UNOHCHR เรียกร้องไทยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการทรมาน-บังคับบุคคลสูญหาย ตามมาตรฐานสากล

สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) เรียกร้องให้ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการทรมานและการบังคับบุคคลสูญหายที่มีหลักการตามมาตรฐานสากลอย่างครบถ้วนโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2563 สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNOHCHR) ระบุว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ร่างกฎหมายเอาผิดการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ต้องมีหลักการตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและอำนวยความยุติธรรมแก่อาชญากรรมร้ายแรงนี้ภายหลังการพิจารณามากว่าทศวรรษ

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินี้นับเป็นก้าวสำคัญ แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวยังขาดหลักการสากลที่เป็นสาระสำคัญ ทั้งหลักการทรมานเป็นการกระทำต้องห้าม และหลักการไม่ผลักดันกลับไปเสี่ยงภัย (non-refoulement) ซึ่งต่างเป็นสิทธิที่ไม่อาจลดทอนได้ (non-derogable rights) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้ง คำนิยามของการกระทำผิดในร่างกฎหมายนี้ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

“กฎหมายภายในประเทศจะสามารถช่วยให้เหยื่อและครอบครัวได้รับสิทธิเรียกร้องตามกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายนั้นเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment  หรือ CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance หรือ ICPPED)” ซินเธีย เวลิโก้ ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงเทพมหานคร กล่าว

ประเทศไทยได้ดำเนินการที่สำคัญเพื่อป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ด้วยการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ เมื่อปี 2550 และลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับเมื่อปี 2555 ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นส่วนสำคัญที่รอคอยมานาน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่จะสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯได้ และเป็นบริบทที่จำเป็นต่อการให้สัตยาบัน และบังคับใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ

“เวลาและทรัพยากรจำนวนมากได้ทุ่มเทไปกับการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้แล้วเสร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้ง ภาคประชาสังคมและกลไกด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของร่างกฎหมายฉบับก่อนหน้าและฉบับปัจจุบันเสมอมา การที่ประเทศไทยพร้อมที่จะบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีเนื้อหาตามหลักการในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วนนั้น จะแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการขจัดการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายให้หมดสิ้น รวมถึงความมุ่งมั่นในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่เหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้” เวลิโก้ กล่าว

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์