เปิดโลกพิศวง: สำรวจเรื่องแปลกๆ ของทหารเกณฑ์ เมื่อพวกเขาเล่าเรื่องผี

มองสังคมทหารเกณฑ์ผ่าน 3 เรื่องผี ในรายการ The Ghost Radio พบเรื่องน่ากลัวกว่า ‘ผี’ คือ โครงสร้างอำนาจ การมองคนไม่เท่ากัน การตอกย้ำความเชื่อมั่นในกองทัพ รวมทั้งการทำให้เรื่องที่ไม่ควรปกติ กลายเป็นเรื่องปกติ (Spoil)

เรื่องราวลี้ลับ ภูต ผี ปีศาล เรื่องสยองขวัญ ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเนินนาน ทั้งด้านพิธีกรรม ประเพณี ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของผู้คน มากไปกว่านั้นเรื่องราวลักษณะนี้ยังถูกนำมาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อการสันทนาการ ไม่ว่าจะในรูปแบบของวรรณกรรม นิยาย ภาพยนตร์ ละคร เพลง รายการ และเรื่องเล่า ดังที่ปรากฎอยู่ทั่วไป เรื่องราวต่างๆ ถูกส่งผ่านมาถึงผู้รับสารได้หลากหลายวิธี แต่การสื่อสารสมบูรณ์ เพื่อที่จะให้ผู้รับสารเข้าใจถึงเรื่องราว เห็นภาพ รับรู้ความรู้สึกของตัวละคร และรับรู้ถึงความน่ากลัวของแก่นของเรื่อง จำเป็นต้องเล่าให้เห็นถึงบริบทแวดล้อมของเรื่องนั้นๆ ด้วย ซึ่งคือการทำให้ผู้ฟังเข้าถึงชุดประสบการณ์ร่วมของเรื่อง และค่อยๆ เดินตามเรื่องไป นั้นหมายความว่า เรื่องผีที่ถูกเล่าขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผีอย่างเดียว ได้มันได้รวมเอาเรื่องราวของคนใส่ไว้ในนั้นด้วย

แม้ปัจจุบันจะมีการส่งผ่านเรื่องราวหลากหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่คือ การเล่าเรื่องในรายการวิทยุ ที่ผู้ฟังทางบ้านสามารถโทรเข้ามาพูดคุยส่งผ่านเรื่องราวสยองขวัญกับพิธีกรรายการ และผู้ฟังคนอื่นๆ ไปพร้อมกัน แน่นอนว่านอกจากจะได้รับรู้เรื่องราวสยองขวัญแล้ว ในอีกด้านหนึ่งยังได้รับรู้เรื่องราวเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น สภาพความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เล่า หน้าที่ อาชีพ การงาน และมุมมองที่ผู้เล่ามีต่อเรื่องราวต่างๆ พูดให้ง่ายคือ เราสามารถรับรู้เรื่องราวของคนขับรถบรรทุก เซลล์แมน หมอ พยาบาล หรือชุดประสบการณ์บางอย่างซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องไกลตัวจากการฟังเรื่องผีได้ และหนึ่งในอาชีพที่มีเรื่องราวน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องผีเลย คือ ‘ทหารเกณฑ์’ ประชาไท เรียบเรียงเรื่องราวบริบทแวดล้อมของทหารเกณฑ์ จากรายการ The Ghost Radio ทั้งหมด 3 จาก 8 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทหารเกณฑ์ แน่นอนว่าเราเห็นอะไรหลายอย่างที่น่ากลัวกว่าผีมากมาย

รุ่นสยอง : ทหารเกณฑ์ลูกชาวบ้านถูกวัยรุ่นตีตายในค่ายทหาร กลายเป็นตำนานผีประจำศูนย์ฝึกฯ

 

