คนบ่อแก้ว ชัยภูมิ ขอบคุณกระทรวงทรัพย์ฯ คืนที่ทำกินเขตสวนป่าคอนสาร

 

ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว เข้าพบ กัญจนา ศิลปอาชา เพื่อยื่นหนังสือและขอขอบคุณ ที่ผลักดันให้ปัญหากรณีสวนป่าคอนสารมีความคืบหน้า ด้าน กัญจนา แจงว่า จะเร่งมอบพื้นที่ให้ชาวบ้านได้โดยเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นของขวัญมอบให้ในวันครบรอบ 11 ปี บ่อแก้ว

 

 

ปางทอง บานตา ตัวแทนชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ บอกว่า ช่วงเช้าวันนี้ ( 14 ก.ค.63) ได้เดินทางไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยื่นหนังสือขอบคุณต่อปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ ตามที่เมื่อวันที่ 22 ก.ย.62 จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นทีประชุมร่วมกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน ที่วัดบ้านทุ่งพระ โดยในส่วนการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทให้ใช้แนวทางนโยบายการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐบาล และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านผู้เดือดร้อน ร่วมกันสำรวจพื้นที่เพื่อให้ได้ตามจำนวนเป้าหมายที่ชาวบ้านเสนอ จำนวนประมาณ 812 ไร่ จนได้นำมาสู่การสำรวจพื้นที่ร่วมกัน และมติคณะกรรมการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เห็นชอบในการคืนพื้นที่จำนวน 366 ไร่ 78 ตารางวา เมื่อวันที่ 28 พ.ย.62 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563

ปางทอง บอกอีกว่า อย่างไรก็ตาม นับแต่เดือน ก.ย.62 กลับมีการรวมกลุ่มราษฎรจำนวนหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นผู้เดือดร้อนเช่นกัน โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นกลไกในการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานราชการทั้งในระดับจังหวัด และฝ่ายนโยบาย พร้อมกับการให้ร้ายโจมตีกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อน และให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในหลายด้าน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัดได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติแล้วว่ากระบวนการแก้ไขปัญหากรณีสวนป่าคอนสาร ให้ดำเนินการในส่วนกลุ่มผู้เดือดร้อนของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เท่านั้น หากกลุ่มดังกล่าวประสงค์จะเรียกร้องก็ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกลไกของทางราชการต่อไป เพราะทั้งนี้ ในส่วนราษฎรผู้เดือดร้อนจำนวน 124 ราย ได้มีการสำรวจสถานภาพเกษตรกรตามแบบฟอร์มของคณะทำงานจัดที่ดินระดับจังหวัดแล้ว ทางพี่น้องบ่อแก้วจึงได้ดินทางเข้ายื่นหนังสือชี้แจงเรื่องการส่งคืนพื้นที่สวนป่าคอนสาร เพิ่มเติม

นอกจากนี้ ตัวแทนชาวบ้านได้เชิญปลัดฯ ร่วมงานครบรอบ 11 ปี บ่อแก้ว ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 ก.ค.นี้ โดยปลัดฯ กล่าวว่าติดธุระ แต่จะส่งตัวแทนไปเข้าร่วมงาน จากนั้นประมาณ 12.30 น. เดินทางไปยังที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือพร้อมทั้งมอบของขวัญให้เป็นที่ระลึก ต่อกัญจนา ศิลปะอาชา และขอขอบคุณรวมทั้งทีมงาน ที่ช่วยให้การแก้ไขปัญหาได้มีความคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ภายหลังจากเมื่อวันที่ 26 ส.ค.62 กัญจนา ศิลปอาชา ที่ปรึกษาคณะทำงานยุทธศาสตร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (วราวุช ศิลปอาชา) ได้ลงพื้นที่ประชุมหารือกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ชุมชนบ่อแก้ว โดยผลการหารือ ให้มีการชะลอการบังคับคดีออกไปก่อน จนกว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาจะมีข้อยุติ

“ทั้งนี้ คุณกัญจนา ได้พูดคุยกับตัวแทนชาวบ้าน บอกว่า พร้อมที่จะเป็นตัวแทนพี่น้องชุมชนบ่อแก้ว ในการช่วยแก้ไขปัญหาให้มีความคืบหน้า และจะผลักดันส่งมอบพื้นที่ทำกิน ให้ชาวบ้านเข้าทำกินก่อน จนกว่ากรณีปัญหาจะถูกแก้ไขให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นของขวัญให้กับพี่น้องชุมชนบ่อแก้ว ที่จะครบรอบ 11 ปีที่จะถึงนี้ และในส่วนที่ชาวบ้านผู้เดือดร้อนต้องการขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ไปพลางก่อน จำนวนเนื้อที่ประมาณ 149 ไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามที่ได้มีการหารือร่วมกับ ฯพณฯ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.63 และท่านปลัดกระทรวงได้มอบหมายให้นายปรมินทร์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ลงสำรวจพื้นที่ 149 ไร่ โดยท่านกัญจนา จะเร่งเสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ นำเข้า ครม. จากนั้นได้เดินทางไปนังทำเนียบรัฐบาล เพื่อนื่นหนังสือให้กับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี” ตัวแทนชาวบ้านบ่อแก้ว กล่าว

