร้องได้ ส่งผลกระทบทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้น้อยลง ขณะที่ FTA Watch เผย กมธ.ศึกษา CPTTP ขอขยายเวลา 60 วัน

30 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าวถึงผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน หากรัฐบาลไทยตัดสินใจเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก  (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership : CPTPP) ว่า ในอนาคตหากประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ยาตัวใดตัวหนึ่ง เงื่อนไขใน CPTPP จะส่งผลให้การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา (Compulsory Licensing: CL) ทำได้ยากขึ้นจนกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน เพราะมีช่องให้ประเทศสมาชิก CPTPP และ นักลงทุนข้ามชาติฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและล้มการทำ CL ได้

นิมิตร์ กล่าวว่า ในงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้นได้รวมค่ายาอยู่ด้วยทั้งในส่วนของผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และยังมีค่ายาที่เป็นยาสำหรับโรคเฉพาะอีกปีละประมาณ 1 หมื่นล้าน ในจำนวนนี้มียาต้นแบบหรือยาที่ติดสิทธิบัตรอยู่ ซึ่งหากเป็นยาที่มีความจำเป็นก็จะถูกบรรจุเข้าไปในบัญชียาหลักแห่งชาติด้วยและต้องจัดซื้อในราคาของยาต้นตำหรับ  

ขณะเดียวกัน ด้วยกลไกเดิม การจะขยับทำ CL ยาก็ยากอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามี CPTPP เข้ามาอีกก็มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกฟ้อง ทำให้ความที่ยากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก เนื่องจากสิ่งที่ CPTPP เพิ่มขึ้นมาคือเปิดช่องให้เจ้าของสิทธิที่เห็นต่างยื่นฟ้องระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนผ่านอนุญาโตตุลาการโดยแย้งว่า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก  (in rare circumstances) ตรงนี้จะทำให้การทำ CL ยายากขึ้นไปอีก  

"บางคนบอกว่ายังทำ CL ได้เหมือนเดิม เราก็เข้าใจว่ายังทำได้เหมือนเดิม แต่มันมีเงื่อนไขเหล่านี้อยู่ แล้วในอนาคตถ้าเราจำเป็นต้องใช้ยาที่ติดสิทธิบัตร โอกาสที่รัฐจะทำ CL ได้ก็คือเป็นศูนย์ เพราะมันจะทำให้รัฐไทยหรือหน่วยงานที่มีสิทธิประกาศ CL ไม่กล้าทำ ไม่พร้อมจะทำเพราะถ้าถูกทักท้วงจากเจ้าของสิทธิหรือประเทศสมาชิกใน CPTPP เมื่อไหร่ เราถูกฟ้องทันที แต่ถ้าไทยไม่เข้าร่วม CPTPP ตามกฎหมายและความตกลงที่ไทยผูกพันอยู่เดิม เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอประเทศไทยสามารถทำ CL ได้เลย" นิมิตร์ กล่าว  

นิมิตร์ กล่าวสรุปว่า จากข้อมูลของ สปสช.พบว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันไทยสามารถประหยัดค่ายาจากการทำ CL ยาได้ 71,265 ล้านบาท แต่ด้วยเงื่อนไขของ CPTPP แบบนี้ทำให้เครื่องมือที่ช่วยให้ไทยสามารถเข้าถึงยาราคาถูกมีความยากยิ่งขึ้น ทำให้การเข้าถึงยาเป็นปัญหาและสะท้อนไปโดยตรงกับงบประมาณค่ายา แต่ละปีงบประมาณค่ายาเฉพาะเหล่านี้จะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หากไม่สามารถเข้าถึงยาราคาถูกได้ก็จะทำให้จัดซื้อยาแก่ผู้ป่วยได้ในจำนวนที่น้อยลง

รายงานข่าวยังแจ้งด้วยว่า  สปสช.รายงานมูลค่าประหยัดจากการทำ CL ยา ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันปี 2563 พบว่า หากไม่มีการทำ CL ยา ไทยจะต้องใช้งบประมาณในการจัดซื้อยาในราคาที่สูงมาก เช่นในปี 2563 หากไม่ทำ CL ยา ต้องใช้งบประมาณซื้อยากลุ่มนี้เป็นเงิน 5,992.20 ล้านบาท แต่เนื่องจากไทยทำ CL ยา จึงใช้งบประมาณได้ถูกลง เหลือเพียง 578.90 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้ในปี 2563 สปสช.สามารถประหยัดงบประมาณไปได้ 6,571.10 ล้านบาท

FTA Watch เผย กมธ.ศึกษา CPTTP ขอขยายเวลา 60 วัน

ขณะที่วันเดียวกัน (30 มิ.ย.63) เพจ FTA Watch ของกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน โพสต์แจ้งว่า วันนี้ (30 มิ.ย.63) คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติจะขออนุมัติต่อสภาเพื่อขยายเวลาศึกษาผลกระทบฯ ต่อไปอีก 60 วัน นับจากวันที่ 10 ก.ค.63

FTA Watch ระบุต่อว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการทั้ง 3 คณะได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคส่วนต่างๆเข้าชี้แจงมุมมองและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก CPTPP อย่างละเอียด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศไทยในการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าร่วม CPTPP

แนวคิดการตั้งคณะกรรมาธิการนี้ เกิดขึ้นจากการประชุมนอกรอบที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พ.ค.63 ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า เวลานี้เรายังอยู่ในขั้นตอนว่าจะไปเจรจาหรือไม่  สิ่งสำคัญคือต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม จะได้เข้าใจข้อมูลทุกด้านและหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศที่สุด โดยจะมีการประสานไปยังฝ่ายนิติบัญญัติให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย เปิดกว้างให้ผู้แทนประชาชนได้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ ต่อมา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เน้นย้ำในคณะรัฐมนตรีว่า “รัฐบาลยืนยันว่าจะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งและประชาชนเป็นสำคัญ”

เมื่อคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นศึกษายังไม่แล้วเสร็จ มีหลายประเด็นที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีและอาจจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน และยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรอการศึกษาอย่างรอบคอบและรอบด้าน จากกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยไม่ควรเร่งเพื่อขอเข้าร่วมการเจรจา

FTA Watch ขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รักษาคำพูดที่ว่า จะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งและประชาชนเป็นสำคัญ ด้วยการรอฟังผลการพิจารณาของทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผลกระทบ CPTPP ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะตัดสินใจไปเข้าร่วมขอเจรจาเป็นภาคี

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์