เริ่มกันที่เรื่องแรก ชื่อเรื่องว่า “รุ่นสยอง” เล่าโดยคุณพจน์ ปัจจุบันมีอาชีพขับรถโดยสาร กรุงเทพฯ - สุรินทร์ เรื่องที่เขาเล่าเกิดในช่วงปี 2546-2547 ระหว่างที่เข้ารับราชการเป็นทหารเกณฑ์ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2562 ปัจจุบันมีผู้ฟังเรื่องนี้จากยูทูบแล้วไม่น้อยกว่า 7 แสนครั้ง)

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าโดยอดีตทหารเกณฑ์ ซึ่งได้รับบทบาทหน้าที่เป็นผู้ช่วยครูฝึกทหารใหม่ เขาสะท้อนให้เห็นถึงการให้เกียรติกันในสังคมของทหารว่า ยึดเอารุ่นเป็นสำคัญ ใครมาก่อนถือเป็นพี่ ใครมาทีหลังถือเป็นน้อง โดยไม่สนว่าใครจะอายุมากน้อยกว่ากัน ระหว่างที่ทำหน้าที่ครูฝึกทหารใหม่ฯ เขาได้พบกับพลทหารรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อว่า ชัย และได้สนิทกันในเวลาต่อมาเนื่องจาก ชัย นอนอยู่เตียงนอนที่อยู่ใกล้กับเขา และเขาก็มักใช้ให้ชัย รีดผ้า และขัดรองเท้าให้ จนเริ่มสนิทสนมกัน

เมื่อชัยผ่านช่วงการฝึกทหารใหม่แล้ว ชัยได้เข้าประจำการในกองร้อย ซึ่งเป็นคนละหน่วยงานกับที่ผู้เล่าประจำการอยู่ ด้วยความที่ทั้งสองคนนี้สนิทกัน ชัยจึงพยายามหาบ้านได้ขอติดตาม ผู้เล่ากลับไปบ้านด้วย แต่เมื่อผู้เล่าจะขอไปเยี่ยมบ้านชัยบ้าง ชัยกลับปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า บ้านเขาไม่มีอะไร เป็นเพียงบ้านนอกธรรมดา (ผู้เล่ามารู้ภายหลังว่า เดิมทีชัยอาศัยอยู่กับยายและพ่อที่ตาบอด และลูกชายที่ยังเล็ก)

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่นำผ่านพวกเขาไปเจอกับสิ่งลี้ลับ นั้นเกิดขึ้นจากการไปเข้าเวรที่ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งหนึ่งภายในค่ายทหารซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักข้าราชการ สำหรับการเข้าเวรโดยปกติแล้ว จะมีนายสิบไปประจำการด้วย และจะมีการเปลี่ยนผลัดกันเข้าเวรยามตามช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งการเข้าเวรครั้งนี้มีรายชื่อของพลทหารชัยรวมอยู่ด้วย

ระหว่างการเข้าเวร ในช่วงหัวค่ำ มีวัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการนั่งตั้งวงดื่มเหล้ากันอยู่ เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงจึงเข้ามาของให้นายสิบซึ่งเข้าเวรอยู่ในขณะนั้น เข้าไปห้ามปรามไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นส่งเสียงดัง โดยนายสิบได้เข้าไปห้ามใช้เสียงดังทั้งหมด 4 รอบ โดยครั้งสุดท้าย นายสิบได้เข้าไปข่มขู่ว่า “ถ้าพวกมึงไม่เงียบกูจะจับเข้าห้องขัง” (ผู้เล่าระบุภายหลังว่า สิบเวรคนดังกล่าวได้ดื่มเหล้าก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ด้วย)

ผลจากการเข้าไปเตือนครั้งสุดท้ายทำให้กลุ่มวัยรุ่นไม่พอใจ และรอเวลาในช่วงดึกเพื่อบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายทหารที่เฝ้าเวรอยู่ แต่ในช่วงเวลาที่บุกเข้ามาทำร้ายนั้นเป็นช่วงที่นายสิบคนต้นเหตุออกเวรแล้ว และเวลานั้นเป็นผลัดของพลทหารชัยพอดี เขาจึงถูกทำร้ายร่างกาย ถูกฟันด้วยมีด และตีด้วยไม้

