สช. ดัน ภาครัฐและประชาชนร่วมใจพัฒนาสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล

หน่วยงานรัฐหลายฝ่าย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมทั้งการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มุ่งหวังให้คนไทยปลอดภัยจากการใช้ยา และสามารถพึ่งตนเองดูแลความเจ็บป่วยเบื้องต้นของตนเองได้อย่างเหมาะสม

 

 

 

15 ก.ค. 2563 วันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบต่อแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานตามแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล พ.ศ.2563 – 2565 ซึ่งครอบคลุมการพัฒนา ตั้งแต่ระบบการกำกับดูแลด้านยา (ต้นน้ำ) ผู้ประกอบวิชาชีพและสถานบริการสุขภาพ (กลางน้ำ) และ ประชาชน ครอบครัวและชุมชน (ปลายน้ำ) ทั้งการใช้ยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์ วัคซีน ยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ใช้เพื่อการรักษา ยาสมุนไพร/ยาแผนโบราณ และยาสำหรับสัตว์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มุ่งหมายใช้เป็นยา

นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและประธานอนุกรรมการฯ กล่าวว่า การใช้ยาไม่สมเหตุผลที่เกิดขึ้นทั้งในสถานพยาบาล ร้านขายยา และชุมชน เป็นปัญหาของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่กล่าวไว้ว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของการจ่ายยาและการขายยาในประเทศกำลังพัฒนาเป็นไปอย่างไม่สมเหตุผล และเนื่องจากการใช้ยาไม่สมเหตุผลส่งผลเสียต่อสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชน รวมถึงการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศ ทั้งนี้ใน พ.ศ.2561 ค่าใช้จ่ายด้านยา คิดเป็นร้อยละ 44 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านยาเพียงร้อยละ 10-20 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบการพัฒนาสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล ตั้งแต่ธันวาคม ๒๕๖๑ และมอบหมายคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ดำเนินการให้เป็นไปตามมติ 

ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล หรือเรียกว่า “Rational Drug Use country” (RDU country) มีเป้าหมายให้การใช้ยาอย่างสมเหตุผลเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทย เป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทย และเป็นมาตรฐานด้านคุณภาพบริการสุขภาพ เพื่อคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีจากการมีสุขภาพดี และประเทศมีระบบสุขภาพที่มั่นคงและยั่งยืน 

 

 

อนึ่ง ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล มีกระบวนการพัฒนานโยบายอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 พ.ศ.2562 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่ายร่วมผลักดัน และมีมติสนับสนุนการดำเนินงานสู่ RDU country 

ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) พัฒนาระบบกลไกกำกับดูแลด้านยา เพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 2) พัฒนาระบบบริการสุขภาพทั้งรัฐและเอกชนทุกระดับ รวมทั้งบริการสุขภาพของประชากรเฉพาะกลุ่ม (เช่น พระสงฆ์ ลูกจ้างในโรงงาน ผู้ถูกคุมขังในทัณฑสถาน) ให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 3) พัฒนาการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของวิชาชีพด้านสุขภาพ 4) ออกแบบและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ทั้งในเขตเมืองหลวง เขตเมือง และเขตชนบท รวมพื้นที่ชายแดน 5) บูรณาการการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทั้งระบบการศึกษา และกลไกการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทั้งระดับองค์กรและชุมชน และ 6) พัฒนากลไกบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว สอดคล้องตามเป้าหมายของแผนแม่บทการเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ในยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับประชาชน ภาครัฐจะบูรณาการแนวคิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในระบบการศึกษา และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มอบหมายให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับเครือข่ายผู้ป่วย องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชน จัดทำข้อเสนอบทบาทของภาคประชาชน และข้อเสนอบทบาทภาครัฐในการสนับสนุน เครือข่ายดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะเชื่อมโยงประสานกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

 

นอกจากนี้ นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) กล่าวว่า นอกเหนือจากการจ่ายยาและการขายยาอย่างไม่สมเหตุผลแล้ว องค์การอนามัยโลกยังระบุว่ามากกว่า ครึ่งของผู้ใช้ยายังไม่สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

