ใบตองแห้ง: ทำไมม็อบจุดติด

เยาวชนปลดแอก” มีคนไปร่วมเกินคาด มากกว่า 2-3,000 เพราะมีทั้งคนกลับและไปเพิ่ม สันนิษฐานว่า ทีแรกหลายคนยังลังเล จนเห็นบรรยากาศคึกคัก จึงรีบบึ่งไปตอนค่ำ

สารภาพว่าไม่คิดเหมือนกัน คิดว่าจะมีแค่ 2-300 คน แม้ก่อนโควิด แฟลชม็อบตามมหาวิทยาลัยมีหลายพัน แต่นักศึกษายังไม่เปิดเทอม และนี่เป็นม็อบนอก ม. ท้าทายอำนาจฉุกเฉิน

เอาเข้าจริงไม่มีใครกลัว กลัวอะไร ตำรวจประกาศอย่าชุมนุม เดี๋ยวจะติดโควิด ยิ่งทำให้ประชาชนโห่ โควิดเป็นศูนย์ 53 วัน เพิ่งพบผู้ติดเชื้อเพราะ ศบค.การ์ดตกเสียเอง จะมาอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้คนยิ่งโกรธไปทำไม

แน่ละ ตำรวจคงไปตั้งข้อหา ออกหมายเรียกแกนนำ แต่จะยิ่งทำให้รัฐบาลถูกประณาม ตำรวจถูกด่า นักศึกษาไม่กลัว แกนนำพร้อมเสี่ยง อีก 2 สัปดาห์นัดกันใหม่ อาจมีคนมามากขึ้น เพราะเมื่อมี 2-3,000 คนเป็นฐาน ก็จะกระตุ้นความกล้าของคนที่ไม่พอใจระบอบประยุทธ์อีกเป็นหมื่นเป็นแสน

อันที่จริง คนไม่พอใจมีเป็นล้านๆ ด้วยซ้ำ อย่างน้อยคนเลือกฝ่ายค้านมี 14.5 ล้านแม้ไม่ใช่จะออกมาทั้งหมด เพียงแต่คนส่วนใหญ่อาจกลัวตัวเองเดือดร้อน อาจมองว่าชุมนุมก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ระบอบประยุทธ์มีอำนาจมากเกิน เบ็ดเสร็จเป็นเอกภาพ ทหาร ตำรวจ ศาล องค์กรอิสระ มีความฝังใจว่า ถ้าไม่ใช่ม็อบมีเส้นเหมือน กปปส. ก็มีแต่จะถูกปราบถูกฆ่าเหมือนปี 53

หนึ่งปีประยุทธ์ 2 หลังสืบทอดอำนาจสำเร็จ ทุกอย่างแย่ลง ทั้งเศรษฐกิจปากท้อง ประสิทธิภาพของรัฐ พฤติกรรมเลวร้ายของนักการเมือง กระทั่งกองหนุนยังเสื่อมศรัทธา เศรษฐกิจแย่มาก่อนโควิด มองข้างหน้าก็เห็นแต่วิบัติ ปรับ ครม.ไม่น่าจะมีเทวดาหน้าไหนมากอบกู้ได้ภายใต้โครงสร้างเดิม

แต่ทั้งที่แย่ลง แทบทุกคนก็มองว่าไม่มีทางสู้ระบอบอำนาจที่ครอบงำอยู่ใหญ่โตเหลือเกิน ใครเป็นศัตรูถูกกำจัด พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แกนนำถูกตั้งข้อหาเป็นหางว่าวไม่มีความเป็นไปได้ที่จะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เลิก 250 ส.ว. รื้อองค์กรอิสระ ลดอำนาจกองทัพ ฯลฯ

มันจึงดูเหมือนไม่มีทางเปลี่ยนได้ มีแต่ต้องยอมรับ แล้วต่อรองภายใต้เงื่อนไขจำกัดเช่น ตั้งความหวังว่าระบอบประยุทธ์จะยอมฟังข้อเรียกร้องบ้าง ประนีประนอมกับสังคมบ้าง

แต่คนที่ไม่สามารถประนีประนอม คือคนรุ่นใหม่ ซึ่งจุดยืนทางความคิด ความรักอิสระ เสรีภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิต เป็นปรปักษ์สิ้นเชิงกับอำนาจอนุรักษ์นิยมที่ครอบงำประเทศอยู่

พูดคร่าวๆ ได้ว่า คน Gen-Z ในวันนี้ ตั้งแต่เด็กมัธยมไปจนมหาวิทยาลัย เด็กจบใหม่ ซึ่งสื่อสารกันในโลกของเขา เป็นปฏิปักษ์กับอำนาจ ชัดเจนว่าต้องการความเปลี่ยนแปลง และไม่กลัวที่จะแสดงออก

โดยยังอาจรวมคน Gen-Y อีกครึ่งหนึ่ง ตั้งแต่อายุ 30 ลงไป ก็คิดเหมือนกัน คิดตรงข้ามกับรุ่นพ่อรุ่นแม่ ครู ผู้ปกครอง ราชการ ทหาร ตำรวจ ซึ่งก็ไม่ใช่ทั้งหมดอีกละ เพราะคนอายุ 30 ขึ้นไปก็คิดต่าง 2 ข้าง

เพียงแต่ขณะที่คนอายุมากกว่า ยังพะวักพะวง กลัวตัวเองเดือดร้อน มีภาระ หรือคิดว่าไม่สามารถเปลี่ยนได้หรอก คน Gen-Z Gen-Y ไม่กลัวอะไร คนมีอายุอาจมองว่าพวกเขาประสบการณ์น้อย ไม่ตระหนักว่าหนทางข้างหน้าคดเคี้ยวยาวไกล แต่สำหรับพวกเขา ง่ายๆ ตรงๆ เหมือนม็อบฮ่องกง ถ้าไม่สู้วันนี้ก็ไม่มีที่ยืน ทั้งเสรีภาพและอนาคต เรียนจบไปก็มืดมน

ความกล้าของคนรุ่นใหม่จึงเป็นตัวจุดประกาย ยิ่งมองไปข้างหน้า การเมือง เศรษฐกิจ ยิ่งแย่ลง รัฐล้าหลังรับมือไม่ได้ ปัดความรับผิด โทษประชาชน ทำให้คนโกรธมากขึ้น เหมือนกรณีทหารอียิปต์ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจุดติด

 

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ https://www.kaohoon.com/content/376896

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์