เรื่องลี้ลับเกิดขึ้นทันที ในช่วงกลางดึกคืนเดียวกัน ผู้เล่า ระบุว่าได้รับโทรศัพท์จากพลทหารชัยที่โทรมาแจ้งว่ามีทหารถูกทำร้ายร่างกาย ผู้เล่าจึงรีบลุกขึ้นมาเพื่อไปยังที่เกิดเหตุ เวลาเดียวกันเขาก็ได้รับสายของเพื่อนทหารอีกคนหนึ่งซึ่งโทรมาบอกว่ามีทหารถูกทำร้ายร่างกายที่หน่วยฝึก เขาจึงไปตีระฆังเเจ้งเหตุให้สิบเวรที่กองร้อยรับทราบ สิบเวรจึงได้แจ้งกับพลทหารในกองร้อยทั้งหมดพร้อมกับเบิกอาวุธไปด้วยเพื่อเข้าไปดูที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่ามีทหารหลายรายที่ถูกทำร้ายร่างกายอาการสาหัส และมีทหารคนหนึ่งถูกฟันจนกระโหลกเปิด ส่วนพลทหารชัยถูกตีจนเลือดคลั่งในสมอง และเสียชีวิต โดยที่ศพไม่หลับตา

จากนั้นกองพันได้เข้าไปช่วยเหลือครอบครัว และจัดการเรื่องงานศพทั้งหมด ผู้เล่าจึงได้มีโอกาสเข้าไปที่บ้านของพลทหารชัย และพบว่าเป็นหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล และอยู่กันไม่ถึง 50 หลังคาเรือน สภาพบ้านของพลทหารชัยนั้นก็เป็นบ้านที่ผุผัง และพบว่าโดยปกติแล้วพลทหารชัยอยู่กับยาย พ่อที่ตาบอด และลูกน้อยที่กำลังจะเข้าเรียนชั้นอนุบาล

ผู้เล่าได้อยู่ช่วยงานศพจนจบงาน และทางผู้บังคับบัญชาได้เข้ามาช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชย และทำบ้านให้อยู่ในสภาพที่อยู่ได้ใหม่ พร้อมรับว่าจะส่งเสียค่าเรียนให้ลูกพลทหารชัยจนจบปริญาตรี หรือหากจะเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยก็จะสนับสนุน หลังจากจบงานศพมายังค่ายทหารผู้เล่าระบุว่าได้กลิ่นธูปตามมาตลอดทาง จากนั้นก็เริ่มเกิดเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้น (ไม่ขอลงรายละเอียด) และมีทหารเกณฑ์คนหนึ่งเสียชีวิตเนื่องจากช็อคหัวใจวายในหน่วยฝึกเยาวชน โดยญาติไม่ติดใจเอาเรื่อง เนื่องจากทหารเกณฑ์คนดังกล่าวมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

หลังจากนั้นได้มีการทำบุญที่หน่วยฝึกดังกล่าว โดยผู้เล่าสรุปว่า ได้มีการสื่อสารกับดวงวิญญาณของพลทหารชัย ได้ความว่าพลทหารชัยยังไม่อยากไปไหน เพราะรักทหาร และต้องการเป็นทหาร จึงขอให้มีการทำหุ้นปูนปาสเตอร์เป็นหุ้นจำลองของพลทหารชัยไปที่หน่วยฝึกดังกล่าว และปัจจุบันลูกชายของพลทหารชัยได้เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยและได้เป็นทหารติดยศพันโทประจำการอยู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