 

อนึ่งข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านบ่อแก้วกับกองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เกิดจาก อ.อ.ป. ปลูกสร้างสวนป่าคอนสารทับซ้อนที่ดินทำกิน พร้อมทั้งแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 62 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ กว่า 60 คน เข้าปิดหมายบังคับคดีให้ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 27 ส.ค.62

ขบวนการอีสานใหม่ (New Isan Movement) โพสต์อธิบายถึงกรณีข้อพิพาทระหว่างชาวชุมชนบ่อแก้วกับ อ.อ.ป. ว่า ย้อนไปเมื่อปี 2516 รัฐบาลประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ต่อมาปี 2521 เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับ อ.อ.ป. ตั้งแต่มีการปลูกป่าคอนสารทับที่ดินทำกินของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว และยืดเยื้อมานานจนปัจจุบัน หากย้อนกลับไปถึงเหตุปัญหา จะพบว่าชาวบ้านผู้เดือดร้อนกว่า 277 ราย ได้ถือครองทำประโยชน์และพบหลักฐานการครอบครองในที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2496

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2552 และได้จัดตั้งชื่อหมู่บ้านบ่อแก้ว เพื่อรอคำตอบจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตามที่ชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล และมีมติที่ประชุมในการแก้ไขปัญหาให้ลงมาร่วมกันรับผิดชอบ นอกจากนี้ ชาวบ้านร่วมกันพลิกพื้นผืนดินให้สมบูรณ์ด้วยการคิดค้นแนวทางจัดการที่ดินไปสู่วิถีชีวิตเกษตรกรรมอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่าพืชเศรษฐกิจเช่นไม้ยูคาฯ ที่รัฐนำเข้ามาปลูกนั้น ไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน 

ขบวนการอีสานใหม่ ระบุต่อว่า หากเปรียบเทียบกับสวนป่ายูคาฯ ของ อ.อ.ป. นอกจากเป็นการไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่แล้ว ไม้ยูคาฯ ยังได้ลำลายสภาพแวดล้อม ส่งผลความเสียหายต่อผืนดินอันอุดมสมบูรณ์เกิดการเสื่อมโทรม ซึ่งจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมากกับการผลิตของชาวบ้านที่ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการผลิตของชาวบ้านยังสามารถพึ่งตนเองในระดับครอบครัว โดยไม่ต้องพึ่งแหล่งอาหารจากภายนอก มีบางรายที่สามารถขายเป็นรายได้ในครัวเรือน จำพวกกล้วย ตะไคร้ งา ถั่วแดง ข้าวโพด และพืชผักบางชนิด เป็นต้น

ชาวบ้านมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐในที่ดินทำกิน ให้ร่วมจัดการแก้ไขปัญหาด้วยความถูกต้อง คือ ให้ยกเลิกสวนป่าคอนสาร ให้จัดสรรที่ดินให้ผู้เดือดร้อนในรูปแบบโฉนดชุมชน และในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านสามารถทำประโยชน์ในพื้นที่ เพื่อเตรียมการพัฒนาพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน จำนวนเนื้อที่ 1,500 ไร่ ชาวบ้านจึงได้เข้าปักหลักยึดที่ดินทำกินเดิมกลับคืนมา

แต่การดำเนินงานแก้ไขปัญหาของหน่วยงานรัฐล่าช้า และไม่มีความต่อเนื่อง ส่งผลให้การกลับเข้ามายังที่ดินทำกินเดิม จนนำไปสู่การที่ อ.อ.ป.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีชาวบ้าน ในข้อหาบุกรุก จำนวน 31 คน 

เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ชาวบ้านได้แสดงหลักฐาน กระทั่งไปขุดเอากระดูกบรรพบุรุษของพ่อ ของแม่ รวมทั้งเอาเอกสารทุกอย่างมายืนยัน แต่ทั้งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ รวมทั้งศาลฏีกา พิพากษาว่าชาวบ้านมีความผิดในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่า

"สังคมจะเลือกอะไรระหว่างการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างสวนป่ายูคาลิปตัส กับการจัดการที่ดินโดยชุมชนในรูปแบบ "หมู่บ้านเกษตรกรรมอินทรีย์" ขบวนการอีสานใหม่ โพสต์ทิ้งท้าย

 

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์