การซื้อยาใช้ด้วยตนเองของประชาชนโดยขาดความรู้ ความเข้าใจ นำความเจ็บป่วย ความทุพพลภาพ และการเสียชีวิต มาสู่ประชาชนจำนวนมากในแต่ละปี เช่น กรณียาชุดแก้ปวด ที่ทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร ไตวาย ความดันเลือดสูงขึ้น หัวใจวาย หัวใจล้มเหลว และเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดสมองอุดตัน ยาชุดแก้อักเสบ (ฆ่าเชื้อ) ทำให้ซ้ำเติมปัญหาเชื้อดื้อยาที่เป็นวิกฤติอยู่แล้วในปัจจุบันให้ยิ่งเลวลง  ยาแก้ปวดไมเกรนทั้งกลุ่มเอ็นเสดที่ก่อปัญหาเดียวกันกับยาชุดแก้ปวด และกลุ่มเออร์กอตที่อาจทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงที่ปลายมือ ปลายเท้า จนต้องตัดนิ้ว มือ หรือเท้า และบางคนก็เสียชีวิตลง การซื้อยาอันตรายจึงต้องซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติงานเท่านั้นเพื่อให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา

คนไทยทุกคนสามารถมาร่วมสร้างบรรทัดฐานใหม่ (new normal) เพื่อ “อาร์ดียู” ได้โดยยึดหลักว่าความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ซึ่งมีสมุทัยคือสาเหตุของการเกิดโรค การแก้ไขต้องเริ่มจากเหตุเพื่อนำไปสู่ความสุขทั้งกายและใจ เริ่มจากการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมเพื่อไม่นำโรคเอ็นซีดี เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันเกาะตับ โรคเกาต์ โรคไต ตลอดจนโรคจากการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด มาสู่ตน รวมไปถึงการนำบุตรหลานและบุคคลในครอบครัวไปรับวัคซีนต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด การกระทำเช่นนี้จะลดโอกาสป่วย ลดความจำเป็นในการใช้ยาลงได้อย่างมหาศาล แต่เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องทำความรู้จักกับยาที่ได้รับและตั้งใจที่จะใช้ยานั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำสั่งของแพทย์ ไม่หยุดยาเอง ไม่เลือกกินหรือไม่กินยาบางชนิด เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ใช้หรือไม่ประสงค์จะใช้ยาต่อต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เมื่อไปพบแพทย์ไม่ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคใดแม้แต่โรคหวัด ไอ เจ็บคอ ก็ควรนำยาที่ใช้อยู่ไปด้วยเสมอเพื่อให้ผู้รักษาทราบปัญหาเดิมที่เป็นอยู่ ช่วยให้เลือกยาได้เหมาะสมมากที่สุดและป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อน การไปรับยาตามนัดก็ควรนำยาเดิมไปด้วย เพราะหากยาใดเหลือมากผู้รักษาจะได้สอบถามถึงเหตุผลและหาทางแก้ไขปัญหาให้ เช่น ฉลากยากำหนดให้ใช้วันละ 3 ครั้งแต่ผู้ป่วยอาจใช้เพียงวันละ 1 ครั้งเพราะไม่ได้อ่านฉลากยาหรือใช้ผิดด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หากยาใดไม่ต้องใช้ต่อแล้วหรือมีการปรับขนาดยาผู้รักษาสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ง่ายขึ้นด้วยยาเดิมที่นำไปยังโรงพยาบาล ผู้ป่วยบางรายมียาบางชนิดเหลือมากกว่า 1 พันเม็ดในกรณีนี้หลังทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้ยาแล้ว แพทย์ก็ไม่ต้องสั่งยาเดิมเพิ่มเติมไปอีก รอไว้สั่งในครั้งต่อ ๆ ไปที่ยาใกล้หมด ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ายาเหลือที่สะสมไว้โดยไม่ได้ใช้ของประชาชนรวมทั้งประเทศมีจำนวนและมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองค่ายาไปโดยเปล่าประโยชน์

 

ตัวชี้วัดที่บ่งถึงความสำเร็จของ RDU Country คือความรอบรู้ของประชาชนด้านยาและสุขภาพเพียงพอที่จะเกิดพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยวิธีการที่ไม่ต้องใช้ยา เมื่อใช้ยาก็ใช้อย่างถูกต้อง ทั้งด้านขนาดยา วิธีใช้ยา ความถี่ และระยะเวลาการใช้ ไม่หยุดยาเองเพราะเพื่อนบ้านแนะนำ ไม่มียาเหลือสะสมไว้เป็นจำนวนมาก รู้จักอันตรายของยาที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงผลข้างเคียงบางประการของยาได้ ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง สามารถป้องกันตนเองจากการขายหรือจ่ายยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นจากร้านขายยาและสถานพยาบาลได้ การขายยาอันตรายที่ร้านชำในหมู่บ้าน และรถเร่ และการโฆษณาขายยาและอาหารเสริมอย่างผิดกฎหมายจากช่องทางต่าง ๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ต่าง ๆ ยุติลง และ “ยาชุด” หมดไปจากประเทศไทย

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์