พลทหารฯ อดทน : เจอดีเพราะถูกทหารรุ่นพี่สั่งให้ไปเข้าเวรแทน 

มาต่อกันที่เรื่องที่สองคือเรื่อง “พลทหารฯ อดทน” เป็นเรื่องของคุณ ติ ที่เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 19-20 ปีที่ผ่านมา (เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2562 ปัจจุบันมีผู้ฟังเรื่องนี้จากยูทูบแล้วไม่น้อยกว่า 6 แสนครั้ง) ผู้เล่าระบุว่า ตนเองเข้าเป็นทหารเกณฑ์เพราะจับสลากได้ใบแดง หลังจากฝึกเสร็จได้เข้าประการที่กองร้อย โดยได้สังกัดอยู่หน่วยงานที่ทำงานด้านเอกสาร ขณะที่เพื่อนทหารรุ่นเดียวกันเข้าทำงานด้านโยธา หรืองานบริการ เช่น ตัดหญ้า เก็บขยะ ซึ่งเป็นงานส่วนใหญ่ของกองร้อย นอกจากนี้เขายังมีหน้าที่เฝ้าเวรยามอีกหน้าที่หนึ่ง โดยจะเข้าเวรที่คลังอาวุธเพียงที่เดียว

ผู้เล่าระบุถึง สิ่งก่อสร้างภายในกองร้อยด้วยว่า มีบ่อประดุกอยู่ด้านหลังอาคาร บก.ร้อย ติดกับอาคารยานยนต์ ซึ่งเป็นที่เก็บรถยนต์ทหารรุ่นเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ถัดจากนั้นไปจะเป็นเส้นทางออกด้านหลัง บก.ร้อย โดยจะมีทหารอีกหน่วยที่อยู่ในค่ายเดียวกันมาเข้าเวรอยู่บริเวณนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีทหารอีกหน่วยมาเข้าเวร ปลาดุกที่ทาง บก.ร้อย เลี้ยงไว้ก็ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ทางผู้บังคับบัญชาจึงออกคำสั่งให้ จัดการเฝ้าเวรยามที่อาคารยานยนต์ใกล้กับบ่อเลี้ยงปลาดุก เพราะเห็นว่านั่นคือ สวัสดิการของทหารใน บก.ร้อย ซึ่งตัวผู้เล่าเองไม่ได้มีหน้าที่ไปเฝ้าเวรที่จุดดังกล่าว เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองอยู่แล้ว

แต่อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เล่าถูกพลทหารรุ่นพี่ มาถามว่า วันนี้มีเข้าเวรหรือไม่ เขาตอบไปว่า ไม่มี และวันนี้ไม่ได้รับจ้างใครเข้าเวรด้วย เขาจึงถูกรุ่นพี่ขอให้ไปเข้าเวรที่อาคารยานยนต์แทน และเมื่อเขาไปเข้าเวรที่นั่นเขาก็ได้พบกับเรื่องแปลก เช่น รถที่จอดอยู่ยวบลงไปเหมือนมีคนขึ้นไปยืน มีเสียงรองเท้าคอมแบทเดินอยู่รอบๆ เขาจึงหยิบไฟฉายไปเดินดูบริเวณรอบอาคาร และบ่อปลา แต่ก็พบว่า ไม่มีอะไรเลย จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้หลับก็พบกับเรื่องแปลกๆ เหมือนเดิม และหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงวิ่งกลับไปนอนที่ บก.ร้อย ทันที ในเช้าวันถัดมาเขาได้ความจริง จุดเฝ้าเวรนั้นตามปกติแล้วไม่มีใครไปนอนจริงๆ เพียงแต่ไปกางมุ้งทิ้งไว้เพื่อให้ดูเหมือนมีคนอยู่ เพราะคนทุกรู้ว่าจุดนั้นมีผี และรถที่จอดอยู่หลายคันก็เป็นรถที่เคยใช้บรรทุกศพ อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง เพราะทหารรุ่นพี่เข้าใจผิดว่า ผู้เล่า รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

นั่นคือครั้งแรกที่ผู้เล่าเชื่อว่า ตัวเองเจอผี จากนั้นเขาใช้ชีวิตเป็นทหารเกณฑ์เรื่อยมา จนสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบได้ ประสบการณ์เจอผีครั้งที่ 2 ของเขาเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อเข้าเป็นนักเรียนนายสิบช่วงปี 2545 ผู้เล่าระบุว่า ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมอยู่คือ รับจ้างเข้าเวรแทนคนอื่นเเทบทุกวัน เพราะต้องการเก็บเงินให้ได้มากขึ้น

ช่วงเวลาที่เป็นนายสิบอยู่นั้น เขาพบว่า ผู้บังคับบัญชากองร้อยของเขามีปัญหาส่วนตัวเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากเลิกลากับภรรยา และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เล่าได้เข้าเวรอยู่ด้านหน้าคลังอาวุธ เวลาประมาณตี 2 ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาช้าๆ และมองเห็นเมื่อเข้ามาใกล้ว่าใส่ชุดพราง เขาจึงลุกขึ้นยืนท่าพักตามระเบียบ เพราะเข้าใจว่าเป็นนายทหารมาตรวจเวร เมื่อเสียงฝีเท้าเริ่มใกล้ขึ้น เขาก็พบว่าคือ ผู้บังคับบัญชาของเขาเอง แต่วันนี้ผู้กองมีท่าทีที่แปลกไปคือ เดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไร และนั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างตึก ด้วยความที่มีผู้บังคับบัญชามา เขาจึงต้องยืนท่าพักตามระเบียบ ตามองตรงไปข้างหน้า ไม่กล้าหันไปมองว่าผู้กองทำอะไรอยู่ แต่ผ่านไปประมาณ 10 นาที เขาตัดสินลองหันไปมอง แต่พบว่าผู้กองไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว และในเช้าวันถัดเขาได้รับข่าวว่า ผู้กองเสียชีวิตแล้ว เนื่องจากกินยานอนหลับเกินขนาด และทางผู้ใกล้ชิดยืนยันว่า ตั้งแต่ผู้กองเข้าบ้านในช่วงเย็นก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย จนกระทั่งมาพบศพในตอนเช้า 

เรื่องนี้ผู้เล่าสะท้อนว่า เขารู้สึกผูกพันกับผู้กองเป็นพิเศษ เพราะเป็นคนที่ช่วยผลักดันให้เขาสอบเป็นนักเรียนนายสิบ และเป็นคนที่เลี้ยงดูลูกน้องเป็นอย่างดี ทั้งยังเห็นว่าผู้กองเป็นคนที่น่านับถือ แม้จะเป็นวิญญาณตายไปแล้วก็ยัง มาปรากฎตัวให้ในสถานที่ทำงาน

เขาเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ช่วงที่เป็นนายเรียนนายสิบด้วยว่า อาคารที่พักของนักเรียนนายสิบในเวลานั้นเป็นอาคารไม้เก่า ตู้ เตียง ปืน สำหรับผู้นักเรียนนายสิบได้รับมาจากหน่วยงานอื่น ซึ่งเป็นของที่ชำรุดแล้วเอามาซ่อมให้พอใช้ได้ หรือไม่ก็ได้ของที่มีสภาพเก่ามาก ส่วนปืนที่ได้มาแต่ละกระบอกก็ไม่รู้ที่มาว่ามาจากไหน และเตียงแต่ละหลังก็ไม่รู้ว่าเป็นเตียงที่มีคนตาย หรือเป็นเตียงที่เคยเอาศพมานอนหรือไม่

หลังจากนั้นผู้เล่าได้เข้าบรรจุเป็นนายสิบ และเข้าไปรับราชการเป็นครูฝึกทหารใหม่ เขายืนยันว่าตัวเองเป็นครูฝึกประเภทที่ว่า “ต้องซ่อมให้นักเรียนจำ คือมึงจบไปมึงต้องจำได้ว่า ครูฝึกชื่อนี้ เคยซ่อมมึงมา”

ในปี 2548 เขาเล่าว่า ช่วงที่มีการทดสอดสมรรถภาพร่างกายนักเรียน โดยให้วิ่งรอบเขาระยะทางประมาณ 3-4 กิโลเมตร โดยการวิ่งจะต้องใส่รองเท้าคอมเเบท และชุดฝึกครึ่งท่อน และจะต้องวิ่งไปพร้อมกันเป็นแถว ปรากฎว่ามีนักเรียนนายสิบอยู่คนหนึ่ง ซึ่งผู้เล่าไม่รู้ว่า มีโรคประจำตัว แต่ก็ต้องวิ่งไปกับเพื่อน เมื่อเขาถึงเส้นชัย นักเรียนคนดังกล่าว ก็ล้มเป็นลมไป เพื่อนจึงหามกลับมาที่กองร้อย ผู้เล่าได้เห็นก็ได้พูดไปว่า “ไม่ต้องใจเสาะ มานี่ ลากมานี่ ไอ้ห่า อะไรว่ะแค่นี้เป็นลม” เมื่อนักเรียนนายสิบคนดังกล่าวถูกลากมาถึง ก็พบว่า ตัวซีดขาว และนักเรียนคนนั้นก็พูดว่า “ครูคำผมไม่ไหวแล้ว” เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา

ผู้เล่าระบุว่า เขาได้ปรับทุกข์กับนักเรียนนายสิบคนอื่นๆ ว่าใจหายที่มีนักเรียนนายสิบตายไปต่อหน้าต่อตา แต่ก็เชื่อว่าไม่ใช้ความผิดของตนเอง เพราะไม่ได้สั่งซ่อมนักเรียนนายสิบจนตาย และตนเองเป็นเพียงสิบเวรที่ทำหน้าที่ดูแลการฝึก ไม่ได้เป็นผู้สั่งให้นักเรียนไปทดสอบร่างกาย อีกทั้งสายตาที่ของนักเรียนคนดังกล่าวก่อนเสียชีวิตก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธแค้น มีเพียงสายที่ส่งมาเพื่อขอความช่วยเหลือ

จากนั้นคืนหนึ่ง เขาพบว่ามีนักเรียนนายสิบรายหนึ่ง วิ่งมาเคาะประตูห้องเขากลางดึกด้วยท่าทีตื่นตระหนก แล้วบอกว่าเจอผีนักเรียนนายสิบที่เพิ่งเสียชีวิตมาหลอก ผู้เล่าจึงถามว่า ทำไมเจอผีแล้วต้องมาหาตน นายเรียนนายสิบตอบว่า “ผมว่ามันต้องกลัวครู เพราะครูเป็นครู มันต้องกลัว” เขาจึงตอบไปว่า “มึงฟังนะกูเป็นครูฝึก กูเคยซ่อมแต่นักเรียนที่เป็นคน นักเรียนที่เป็นผีกูไม่เคยซ่อม กูว่ามันไม่กลัวกูหรอก” ผู้เล่าจึงไปจุดธูปบอกดวงวิญญาณว่า อย่ามาหลอกหลอนให้นายเรียนคนอื่นกลัว

นอกจากนี้ผู้เล่ายัง ระบุด้วยว่า แนวทางการสอนนักเรียนของแต่ละคนไม่เหมือนกันตนถูกฝึกมาแบบหนัก ก็ต้องการฝึกนักเรียนให้หนักเหมือนกัน เพราะเห็นว่า การฝึกหนักไม่ได้ทำให้นักเรียนตาย แต่เป็นการสอนให้นักเรียนมีทักษะในการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์จริง แต่ถ้าเราฝึกเบาๆ ฝึกหยอยแหยะไปวันๆ เวลาไปเจอสถานการณ์จริง ก็เหมือนเราส่งเขาไปตาย สู้ทำให้เขาเกลียดเราแล้วไปสู้รอดในสถานการณ์จริง เราจะภูมิใจกว่า

ด้านผู้จัดรายการ ก็ได้พูดกับผู้ฟังว่า ในประเด็นเรื่องกาารฝึกนั้นไม่ต้องการให้ผู้ฟังไปขยี้  เพราะครูฝึกเองไม่ได้ตั้งใจ และนักเรียนคนดังกล่าวก็มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

หญิงสาวปริศนา : ทหารรับใช้ ถูกนายสั่งทำงานนอกราชการ จนโดนผีหลอก ซ้ำยังถูกสั่งขัง

เรื่องสุดท้ายที่หยิบยกมานำเสนอคือ เรื่อง “หญิงสาวปริศนา” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณหนึ่ง เมื่อปี 2551ระหว่างที่เขาเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากผ่านช่วงฝึกทหารใหม่ไปแล้ว ระหว่างนั้นเขาได้อาสาตัวไปเป็นทหารบริการ หรือพูดให้ง่ายคือทหารรับใช้ โดยเข้าประจำการอยู่ที่บ้านพักนายทหารคนหนึ่ง ที่จังหวัดชุมพร (เรื่องนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2563 ปัจจุบันมีผู้ฟังเรื่องนี้จากยูทูบแล้วเกือบ 3 แสนครั้ง)

ผู้เล่าระบุว่า นายทหารที่เขาจะเข้าไปเป็นทหารบริการนั้น มียศเป็นพันเอกพิเศษ กำลังจะขึ้นเป็นพลตรี โดยเขาได้รับภารกิจหลักคือ การขับรถให้นายทหารคนดังกล่าว และภารกิจรองคือ การดูแลสวนยาง อยู่มาวันหนึ่งนายทหารได้ชวนให้เขาไปช่วยดูรถมือสองคันหนึ่ง เพราะต้องการจะซื้อให้ลูกสาวที่ใกล้จะเรียนจบแล้ว และเมื่อได้มาและจัดการเรื่องเอกสารเสร็จ นายทหารได้สั่งให้ผู้เล่า ขับรถคันดังกล่าวเพื่อไปส่งให้กับลูกสาวของนายทหารที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อเขาออกเดินทางจากชุมพร จนมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม เขาได้พักเติมน้ำมัน และพักผ่อนที่ปั้มแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ โดยนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่สนใจใคร เขาจึงเข้าไปถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่ พร้อมแนะนำว่าตนเองเป็นทหาร ด้วยความที่รู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาดี แต่งตัวสะอาด ผู้หญิงคนดังกล่าวจึงพูดว่า พี่ช่วยหนูได้จริงๆ เหรอ หนูอยากกลับบ้าน เมื่อทราบว่าบ้านอยู่ที่ไหน ผู้เล่าจึงได้ชวนผู้หญิงคนดังกล่าวขึ้นรถมาด้วย เพราะเห็นว่าเป็นทางผ่านอยู่แล้ว โดยระหว่างทางพบว่าหญิงคนดังกล่าวมีท่าทีแปลกๆ ไม่ค่อยพูด ถามคำตอบคำ แต่ผู้เล่าสังเกตว่า เวลาที่ตนเองกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะรู้ว่าตนคิดอะไรอยู่แล้วก็จะหันมอง หรือพูดอะไรที่เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เล่ากำลังคิด เช่น ผู้เล่าแอบด่าในใจว่า หน้าตาก็ดีนะทำไมหยิ่งจัง ผู้หญิงคนนั้นก็หันหน้ามามอง

ระหว่างทางมีอีกหลายเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้น แต่บทสรุปสุดท้ายของเรื่องคือ เมื่อขับไปใกล้ถึงจุดที่ส่ง ผู้หญิงคนดังกล่าวได้บอกให้ผู้เล่าเลี้ยวเขาไปในวัด และขับไปยังเมรุ และห้องเก็บศพ เมื่อเขาหามามองผู้หญิงคนดังกล่าว ก็พบว่าเธอได้หายไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้เปิดประตูรถออกไป ทำให้เขาสติแตก และรีบถอยรถออกมาจนไปชนกับรถเข็นศพที่จอดอยู่

เมื่อเรื่องราวคลี่คลาย เนื่องจากมีพระเข้ามาดูเหตุการณ์ ในช่วงเช้านายทหารได้เดินทางมาพบเขา และนำตัวเขาไปทำโทษฝากขังไว้ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งเป็นเวลา 24 ชม. และให้เหตุผลว่า ไม่ได้ตั้งใจจะสั่งขัง แต่ต้องการสั่งสอนให้รู้ว่า ต่อไปจะทำอะไรนอกเหนือจากคำสั่งไม่ได้ เพราะหากเป็นอะไรไปตัวนายทหารจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ 

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์